<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>คอลัมน์บทความพุทธิกา</title>
	<atom:link href="http://www.budnet.org/article/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.budnet.org/article</link>
	<description>เครือข่ายชาวพุทธเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทย</description>
	<lastBuildDate>Sat, 27 Apr 2013 07:52:00 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>ขอบคุณ</title>
		<link>http://www.budnet.org/article/?p=1114</link>
		<comments>http://www.budnet.org/article/?p=1114#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Apr 2013 07:52:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เครือข่ายพุทธิกา</dc:creator>
				<category><![CDATA[คอลัมน์ มองย้อนศร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.budnet.org/article/?p=1114</guid>
		<description><![CDATA[โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 10 เดือนมีนาคม 2556 “ขอบคุณค่ะ” “ขอบคุณครับ” คำพูดแรกๆ ที่เรามักถูกสอนให้พูดตั้งแต่ยังไม่ทันจำความได้ เพื่อแสดงความรู้สึกขอบคุณ รู้สึกสำนึกในความช่วยเหลือเกื้อกูลที่ใครสักคนหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้ แต่พอโตขึ้นมา คำเดียวกันนี้ ถูกบอกสอนให้เป็นคำพูดติดปากไว้ เพื่อแสดงถึงการเป็นคนมีมารยาท ใครทำอะไรให้ ก็ให้รู้จักขอบคุณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยขนาดขยับที่นั่งให้ ช่วยส่งของให้ หรือกระทั่งการช่วยเหลือในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ไม่แน่ใจว่า “ขอบคุณ” เป็นหนึ่งในคำพูดที่พร่ำพูดกันบ่อยที่สุด กำลังถูกใช้ให้ทำหน้าที่สื่อความหมายที่พร่ำเพรื่อเกินไปหรือไม่ ทุกครั้งที่คำว่า “ขอบคุณ” หลุดออกจากปาก ความรู้สึกภายในของเรา ณ ขณะนั้น ตรงกับความหมายของคำๆ นี้หรือไม่ ส่วนใหญ่เราอาจพูดออกไปด้วยความเคยชิน หรือเป็นมารยาทสังคมมากกว่า ความรู้สึกขอบคุณ ที่เป็นสำนึกจากความรู้สึกที่แท้จริง มักเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก หรือหากเกิดขึ้นจริง บ่อยครั้งเรากลับรู้สึกว่า คำว่า “ขอบคุณ” มันน้อยเกินไป “ขอบคุณ” ไม่สามารถทดแทนความรู้สึกข้างใน ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความซาบซึ้งใจในการได้รับความช่วยเหลือ การเกื้อกูลกันของคนเดินทาง ที่บ่อยครั้งแค่คนผ่านมาแล้วก็จากไป แต่ความช่วยเหลือกันอย่างไม่หวังการตอบแทนใดๆ ก็ทำให้เราซาบซึ้งตื้นตันใจจนเกินเลยคำว่า “ขอบคุณ” เช่นเพียงคนแปลกหน้าสักคน ที่เราแค่แวะถามทาง แต่เขาคนนั้นกลับสละเวลาพาเราไปส่งถึงที่หมาย คำว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #993366;"><em><strong>โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 10 เดือนมีนาคม 2556</strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #993366;"><strong><em><img class="alignnone" title="img" src="http://modernservantleader.com/wp-content/uploads/2010/08/Thank-You_Thursdays_500x300.jpg" alt="" width="500" height="300" /></em></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">“ขอบคุณค่ะ”</p>
<p style="text-align: justify;">“ขอบคุณครับ”</p>
<p style="text-align: justify;">คำพูดแรกๆ ที่เรามักถูกสอนให้พูดตั้งแต่ยังไม่ทันจำความได้ เพื่อแสดงความรู้สึกขอบคุณ รู้สึกสำนึกในความช่วยเหลือเกื้อกูลที่ใครสักคนหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้ แต่พอโตขึ้นมา คำเดียวกันนี้ ถูกบอกสอนให้เป็นคำพูดติดปากไว้ เพื่อแสดงถึงการเป็นคนมีมารยาท ใครทำอะไรให้ ก็ให้รู้จักขอบคุณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยขนาดขยับที่นั่งให้ ช่วยส่งของให้ หรือกระทั่งการช่วยเหลือในสิ่งที่ยิ่งใหญ่<br />
<span id="more-1114"></span><br />
ไม่แน่ใจว่า “ขอบคุณ” เป็นหนึ่งในคำพูดที่พร่ำพูดกันบ่อยที่สุด กำลังถูกใช้ให้ทำหน้าที่สื่อความหมายที่พร่ำเพรื่อเกินไปหรือไม่ ทุกครั้งที่คำว่า “ขอบคุณ” หลุดออกจากปาก ความรู้สึกภายในของเรา ณ ขณะนั้น ตรงกับความหมายของคำๆ นี้หรือไม่ ส่วนใหญ่เราอาจพูดออกไปด้วยความเคยชิน หรือเป็นมารยาทสังคมมากกว่า</p>
<p style="text-align: justify;">ความรู้สึกขอบคุณ ที่เป็นสำนึกจากความรู้สึกที่แท้จริง มักเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก หรือหากเกิดขึ้นจริง บ่อยครั้งเรากลับรู้สึกว่า คำว่า “ขอบคุณ” มันน้อยเกินไป “ขอบคุณ” ไม่สามารถทดแทนความรู้สึกข้างใน ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความซาบซึ้งใจในการได้รับความช่วยเหลือ</p>
<p style="text-align: justify;">การเกื้อกูลกันของคนเดินทาง ที่บ่อยครั้งแค่คนผ่านมาแล้วก็จากไป แต่ความช่วยเหลือกันอย่างไม่หวังการตอบแทนใดๆ ก็ทำให้เราซาบซึ้งตื้นตันใจจนเกินเลยคำว่า “ขอบคุณ”  เช่นเพียงคนแปลกหน้าสักคน ที่เราแค่แวะถามทาง แต่เขาคนนั้นกลับสละเวลาพาเราไปส่งถึงที่หมาย คำว่า “ขอบคุณ” ก็เหมือนจะไม่ค่อยพอกับน้ำใจของคนแปลกหน้า หรือใครบางคนรับฟังเรื่องทุกข์ร้อนของเราอย่างเข้าใจ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมทั้งหาทางออก ชี้ทางสว่างให้เราคลี่คลายจากความทุกข์ร้อนนั้นๆ การเกิดความรู้สึกถึงบุญคุณนั้น ก็มักจะเกินเลยกว่า คำว่า “ขอบคุณ” อีกเช่นกัน</p>
