คนผิดก็มีสิทธิได้รับความเมตตา

Posted by พระไพศาล วิสาโล | Posted in คอลัมน์ มองอย่างพุทธ | Posted on 24-09-2010

0

มติชน ฉบับวันที่ 15 สิงหาคม 2553

สองสามวันหลังกรณีตากใบซึ่งจบลงด้วยความตายของผู้ชุมนุม 79 คนบนรถบรรทุกระหว่างถูกลำเลียงไปยังค่ายทหาร ข้าพเจ้าได้พบกับมิตรผู้หนึ่งซึ่งจู่ ๆ ก็พูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมกับแสดงความเห็นว่า “น่าจะตายมากกว่านี้”
ความรู้สึกอย่างแรกที่เกิดกับข้าพเจ้าคือประหลาดใจ เนื่องจากมิตรผู้นั้นไม่เพียงสนใจการปฏิบัติธรรมเท่านั้น หากยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงชวนคนมาทำกรรมฐาน ถึงกับตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมบนที่ดินของตน ส่วนการให้ทานรักษาศีล เขาก็บำเพ็ญอย่างแข็งขัน
Read the rest of this entry »

สู่ชีวิตที่สงบเย็นและเป็นอิสระ

Posted by พระไพศาล วิสาโล | Posted in คอลัมน์ มองอย่างพุทธ | Posted on 04-08-2010

0

มติชน ฉบับเดือน กรกฎาคม 2553

เมื่อสองเดือนที่แล้วมีรายงานข่าวว่าศาลเกาหลีใต้ได้ตัดสินจำคุกสามีภรรยาคู่หนึ่งเป็นเวลาสองปี เนื่องจากทิ้งให้ลูกสาววัยสามเดือนอดอาหารจนตาย

ทารกที่น่าสงสารคนนี้มิได้ถูกทิ้งที่กองขยะอย่างที่มักจะเป็นข่าว หากถูกปล่อยไว้ที่บ้านของเธอเอง ส่วนคนที่หายไปจากบ้านคือผู้ที่เป็นพ่อแม่ ทั้งสองคนไปขลุกอยู่ที่ร้านอินเตอร์ทั้งวันเนื่องจากติดเกมอย่างหนัก รายงานข่าวไม่ได้แจ้งว่าทั้งสองมีเวลาไปทำมาหากินหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือทารกน้อยได้รับอาหารเพียงวันละมื้อเท่านั้น ซึ่งก็คงเป็นช่วงที่ทั้งสองกลับไปนอนบ้าน

ผู้เป็นพ่อนั้นมิใช่วัยรุ่น หากเป็นผู้ใหญ่วัย 41 ปี ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ เกมออนไลน์ที่เขาและภรรยาวัย 25 ปี ติดหนักจนโงหัวไม่ขึ้น
มิใช่เกมบู๊ล้างผลาญเต็มไปด้วยความรุนแรง หากเป็น เกมชื่อ “พริอุส” ซึ่งผู้เล่นจะต้องเพียรพยายามช่วยเหลือเด็กหญิงนาม “อะนิเมะ”
ให้สามารถฟื้นฟูความทรงจำและพัฒนาอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ของตนเอง
Read the rest of this entry »

บทเรียนจากแอฟริกาใต้

Posted by พระไพศาล วิสาโล | Posted in คอลัมน์ มองอย่างพุทธ | Posted on 07-07-2010

0

มติชน ฉบับวันที่ 20 มิถุนายน 2553

ฟุตบอลโลกครั้งที่ 19 ทำให้แอฟริกาใต้กลับมาเป็นจุดสนใจของคนทั้งโลกอีกครั้งหนึ่ง ตลอดทั้งเดือนคนหลายร้อยล้านจะจับจ้องมองเกมกีฬาเดียวกัน ในขณะที่ชาวแอฟริกาใต้ร่วมกันเทใจให้กับทีมฟุตบอลของตัวท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

บรรยากาศดังกล่าวนับว่าแตกต่างอย่างมากจาก 15 ปีก่อนเมื่อแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพจัดรักบี้โลก ก่อนหน้านั้นแค่ 2 ปีแอฟริกาใต้เกือบจะเกิดสงครามกลางเมือง มีเหตุการณ์นองเลือดหลายครั้งอันเกิดจากการปะทะกันระหว่างคนขาวกับคนดำ และระหว่างคนดำต่างเผ่า รัฐบาลซึ่งมาจากคนขาวอันเป็นชนกลุ่มน้อยคุมสถานการณ์แทบจะไม่ได้แล้วทั้ง ๆ ที่มีอำนาจเผด็จการอยู่ในมือ ใช่แต่เท่านั้นเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้ก็ย่ำแย่เพราะเพิ่งฟื้นตัวจากการถูกนานาชาติคว่ำบาตรเนื่องจากมีนโยบายเหยียดผิวมาช้านาน
Read the rest of this entry »