<p style="text-align: justify;">ชายหนุ่มขับรถไปบนหนทางห่างไกล ได้แวะข้างทาง รับหญิงชรากับเด็ก ไปส่งให้ถึงโรงพยาบาล ในวันที่เด็กน้อยป่วยไข้ ลองคิดว่า กว่ายายหลานคู่นี้จะพากันไปขึ้นรถที่ท่ารถ และกว่าจะไปถึงโรงพยาบาลอำเภอ คงใช้เวลาไม่ต่ำว่า 4-5 ชั่วโมง ซึ่งเด็กจะต้องทนพิษไข้อยู่อย่างนั้น เขาจึงตัดสินใจขับรถไปส่งให้ แม้จะอยู่นอกเส้นทางก็ตาม ยายหลานคู่นี้ คงมีเพียงคำ“ขอบคุณ” ที่พูดซ้ำๆ และเมื่อชายแปลกหน้าจากกันไป อาจคิดไปว่า นั่นเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต ที่มีบุรุษผู้ไม่เคยรู้จักมาปรากฏในห้วงยามที่กำลังทุกข์เข็ญ ก็เป็นได้</p>
<p style="text-align: justify;">หรือเมื่อหญิงสาวก้มเก็บดอกกรรณิการ์ทีละดอกๆ ที่ร่วงพรูลงบนพื้นหญ้าหน้าบ้าน รวมไว้ในถ้วยเล็กๆ เพียงเพื่อนำไปให้เพื่อนรักของเธอในที่ทำงานเดียวกันได้ชื่นใจ เรื่องเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของใครได้เสมอ หากการสำนึกแห่งความขอบคุณได้งอกงามขึ้นในจิตใจ</p>
<p style="text-align: justify;">ผู้คนในยุคปัจจุบัน แทบจะไม่รู้สึก “ขอบคุณ” อย่างลึกซึ้ง กับเรื่องใดๆ เพราะสังคมสมัยใหม่ ที่บ่มเพาะให้เราเรียกร้องสิ่งต่างๆ เพื่อตอบสนองตัวตนของตัวเองเป็นหลัก เราไม่มีเวลานึกขอบคุณท้องฟ้าในวันที่แดดสวย ฟ้าใส ที่ทำให้หัวใจเบิกบาน เราไม่นึกขอบคุณ ชื่นชมยินดีที่สายลมรำเพยพัด ให้เราเย็นกายสบายใจ อีกต่อไป กระทั่งสายน้ำที่ไหลรินมาจากก๊อกน้ำทุกเมื่อเชื่อวันอย่างสัตย์ซื่อ เราก็เย็นชากับมัน จนกว่า วันที่เปิดก็อก แล้วไม่มีน้ำไหลออกมาอย่างเดิมอีกแล้ว เราถึงจะเดือดร้อนและดิ้นรนหาน้ำใช้ และแทบไม่มีเวลาสำนึกว่า ที่ผ่านมาต้นธารแห่งสายน้ำนี้ มีใครควรได้รับการขอบคุณบ้างหรือไม่</p>
<p style="text-align: justify;">โลกยุคใหม่ที่อุดมไปด้วยความเพียบพร้อม กลับทำให้เราขาดพร่องในบางความรู้สึก ความรู้สึกนอบน้อม ด้วยดวงจิตคารวะในสรรพสิ่ง ได้หล่นหายไปกับกาลเวลาเสียแล้ว แม้ว่า เราจะลงท้ายจดหมายที่เขียนถึงใครต่อใครว่า “ด้วยความเคารพ” แต่อาจไม่ได้มีความหมายอะไรที่ตรงกับความรู้สึก คำนั้น แค่สื่อถึงความเป็นสุภาพชนเท่านั้นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">ลองอ่านข้อความการกล่าวสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า ด้วยดวงจิตที่เปิดกว้าง</p>
<p style="text-align: justify;"><em>“ตอนเช้า แม่จะให้เราร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ที่บ้านหลังข้างในนั่น ขับร้องให้เหมือนนกลาร์กของพระนางแมรี ร้องเพลงอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ เหมือนนกมาวีสของพระเยซูที่ร้องเพลงอยู่บนต้นไม้ ขับร้องเพื่อสดุดีพระองค์ผู้ทรงสร้างสรรพชีวิต สดุดีการได้พักผ่อนยามราตรี สดุดีแสงสีแห่งทิวา และความสุขหรรษาแห่งชีวิต เธอบอกเราว่า ทุกชีวิตบนโลกนี้ และที่อยู่ในมหาสมุทร และที่มีชีวิตอยู่กลางอากาศ ล้วนเสริมพระส่งราศรีแห่งพระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกและสรรพชีวิต พระองค์ผู้ทรงพระคุณ และไม่อาจพรรณนาได้ด้วยคำพูด”</em></p>
<p style="text-align: justify;"><em>ความขอบคุณเช่นนี้มาจากหัวใจ เป็นบทเพลงความยินดีที่ฉงนต่อการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง หลั่งเทความชื่นชมยินดีต่ออาหารที่กิน ต่อที่อยู่อาศัย ต่อแสงแดด ต่อผู้คนทั้งหลาย และต่อชีวิตนั่นเอง&#8230;</em></p>
<p style="text-align: justify;"><em>..การพัฒนาลัทธิอุตสาหกรรม และศรัทธาของชาวคริสต์ลดน้อยถอยไป สำนึกขอบคุณที่ครั้งหนึ่งเคยงอกงามได้แคระแกร็นไปเสียแล้ว&#8230;</em></p>
<p style="text-align: justify;"><em>&#8230;เรามีความรู้มากขึ้น โลภมากขึ้น แต่สำนึกขอบคุณลดน้อยลงไป เห็นว่าความมั่งคั่งและอภิสิทธิ์ที่ได้รับเป็นเรื่องธรรมดาๆ</em></p>
<p style="text-align: justify;">จากหนังสือ “ความเงียบ” Spirit of Silenceจอห์น เลน เขียน สดใส ขันติวรพงศ์ แปล</p>
<p style="text-align: justify;">ความสำนึกในการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งที่เกื้อกูลชีวิต ยังคงปรากฎชัดอยู่ในการสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า</p>
<p style="text-align: justify;"><em>“ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า  หลายคนเหนื่อยยาก ลำบากหนักหนา สงสารบรรดาคนไม่มีกิน ในโลกนี้ ยังมีคนที่จนยาก แสนลำบาก อัตคัดและขัดสน อย่ากินทิ้งกินขว้าง ตามใจตน สงสารคนอื่นที่ไม่มีกิน เราจะกินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน เวลากินไม่ใช่เวลาคุย คนที่คุยจึงไม่สมควรที่จะกิน เราจะทานไม่ดัง ไม่หกไม่เหลือ สาธุ สาธุ สาธุ”</em></p>
<p style="text-align: justify;">บทพิจารณาข้าวปลาอาหาร ที่เด็กๆ ในค่ายธรรมะเปล่งเสียงท่อง ก่อนลงมือตักข้าวเข้าปาก เป็นการสร้างสำนึกขอบคุณในสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิต</p>
<p style="text-align: justify;">ทุกศาสนาล้วนมีแนวทางในการบ่มเพาะศาสนิก ให้มีจิตใจอ่อนโยน นอบน้อมต่อสิ่งที่เอื้อต่อการมีชีวิตอยู่ แม้เป็นเพียงสิ่งน้อยนิด และหากเรานิ่งพอ เราจะมองเห็นสิ่งที่น่าขอบคุณอยู่รายล้อมรอบตัวเราไปหมด</p>
<p style="text-align: justify;">ไม่แน่ว่าในวันที่มืดมนอนธการ ปัญหารุมเร้าให้ต้องทุกข์กายทุกข์ใจ หากเราย้อนนึกคิดสำนึกระลึกในสิ่งที่ได้เกื้อกูลต่อชีวิตเรามาจนถึงนาทีนี้ เราอาจพบทางสว่างอย่างนึกไม่ถึง จอห์น คราลิค ชายหนุ่มที่ประสบปัญหาทั้งการงาน การเงิน และชีวิตครอบครัว ทุกอย่างกำลังพังลงต่อหน้า แต่ก็รอดพ้นความทุข์ยากมาได้ ด้วยการนึกขอบคุณสิ่งดีๆ ในชีวิต จนถึงกับต้องเขียนหนังสือบอกเล่าปาฏิหาริย์ที่เกิดจากการขอบคุณ</p>
<p style="text-align: justify;">หากเรารู้สึกสำเหนียกนึกระลึกถึงคุณความดีของใครสักคนด้วยใจ ก็เชื่อว่า เราคงหาทางตอบแทน หยิบยื่นความช่วยเหลือเกื้อกูลกันเมื่อมีโอกาส หรือกระทั่งตอบแทนความดีงามของใครสักคนด้วยการส่งต่อความช่วยเหลือ ไปสู่ใครคนอื่นอีกหลายๆ คน ก็เป็นได้</p>
<p style="text-align: justify;">“มิตรภาพ และความเอื้อเฟื้อ ที่ฉันมักจะได้รับการในยามต้องเดินทางไปต่างถิ่นแดนไกล แม้จะไม่มีโอกาสกลับไปตอบแทนคนเหล่านั้น ฉันจึงทำได้ด้วยการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มใจแก่นักเดินทางคนอื่นๆ ที่ผ่านเข้ามาในเส้นทางชีวิต”</p>
<p style="text-align: justify;">“ขอบคุณค่ะ” ที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้</p>
<p style="text-align: justify;">นี่ไม่ใช่คำขอบคุณตามมารยาท แต่แค่อยากแสดงความรู้สึกยินดี ที่ยังมีผู้ใช้เวลากับข้อเขียน ท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วเสียจนข้อเขียนต่างๆ กำลังจะกลายเป็นตัวหนังสือ ที่มีคนอ่านน้อยลงๆ.</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #993366;"><em><strong>นงลักษณ์  สุขใจเจริญกิจ</strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.budnet.org/article/?feed=rss2&amp;p=1114</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โกเอ็นก้า</title>
		<link>http://www.budnet.org/article/?p=1112</link>
		<comments>http://www.budnet.org/article/?p=1112#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Apr 2013 07:38:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เครือข่ายพุทธิกา</dc:creator>
				<category><![CDATA[คอลัมน์ มองย้อนศร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.budnet.org/article/?p=1112</guid>
		<description><![CDATA[โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 3 เดือนมีนาคม 2556 ไปปฏิบัติธรรมที่ธรรมกมลา ปราจีนบุรี ของท่านโกเอ็นก้ามา 10 วัน ไม่ได้เขียนอะไรเลย กลับมาถึงก็อยากขอใช้พื้นที่ &#8220;มองย้อนศร&#8221; เขียนเล่าอะไรสักหน่อย ตลอดช่วงเวลา 10 วันของการปฏิบัตินั้น ไม่เพียงห้ามการเขียน แต่ยังถูกห้ามการอ่าน การพูด การสัมผัสแตะเนื้อต้องตัวกัน และห้ามการติดต่อสื่อสารไม่ว่าโดยทางใด ทั้งในหมู่ผู้ปฏิบัติด้วยกันและญาติมิตรภายนอก ศูนย์ปฏิบัติธรรมกมลาตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองปราจีนบุรี แต่การไปอยู่ที่นั่นให้ความรู้สึกห่างไกลยิ่งกว่าไปต่างประเทศ ด้วยเหตุที่ไม่สามารถส่งข่าวหรือรับข่าวจากใครได้เลย การฝึกปฏิบัติหนักหน่วงเหมือนฝึกทหาร ตื่นนอนตอนตี 4 เข้านอนอีกทีตอน 4 ทุ่ม ช่วงเวลาระหว่างนั้นอยู่กับการฝึกปฏิบัติกับพักบ้างสลับกันไป ตามลำดับคำสอนของท่านโกเอ็นก้าที่เปิดจากเทปและวิดีโอ ท่านโกเอ็นก้าเป็นฆราวาส เกิดในครอบครัวชาวฮินดูที่ประเทศพม่า เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงตั้งแต่ยังหนุ่ม แต่ป่วยเป็นไมเกรนรักษาไม่หาย กระทั่งได้มาเจอท่านอุบาขิ่น อาจารย์สอนวิปัสสนาตามแนวพระพุทธศาสนา ท่านแจ้งความประสงค์เรื่องการจะรักษาโรค แต่ท่านอุบาขิ่นบอกว่าคุณของการปฏิบัติมีมากกว่านั้น ท่านจึงเข้าฝึกปฏิบัติ กระทั่งได้สืบทอดเป็นวิปัสสนาจารย์ต่อจากท่านอุบาขิ่น และเผยแผ่การปฏิบัติตามแนวทางนี้ออกไปทั่วโลก ด้วยท่านเห็นว่า &#8220;ทุกข์&#8221; และ &#8220;ธรรม&#8221; เป็นสิ่งสากลที่ไม่ได้ผูกติดอยู่กับศาสนาหรือเชื้อชาติ ทุกข์ไม่แบ่งแยกหรือจำเพาะว่านี่เป็นความทุกข์ของคนเอเชีย ยุโรป อเมริกา ทุกข์ของคนผิวดำ ผิวขาว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #993366;"><em><strong><span style="color: #008000;">โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 3 เดือนมีนาคม 2556</span></strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #993366;"><em><strong><span style="color: #008000;"><img class="alignnone" title="img" src="http://www.dhammajak.net/board/files/12_123.jpg" alt="" width="252" height="353" /></span></strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;">ไปปฏิบัติธรรมที่ธรรมกมลา ปราจีนบุรี ของท่านโกเอ็นก้ามา 10 วัน ไม่ได้เขียนอะไรเลย</p>
<p style="text-align: justify;">กลับมาถึงก็อยากขอใช้พื้นที่ &#8220;มองย้อนศร&#8221; เขียนเล่าอะไรสักหน่อย<br />
ตลอดช่วงเวลา 10 วันของการปฏิบัตินั้น ไม่เพียงห้ามการเขียน แต่ยังถูกห้ามการอ่าน การพูด การสัมผัสแตะเนื้อต้องตัวกัน และห้ามการติดต่อสื่อสารไม่ว่าโดยทางใด ทั้งในหมู่ผู้ปฏิบัติด้วยกันและญาติมิตรภายนอก  ศูนย์ปฏิบัติธรรมกมลาตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองปราจีนบุรี แต่การไปอยู่ที่นั่นให้ความรู้สึกห่างไกลยิ่งกว่าไปต่างประเทศ ด้วยเหตุที่ไม่สามารถส่งข่าวหรือรับข่าวจากใครได้เลย<br />