ทางหลุดพ้นจากกับดักแห่งความรุนแรง

Posted by พระไพศาล วิสาโล | Posted in คอลัมน์ มองอย่างพุทธ | Posted on 01-06-2010

0

มติชน ฉบับวันที่ 16 พฤษภาคม 2553

นับแต่วันที่เสียงปืนนัดแรกดังขึ้นในเหตุการณ์ปล้นปืนจากค่ายทหารที่นราธิวาสเมื่อต้นเดือนมกราคม 2547 ความปริร้าวแตกแยกในหมู่คนไทยได้ปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ และลุกลามจนเกิดความรุนแรงครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่ความรุนแรงแต่ละครั้งยิ่งตอกย้ำความร้าวฉานให้ขยายตัวมากขึ้นเป็นลำดับ

นับเป็นปีที่ 7 แล้วที่ประเทศไทยได้พลัดเข้าสู่วงจรแห่งความแตกแยกอย่างรุนแรง เริ่มจากความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะกรณีกรือเซะและตากใบ ซึ่งเพิ่มความร้าวฉานในหมู่ชาวมุสลิมกับชาวพุทธ และก่อให้เกิดความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างประชาชนในพื้นที่กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ จนดินแดนที่เคยสงบสุขมีสภาพไม่ต่างจากสมรภูมิรบ
Read the rest of this entry »

ศัตรูที่แท้จริง

Posted by พระไพศาล วิสาโล | Posted in คอลัมน์ มองอย่างพุทธ | Posted on 06-05-2010

0

มติชน ฉบับวันที่ 18 เมษายน 2553

เหตุการณ์ร้ายแรงเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายนที่ถนนราชดำเนินกลาง เป็นความสูญเสียของทุกฝ่าย รวมทั้งรัฐบาล นปช. และชาวไทยทั้งมวล ทุกคนเป็นผู้แพ้ หากความพินาศในวันนั้นเรียกว่าชัยชนะ มันก็คือชัยชนะของความโกรธเกลียดนั่นเอง

ในขณะที่ทุกคนพากันชี้นิ้วกล่าวโทษผู้อื่น ตัวการที่แท้จริงกลับถูกมองข้ามและยังคงลอยนวลอยู่ได้ นั่นคือความโกรธเกลียด ความโกรธเกลียดผลักไสให้เรากลายเป็นศัตรูที่มุ่งจองเวรกัน ใช่แต่เท่านั้น ยิ่งโกรธเกลียดมากเท่าใดก็ยิ่ง ชี้นิ้วส่งเสียงประณามผู้อื่นดังมากเท่านั้น จนลืมไปว่าความโกรธเกลียดในใจเราได้ผลักดันให้เรามีส่วนในการทำร้ายกันไม่โดยตรงก็โดยอ้อม

ความโกรธเกลียดไม่เพียงทำร้ายผู้อื่นเท่านั้น หากยังเป็นโทษต่อตัวเราเองด้วย เมื่อใดก็ตามที่ปล่อยให้ความโกรธเกลียดครอบงำจิตใจ นิสัยใจคอและพฤติกรรมของเราก็จะเปลี่ยน จากคนที่มีน้ำใจ พูดจาไพเราะ สุภาพอ่อนโยน ก็กลายเป็นคนจิตใจแข็งกระด้าง พูดจาหยาบคาย และกราดเกรี้ยว สาวสวยเสียงหวาน ทันทีที่โกรธเกลียด ก็พลันมีสีหน้าดุร้าย ส่งเสียงกระโชกโฮกฮาก พร้อมจะด่าทอผู้อื่น ลงมือทำร้ายผู้คน หรือสะใจกับการที่เขาถูกทำร้าย เป็นเพราะความโกรธเกลียดนี้แหละที่ทำให้คนซึ่งเคยมีไมตรีต่อกัน กลายเป็นศัตรูที่ห้ำหั่นกัน ทุบตีหรือประหัตประหารกันได้อย่างเลือดเย็น ทำให้คนที่เคยเป็นเพื่อนบ้านกัน กลายเป็นปรปักษ์ที่กลุ้มรุมทำร้ายหรือประชาทัณฑ์จนเขาตายคาเท้า กล่าวอีกนัยหนึ่งมันทำให้เรากลายเป็นยักษ์มารไปโดยไม่รู้ตัว
Read the rest of this entry »