<span id="more-1112"></span><br />
การฝึกปฏิบัติหนักหน่วงเหมือนฝึกทหาร  ตื่นนอนตอนตี 4 เข้านอนอีกทีตอน 4 ทุ่ม ช่วงเวลาระหว่างนั้นอยู่กับการฝึกปฏิบัติกับพักบ้างสลับกันไป ตามลำดับคำสอนของท่านโกเอ็นก้าที่เปิดจากเทปและวิดีโอ</p>
<p style="text-align: justify;">ท่านโกเอ็นก้าเป็นฆราวาส เกิดในครอบครัวชาวฮินดูที่ประเทศพม่า เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงตั้งแต่ยังหนุ่ม แต่ป่วยเป็นไมเกรนรักษาไม่หาย  กระทั่งได้มาเจอท่านอุบาขิ่น อาจารย์สอนวิปัสสนาตามแนวพระพุทธศาสนา  ท่านแจ้งความประสงค์เรื่องการจะรักษาโรค  แต่ท่านอุบาขิ่นบอกว่าคุณของการปฏิบัติมีมากกว่านั้น  ท่านจึงเข้าฝึกปฏิบัติ กระทั่งได้สืบทอดเป็นวิปัสสนาจารย์ต่อจากท่านอุบาขิ่น และเผยแผ่การปฏิบัติตามแนวทางนี้ออกไปทั่วโลก</p>
<p style="text-align: justify;">ด้วยท่านเห็นว่า &#8220;ทุกข์&#8221; และ &#8220;ธรรม&#8221; เป็นสิ่งสากลที่ไม่ได้ผูกติดอยู่กับศาสนาหรือเชื้อชาติ  ทุกข์ไม่แบ่งแยกหรือจำเพาะว่านี่เป็นความทุกข์ของคนเอเชีย ยุโรป อเมริกา ทุกข์ของคนผิวดำ ผิวขาว ทุกข์แบบพุทธ มุสลิม คริสต์ชน ก็ไม่ต่างกัน  เช่นเดียวกับธรรมะ ซึ่งเป็นกฎของธรรมชาติ ที่มีมาก่อนการเกิดของทุกศาสนา เป็นอยู่จนเดี๋ยวนี้ และจะยังเป็นอยู่ต่อไปในอนาคต  การปฏิบัติเพื่อรู้ซึ้งถึงธรรมจึงไม่ควรถูกกีดกันหรือแบ่งแยกด้วยความแตกต่างทางศาสนา</p>
<p style="text-align: justify;">ในการฝึกปฏิบัติธรรมตามแนวทางของท่านโกเอ็นก้าจึงไม่มีพิธีกรรมทางศาสนา ไม่มีการบูชารูปเคารพ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าร่วมปฏิบัติได้โดยไม่ติดข้องกับเรื่องศาสนาของตน</p>
<p style="text-align: justify;">แต่คนไทยโดยทั่วไปที่เคยเรียนวิชาพุทธศาสนาในชั้นเรียนมาบ้าง คงพอเชื่อมโยงได้ว่าสิ่งที่ท่านโกเอ็นก้าสอนนั้นก็คือหลักพุทธธรรม ที่ว่าด้วยเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา</p>
<p style="text-align: justify;">การอบรมปฏิบัติธรรมจะเริ่มจากการปฏิญาณตนในการรักษาศีล 5  แล้วนั่งฝึกสมาธิด้วยการทำอานาปานสติในช่วง 3 วันแรก  วันที่เหลือจากนั้นจะเป็นการปฏิบัติวิปัสสนา ที่จะนำไปสู่การเกิดปัญญา กระทั่งมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดแจ้งตามความเป็นจริง โดยเฉพาะในเรื่องความเป็นอนิจจังของทุกสรรพสิ่ง รวมทั้งตัวเราเอง</p>
<p style="text-align: justify;">แนวทางการสอนธรรมของท่านโกเอ็นดูจะตรงกับจริตของศาสนิกชนที่มุ่งเรื่องเหตุผลมากกว่าการบริกรรมพร่ำบ่นอ้อนวอน  พิสูจน์ให้เห็นจริงได้  เพราะท่านก็มุ่งที่จะให้แต่ละคนปฏิบัติจนเห็นจริงด้วยตัวเอง ตามความหมายลองคำว่าวิปัสสนา ที่แปลว่า การเห็นแจ้งตามความเป็นจริง</p>
<p style="text-align: justify;">ยิ่งหากเป็นคนที่เคยศึกษาธรรมของท่านพุทธทาสมาก่อน ก็คงพอมองเห็นว่าคำสอนของทั้งสองท่านดูจะมีสอดคล้องกันอยู่มาก  ทั้งแนวทางการสอนที่ไม่เอานรกมาขู่ ไม่เอาสวรรค์มาล่อ  เรื่องการปฏิบัติที่เห็นประโยชน์ได้ทันทีในชาตินี้ ไม่ต้องรอชาติหน้า  ท่านโกเอ็นเองก็พูดว่าต้อง &#8220;ที่นี่และเดี๋ยวนี้&#8221;</p>
<p style="text-align: justify;">ที่แตกต่างจากธรรมสายอื่นเห็นจะได้แก่ คำสอนของท่านโกเอ็นไม่ได้มีเผยแพร่โดยทั่วไป การจะเรียนรู้ธรรมคำสอนตามแนวทางของท่านต้องทำโดยการเข้ารับการฝึกปฏิบัติไปพร้อมกันด้วย ในหลักสูตร 10 วันดังกล่าว  และต้องร่วมอยู่ตลอดหลักสูตร</p>
<p style="text-align: justify;">ท่านเปรียบเปรยว่านี่เป็นเหมือนการผ่าตัดจิตใจ ที่ต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอน เมื่อเริ่มเปิดแผลออกแล้ว หากเลิกลาไปกลางคัน ก็เหมือนคนไข้ที่ลุกไปจากเตียงโดยที่ยังไม่ได้เย็บแผล</p>
<p style="text-align: justify;">และการผ่าตัดนี้ไม่ได้ทำโดยศัลยแพทย์ที่ไหน แต่เป็นการผ่าตัดตัวเองของแต่ละคน ซึ่งต้องทำอย่างอดทนและไม่ย่อท้อ กับการนั่งปฏิบัติไปตามคำสอนจากเทป วันละ 10 กว่าชั่วโมง และฟังธรรมยายจากวิดีโอวันละชั่วโมงตอนหัวค่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่ทุกคนรอคอยของแต่ละวัน</p>
<p style="text-align: justify;">ตอนหนึ่งของการแสดงธรรมบรรยายในวันแรกๆ ของการอบรม  ท่านโกเอ็นก้ายกเอาบางเหตุการณ์ขึ้นมาเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติธรรมว่า</p>
<p style="text-align: justify;">ตอนไปส่งคนที่เรารักสู่สุสาน เราจะระลึกได้ว่าชีวิตนี้ไม่เที่ยง  แต่พอหันหลังกลับมา เราก็มาสู่ความโลภ โกรธ หลง เช่นเดิม</p>
<p style="text-align: justify;">เช่นเดียวกับเมื่อได้ฟังธรรมะ เราก็พยักหน้าเข้าใจว่า ไม่มีตัวเรา ของเรา</p>
<p style="text-align: justify;">แต่พอเดินออกไปนอกห้องบรรยายธรรม&#8230;</p>
<p style="text-align: justify;">&#8220;อ้าว&#8230;เอ้ย! รองเท้าฉันหายไปไหนเสียล่ะนี่  คู่นี้เพิ่งซื้อมาใหม่แพงเสียด้วย เสียดายจริง&#8221;</p>
<p style="text-align: justify;">ทางเดียวที่เราจะมองเห็นธรรมได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงผิวเผิน  จึงอยู่ที่การลงมือปฏิบัติ</p>
<p style="text-align: justify;">เขียนเล่ามายืดยาวนี้ ไม่ใช่แค่เพราะอัดอั้นกับการไม่ได้เขียนอะไรตลอด 10 วันของการปฏิบัติ  แต่ในธรรมบรรยายตอนหนึ่งของท่านโกเอ็นก้าในวันท้ายๆ ท่านกล่าวฝากว่า</p>
<p style="text-align: justify;">การปฏิบัติตามแนวทางนี้ ถ้าเห็นว่าดีคนที่เป็นนักเขียนก็ต้องเขียนบอกเล่าให้คนอื่นได้รู้ต่อไปด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">จึงพร้อมทำตามด้วยความเต็มใจ เพราะการนำธรรมไปบอกกล่าวเผื่อแผ่คนอื่นนี้ (ธรรมเทศนามัย) ยังถือเป็นหนึ่งใน 10 วิธีฉลาดทำบุญ ตามหลักพระพุทธศาสนาด้วย</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #993366;"><em><strong><span style="color: #008000;">วีระศักร จันทร์ส่งแสง</span></strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.budnet.org/article/?feed=rss2&amp;p=1112</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ในเส้นทาง : การสื่อสาร</title>
		<link>http://www.budnet.org/article/?p=1109</link>
		<comments>http://www.budnet.org/article/?p=1109#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Apr 2013 07:27:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เครือข่ายพุทธิกา</dc:creator>
				<category><![CDATA[คอลัมน์ มองย้อนศร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.budnet.org/article/?p=1109</guid>
		<description><![CDATA[โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 24 เดือนกุมภาพันธ์ 2556 “ตัวเรา คือ เรื่องราวที่เราสื่อสารออกไป” หนุ่มสาวซึ่งเป็นคู่รักนัดหมายพบปะกันที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ฝ่ายชายมาผิดเวลามาก ฝ่ายหญิงรอคอยจนรู้สึกหงุดหงิด โมโห ต่อว่าต่อขานรวมถึงตัดพ้อกับความซ้ำซากของเหตุการณ์ที่มักเกิดขึ้นบ่อย ฝ่ายชายพยายามอธิบายความจำเป็น แต่เพื่อยุติเรื่องราว ฝ่ายชายจึงขอโทษ แต่ด้วยสายตาที่บ่งบอกความรำคาญ หงุดหงิดก็ทำให้คำขอโทษนั้นดูไม่น่าเชื่อถือ ฝ่ายหญิงไม่รู้สึกว่าตนได้รับความเข้าใจ เห็นใจ อาการของความไม่ชอบใจติดค้าง วันนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงเป็นไปด้วยความมึนตึง ไม่แช่มชื่นอย่างที่เคย คู่รักทั้งสองกลับมาครุ่นคิดถึงทางเลือกต่างๆ ที่น่าจะมีกับความสัมพันธ์ระหว่างกัน อีกครั้งเมื่อเราเปิดดูข่าว เราพบนักการเมืองให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง คำตอบของนักการเมืองคือ การเรียกร้องให้คนไทยเสียสละ ซื่อสัตย์สุจริต ข้าราชการต้องทำตามหน้าที่ ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความไม่เชื่อถือ จะด้วยประวัติความเป็นมาเชิงลบ ท่าทางที่ดูคล้ายนักแสดง หรือคำตอบก็ไม่ได้ให้ผลรูปธรรม เป็นคำตอบกว้างๆ จับต้องไม่ได้ คำพูดของนักการเมืองท่านนี้ก็ไม่ต่างจากการผายลม ในแวดวงการสื่อสาร ข้อสรุปหนึ่งคือ คนเราเรียนรู้สิ่งต่างๆ ไม่ใช่ด้วยคำพูดที่ได้ยินเพียงอย่างเดียว ภาษาท่าทางที่แสดงออกมีความหมายและอิทธิพลมากกว่าเนื้อหาสาระ หรือคำพูดที่เราสื่อสารเสียอีก ข้อสังเกตที่หลายคนมักมองข้ามคือ แท้จริงการที่นาย ก หรือหมู่คณะเชื่อถือ ยอมรับ หรือรู้สึกประทับใจในสิ่งที่นาง ข [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #993366;"><em><strong><span style="color: #333399;">โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 24 เดือนกุมภาพันธ์ 2556</span></strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #993366;"><em><strong><span style="color: #333399;"><img class="alignnone" title="img" src="http://www.psdgraphics.com/wp-content/uploads/2011/06/curved-road.jpg" alt="" width="366" height="275" /></span></strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;">“ตัวเรา คือ เรื่องราวที่เราสื่อสารออกไป”<br />
หนุ่มสาวซึ่งเป็นคู่รักนัดหมายพบปะกันที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ฝ่ายชายมาผิดเวลามาก  ฝ่ายหญิงรอคอยจนรู้สึกหงุดหงิด โมโห ต่อว่าต่อขานรวมถึงตัดพ้อกับความซ้ำซากของเหตุการณ์ที่มักเกิดขึ้นบ่อย  ฝ่ายชายพยายามอธิบายความจำเป็น แต่เพื่อยุติเรื่องราว  ฝ่ายชายจึงขอโทษ  แต่ด้วยสายตาที่บ่งบอกความรำคาญ หงุดหงิดก็ทำให้คำขอโทษนั้นดูไม่น่าเชื่อถือ<br />
<span id="more-1109"></span><br />
ฝ่ายหญิงไม่รู้สึกว่าตนได้รับความเข้าใจ เห็นใจ  อาการของความไม่ชอบใจติดค้าง วันนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงเป็นไปด้วยความมึนตึง  ไม่แช่มชื่นอย่างที่เคย  คู่รักทั้งสองกลับมาครุ่นคิดถึงทางเลือกต่างๆ ที่น่าจะมีกับความสัมพันธ์ระหว่างกัน    อีกครั้งเมื่อเราเปิดดูข่าว เราพบนักการเมืองให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง  คำตอบของนักการเมืองคือ การเรียกร้องให้คนไทยเสียสละ ซื่อสัตย์สุจริต ข้าราชการต้องทำตามหน้าที่ ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม  สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความไม่เชื่อถือ จะด้วยประวัติความเป็นมาเชิงลบ ท่าทางที่ดูคล้ายนักแสดง หรือคำตอบก็ไม่ได้ให้ผลรูปธรรม เป็นคำตอบกว้างๆ จับต้องไม่ได้   คำพูดของนักการเมืองท่านนี้ก็ไม่ต่างจากการผายลม</p>
<p style="text-align: justify;">ในแวดวงการสื่อสาร  ข้อสรุปหนึ่งคือ คนเราเรียนรู้สิ่งต่างๆ ไม่ใช่ด้วยคำพูดที่ได้ยินเพียงอย่างเดียว  ภาษาท่าทางที่แสดงออกมีความหมายและอิทธิพลมากกว่าเนื้อหาสาระ หรือคำพูดที่เราสื่อสารเสียอีก  ข้อสังเกตที่หลายคนมักมองข้ามคือ  แท้จริงการที่นาย ก  หรือหมู่คณะเชื่อถือ ยอมรับ หรือรู้สึกประทับใจในสิ่งที่นาง ข หรือใครก็ตามสื่อสาร แสดงออกนั้น  ไม่ได้มาจากความพยายามของนาง ข หรือใครคนนั้นที่แสดง ออกแต่อย่างใด  แท้จริงมาจากการที่นาย ก หรือหมู่คณะนั้นมองเห็นสิ่งที่ปรากฏในตัวนาง ข หรือใครคนนั้นว่ามันเป็นอะไร อย่างไร  จึงรู้สึกยอมรับ เชื่อถือหรือประทับใจได้ ไม่ได้  ดังนั้น การมองเห็นสิ่งที่ปรากฏในตัวอีกฝ่าย จึงขึ้นกับมุมมอง โลกทัศน์ สติปัญญาของนาย ก หรือหมู่คณะนั่นเองที่จะเป็นตัวกำหนดการยอมรับ การเชื่อถือ หรือการประทับใจ</p>
<p style="text-align: justify;">ดังนั้นหากเมื่อเราต้องสื่อสาร  สิ่งที่ผู้รับสารได้รับจึงไม่ใช่เพียงเนื้อหาสาระที่เราบอกเล่า  แต่มาจากปฏิสัมพันธ์สิ่งที่พบเห็น ได้ยิน ได้รับรู้  รวมกับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในตัวความรู้สึกนึกคิดภายในตัวเราเอง  สิ่งที่แสดงออกจึงมีความสำคัญมากกว่าตัวคำพูด : ท่วงทำนองของเรื่องราว น้ำเสียง อารมณ์ที่ปรากฏ สิ่งที่กระทำและผลลัพท์  ทั้งหมดต้องประสานชุมนุมเพื่อความเป็นทั้งหมดของ “สาร” ไม่มีสิ่งใดปลอมปนแปลกแยก  เมื่อใดที่การสื่อสารแสดงออกไม่สอดคล้อง เกิดการแหว่งวิ่น  การสื่อสารที่เกิดขึ้นย่อมยากต่อการสร้างความเชื่อถือ การยอมรับ  ดังเช่น</p>
<p style="text-align: justify;">หากว่าเรามีความรู้ ข้อมูลมากมายในเรื่องหนึ่งๆ แต่เราไม่เคยมีประสบการณ์ของภาคปฏิบัติ  สิงที่เราให้ได้ ก็คือ ความเป็นเจ้าทฤษฎี เจ้าความคิด  หรือหากว่าเรามีความรู้ ข้อมูลมากมาย แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาไม่ได้สนใจหรือมีฉันทะกับเรื่องนั้นจริงจัง  สิ่งที่เราให้ได้ คือ ความเป็นตู้หนังสือเคลื่อนที่</p>
<p style="text-align: justify;">หากว่าเรามีความรู้สึกกับเรื่องหนึ่งๆ แม้ความรู้สึกจะแรงกล้าเพียงใด แต่เราไม่ได้มีฐานความรู้ที่หนักแน่นมากพอ  สิ่งที่คนอื่นมองเห็น คือ การมีเพียงความอยาก ความต้องการโดยไม่มีเหตุผล หลักการสนับสนุนความอยากนั้น  สิ่งที่สัมผัสได้คือ ความเลื่อนลอยไม่น่าเชื่อถือ  หรือแม้หากว่าเรามีความรู้สึกสนใจ มีฐาน ความรู้ ข้อมูลมากพอ แต่ไม่เคยมีประสบการณ์ลงมือทำจริงสิ่งที่เราให้ได้ก็คือ สมมุติฐานที่รอการพิสูจน์</p>
<p style="text-align: justify;">หลายคนถนัดกับการลงมือกระทำ แต่หากการลงมือกระทำปราศจากความรู้ ความเข้าใจแท้จริง  สิ่งที่สัมผัสได้ก็เป็นเพียงการใช้กำลัง การทึกทักคิดเอง ทำเอง  หรือเมื่อเรามีความรู้ ความเข้าใจ พร้อมลงมือกระทำในสิ่งนั้นๆ  แต่เราไม่ได้รู้สึกรู้สม  ไม่มีความรู้สึกเชื่อมประสานกับการกระทำนั้นๆ  สิ่งที่กระทำก็ไม่มีชีวิตชีวา  หรือความรื่นรมย์แฝงอยู่</p>
<p style="text-align: justify;">ความรู้สึก การกระทำ ความรู้จึงเป็นเสมือนฐานชีวิตที่แบกรับความเป็นตัวเรา  เมื่อเราแสดงตัวตนดำรงอยู่  เราจึงกำลังแสดงออกซึ่งความรู้ ความรู้สึก และการกระทำให้ปรากฏออกมาในรูปของทัศนคติ พฤติกรรม สีหน้าท่าทาง ฯลฯ หัว ใจ และกายจึงเป็นองค์ประกอบในตัวเรา ดังเช่นองค์คุณของพระพุทธเจ้าที่สะท้อนพลังทั้งสามผ่านพระปัญญาธิคุณ  พระกรุณาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ  ตลอดเส้นทางชีวิตในพระพุทธประวัติ  เราก็จะพบการเดินทางของชีวิตผ่านการประสานขององค์คุณทั้งสาม  เพื่อน้อมนำธรรมะสู่สากลโลก เป็นแบบอย่างของการดำเนินชีวิตที่ไม่เบียดเบียน</p>
<p style="text-align: justify;">สำหรับเราแต่ละคน เพียงการดำรงอยู่อย่างมีสติ ตระหนักรู้และเท่าทันการดำเนินไปของตัวตนที่ประสานสัมพันธ์ผ่านสติปัญญา อารมณ์ความรู้และพฤติกรรมที่แสดงออกก็เป็นสารสำคัญที่เราสื่อสารสู่คนรอบตัวและสังคมโลกของเราแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #993366;"><em><strong><span style="color: #333399;">ชัยยศ   จิรพฤกษ์ภิญโญ</span></strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.budnet.org/article/?feed=rss2&amp;p=1109</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ก่อนใช้เหตุผลกับความรัก</title>
		<link>http://www.budnet.org/article/?p=1107</link>
		<comments>http://www.budnet.org/article/?p=1107#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Apr 2013 07:13:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เครือข่ายพุทธิกา</dc:creator>
				<category><![CDATA[คอลัมน์ มองย้อนศร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.budnet.org/article/?p=1107</guid>
		<description><![CDATA[โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 17 เดือนกุมภาพันธ์ 2556 จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์มีการเรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตด้วยสัญชาตญาณมาแต่ครั้งบรรพกาล ทั้งการเอาตัวรอดจากภัยธรรมชาติหรือสัตว์ป่า เมื่อเริ่มมีการทำมาหากินอย่างเป็นหลักแหล่ง มนุษย์ก็ได้สร้างระบบความสัมพันธ์การอยู่ร่วมกันขึ้นมาเป็นชุมชน มีการพึ่งพาซึ่งกันและกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น พร้อมกับการก่อเกิดของลัทธิความเชื่อต่างๆ หลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนาระบบการศึกษา มีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์และพัฒนาวิทยาการต่างๆ มาเป็นลำดับ จนกระทั่งถึงยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศมีความก้าวหน้าถึงขีดสุด ในขณะเดียวกันการเสริมศักยภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อทำสงครามระหว่างมนุษย์กันเองก็มาถึงขั้นสุดด้วยเช่นกัน จากสายธารวิวัฒนาการของมนุษย์ สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งว่า เมื่อความสามารถในการใช้สมองขบคิดเชิงตรรกะของมนุษย์มาถึงขีดสุด ญาณทัสนะของมนุษย์ก็ค่อยๆ ลดลง กระทั่งมีคนเปรียบเปรยว่า ทุกวันนี้คนเรามีเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น แต่กลับเข้าใจกันน้อยลง ปรากฏการณ์นี้ไม่เว้นแม้กับความรัก แม้ในทางพุทธศาสนา ความรักจะถือเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง เป็นเหตุแห่งกองทุกข์ และเป็นอุปสรรคสำคัญในการบรรลุซึ่งธรรมอันสูงสุด แต่ในขณะเดียวกัน ความรักก็มีพลังอันมหาศาลในการเปิดประตูแห่งการบรรลุธรรมได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าเรารักเพื่อที่จะครอบครอง เพื่อที่จะปล่อยวาง เพื่อที่จะรัก หรือเพื่อสิ่งใด&#8230; ความรักมีอำนาจทำให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ความรักก็เหมือนกับอำนาจอื่นๆ ที่ปราศจากดวงตา จึงแล้วแต่ว่าเราจะพาความรักหักเลี้ยวไปในทิศทางใด ถ้าหากดวงตาของเราพร่ามัว ทั้งเราและความรักก็อาจจะพากันถูลู่ถูกังหลงทิศหลงทางไป นี่คือความเสี่ยงที่ทุกคนมีสิทธิ์ได้เจอ ตราบใดที่เรายังปรารถนาที่จะได้รับและมอบความรัก หากไม่มีความบกพร่องทางการแปรคุณค่าของชีวิต เราต่างย่อมต้องการที่จะได้รับและมอบความรักที่แท้จริงแก่กัน ไม่ว่าความสัมพันธ์นั้นจะเป็นระหว่างชายหญิง พ่อแม่ลูก เจ้านายลูกน้อง มิตรสหาย มวลมนุษย์ ธรรมชาติ หรือแม้แต่กับตัวเอง แต่น่าเสียดายที่น้อยคนจะได้สัมผัส ทั้งๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #993366;"><em><strong><span style="color: #993300;">โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 17 เดือนกุมภาพันธ์ 2556</span></strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #993366;"><em><strong><span style="color: #993300;"><img class="alignnone" title="img" src="http://2.bp.blogspot.com/-su0C7SdzhEo/T0HlpWNk62I/AAAAAAAAAg4/fPu6mWizslE/s1600/2010_10_06_213018_zffvqsem.jpg" alt="" width="410" height="301" /></span></strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;">จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์มีการเรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตด้วยสัญชาตญาณมาแต่ครั้งบรรพกาล ทั้งการเอาตัวรอดจากภัยธรรมชาติหรือสัตว์ป่า เมื่อเริ่มมีการทำมาหากินอย่างเป็นหลักแหล่ง มนุษย์ก็ได้สร้างระบบความสัมพันธ์การอยู่ร่วมกันขึ้นมาเป็นชุมชน มีการพึ่งพาซึ่งกันและกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น พร้อมกับการก่อเกิดของลัทธิความเชื่อต่างๆ หลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนาระบบการศึกษา มีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์และพัฒนาวิทยาการต่างๆ มาเป็นลำดับ จนกระทั่งถึงยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศมีความก้าวหน้าถึงขีดสุด ในขณะเดียวกันการเสริมศักยภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อทำสงครามระหว่างมนุษย์กันเองก็มาถึงขั้นสุดด้วยเช่นกัน<br />
<span id="more-1107"></span><br />
จากสายธารวิวัฒนาการของมนุษย์ สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งว่า เมื่อความสามารถในการใช้สมองขบคิดเชิงตรรกะของมนุษย์มาถึงขีดสุด ญาณทัสนะของมนุษย์ก็ค่อยๆ ลดลง กระทั่งมีคนเปรียบเปรยว่า ทุกวันนี้คนเรามีเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น แต่กลับเข้าใจกันน้อยลง ปรากฏการณ์นี้ไม่เว้นแม้กับความรัก</p>
<p style="text-align: justify;">แม้ในทางพุทธศาสนา ความรักจะถือเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง เป็นเหตุแห่งกองทุกข์ และเป็นอุปสรรคสำคัญในการบรรลุซึ่งธรรมอันสูงสุด แต่ในขณะเดียวกัน ความรักก็มีพลังอันมหาศาลในการเปิดประตูแห่งการบรรลุธรรมได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าเรารักเพื่อที่จะครอบครอง เพื่อที่จะปล่อยวาง เพื่อที่จะรัก หรือเพื่อสิ่งใด&#8230;</p>
<p style="text-align: justify;">ความรักมีอำนาจทำให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ความรักก็เหมือนกับอำนาจอื่นๆ ที่ปราศจากดวงตา จึงแล้วแต่ว่าเราจะพาความรักหักเลี้ยวไปในทิศทางใด ถ้าหากดวงตาของเราพร่ามัว ทั้งเราและความรักก็อาจจะพากันถูลู่ถูกังหลงทิศหลงทางไป นี่คือความเสี่ยงที่ทุกคนมีสิทธิ์ได้เจอ ตราบใดที่เรายังปรารถนาที่จะได้รับและมอบความรัก</p>
<p style="text-align: justify;">หากไม่มีความบกพร่องทางการแปรคุณค่าของชีวิต เราต่างย่อมต้องการที่จะได้รับและมอบความรักที่แท้จริงแก่กัน ไม่ว่าความสัมพันธ์นั้นจะเป็นระหว่างชายหญิง พ่อแม่ลูก เจ้านายลูกน้อง มิตรสหาย มวลมนุษย์ ธรรมชาติ หรือแม้แต่กับตัวเอง แต่น่าเสียดายที่น้อยคนจะได้สัมผัส ทั้งๆ ที่ความรักที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งสูงค่าเลิศลอย ไม่ใช่สิ่งที่มีราคาแพงลิบลิ่ว ไม่ใช่กระทั่งสิ่งที่หายาก ตรงกันข้าม ความรักที่แท้จริงมีอยู่ทั่วไปในคนทุกคน</p>
<p style="text-align: justify;">ความรักที่แท้จริงนั้นปราศจากมูลค่าแต่มีคุณค่ามากมาย เฉกเช่นการมีอยู่ของลมหายใจ ซึ่งฉันคิดว่า ความรักกับลมหายใจเป็นของคู่กัน และลมหายใจนี้เองที่จะเป็นสะพานเชื่อมโยงกายกับใจให้เป็นหนึ่งเดียว มีเพียงปัจจุบันขณะเช่นนี้เท่านั้นที่จะช่วยเปิดดวงตาให้กับความรักได้</p>
<p style="text-align: justify;">ถึงตอนนี้ฉันคิดว่าคุณคงพอเข้าใจแล้วว่า ทำไมเราจึงได้สัมผัสกับความรักที่แท้จริงกันยากเย็นนัก นั่นเป็นเพราะว่าเรามักจะไม่ค่อยอยู่กับปัจจุบันขณะ เราดำรงชีวิตด้วยการแยกการกระทำทางกาย ความคิด และความรู้สึกออกจากกัน ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เรานั่งกินข้าวด้วยกัน มักจะมีคนหนึ่งที่คุยโทรศัพท์ อ่านหนังสือพิมพ์ คิดแผนการในอนาคต หรือไม่ก็อัพเดตสถานะในสังคมออนไลน์</p>
<p style="text-align: justify;">เราแทบไม่มีเวลาที่แท้จริงที่จะอยู่เพื่อกันและกันเลย ฉะนั้น จึงเป็นการยากที่ดวงตาแห่งรักจะมองเห็นการมีอยู่ของกันและกัน และลงเอยด้วยการไม่สามารถได้ยินเสียงแห่งความสุขหรือความทุกข์ที่แท้จริงของกันและกัน เมื่อนั้นคำรักก็จะกลายเป็นวาทกรรมที่ชนชั้นอารยะพึงบอกแก่กันเป็นกิจวัตรเสมือนคำทักทาย สวัสดีตอนเช้า เพียงเท่านั้น</p>
<p style="text-align: justify;">ช่างเป็นโศกนาฏกรรมที่ธรรมดาสามัญเสียเหลือเกิน</p>
<p style="text-align: justify;">หากไม่รู้จักกันมาก่อน คุณคงคิดว่าฉันคงเป็นยายแก่ที่ขึ้นคานและมีอดีตเกี่ยวกับความรักอันขมขื่นเป็นแน่ จึงได้เขียนถ้อยคำที่เต็มไปด้วยอคติต่อความรักเช่นนั้น เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งปล่อยให้จินตนาการปรุงแต่งสีสันมากไปกว่านี้เลย เรามาพูดถึงความรักกันต่อดีกว่า</p>
<p style="text-align: justify;">การเปิดดวงตาแห่งรักด้วยการมีสติอยู่กับปัจจุบันขณะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะจะมีแต่ชั่วขณะนี้เท่านั้นที่เราจะสามารถสัมผัสกับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองและคนที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่าควรจะพูดและแสดงท่าทีอย่างไรต่อกัน</p>
<p style="text-align: justify;">การที่เราหมกมุ่นอยู่กับความคิดหรือความรู้สึกของตัวเอง โดยเฉพาะในตอนที่รู้สึกโกรธ เสียใจ หรือผิดหวังในตัวคนที่เรารัก ความสามารถในการรับรู้ถึงความรู้สึกและเหตุผลของอีกฝ่ายจะลดลงจนแทบไม่เหลือหรอ ฉากต่อมาก็คือการทุ่มโทษซึ่งกันและกัน ห้วงเวลาเช่นนี้ แม้ว่าเหตุผลของแต่ละฝ่ายจะมีน้ำหนักมากมายเพียงใด แต่ก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป เพราะความรู้สึกภายในยังไม่ได้รับการดูแล</p>
<p style="text-align: justify;">ครั้งหนึ่ง พระไพศาล  วิสาโล ได้กล่าวในที่ประชุมโรงพยาบาลสุรินทร์ว่า “เวลาทะเลาะกัน อย่าเอาเหตุผลมาคุยกัน ให้เอาความรู้สึกที่มีต่อกัน เอาความรัก ความเป็นมิตร มาคุยกัน&#8230;” ซึ่งฉันอยากจะขอขยายความเพิ่มเติมตรงที่ว่า ก่อนที่เราจะพูดคุยกันด้วยความรักและความเป็นมิตรนั้น ขอให้ตั้ง สติ อยู่กับคนที่อยู่ตรงหน้าเราอย่างแท้จริง</p>
<p style="text-align: justify;">การที่ฉันเน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่านี้ ก็เพราะว่า ช่วงเวลาที่เราต่างถูกครอบงำด้วยอารมณ์นั้น เป็นยากเหลือเกินที่จะได้ยินเสียงที่แท้จริงภายในหัวใจของกันและกัน ลองฟังดูสิ บางทีถ้อยคำประชดประชัน เสียดสี อาจหมายถึงความน้อยอกน้อยใจของคนที่พูดก็ได้ ถ้าเราถูกกระทบด้วยถ้อยคำเหล่านั้น แล้วถือเอาตามนั้น เราก็จะรู้สึกโกรธ และตอบโต้ด้วยความรุนแรงพอๆ กันหรือมากกว่า ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว เราเองก็รู้สึกเสียใจและผิดหวังที่เขาพูดกับเรา แต่ถ้อยคำที่พูดออกไปมักจะตรงข้ามกับความรู้สึกข้างใน</p>
<p style="text-align: justify;">หรือในเหตุการณ์เดียวกัน แต่เราเลือกที่จะเพิกเฉยต่อคำประชดประชันเสียดสีโดยการหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาบังหน้า เราก็จะไม่มีโอกาสได้รับรู้ความเจ็บปวดที่แท้จริงของอีกฝ่ายเลย นั่นเท่ากับว่าเราพลาดโอกาสที่จะได้ดูแลซึ่งกันและกันไปอย่างน่าเสียดาย</p>
<p style="text-align: justify;">ในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดนี้ สติ คือ เทพแห่งความรักที่จะนำมาซึ่งอำนาจแห่งการเยียวยาและการคลี่คลาย ฉะนั้น พร้อมๆ กับการสูดลมหายใจเข้า-ออกช้าๆ ขอให้เราบอกกับตัวเองว่า “ฉันกำลังได้ยินเสียงของความผิดหวังในใจของตัวเอง และฉันก็ก็กำลังได้ยินเสียงของความน้อยใจของเธอเช่นกัน ดังนั้น ฉันจะบอกกับเธอว่า ฉันรู้ว่าเธอเสียใจมาก และฉันเองก็เสียใจไม่น้อยไปกว่าเธอ ถ้าหากเธอยังไม่พร้อมที่จะปรับความเข้าใจกัน เราตกลงจะหยุดพักเพื่อให้อารมณ์เย็นลงก่อนไหม แล้วค่อยมาคุยกันอีกที…”</p>
<p style="text-align: justify;">สภาวะเช่นนี้ นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ฝึกเพื่อลดทอนตัวตนลง แล้วเปิดพื้นที่ว่างตรงกลางสำหรับการเข้าใจและยอมรับซึ่งกันและกัน ซึ่งไม่เพียงแต่คู่รักเท่านั้น ยังหมายรวมไปถึงความสัมพันธ์ทุกๆ มิติด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">และในวันที่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนำพาเราเดินทางห่างจากความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างชีวิตมาแสนไกล ไกลพอๆ กับการที่ความคิดเชิงตรรกะนำพาเราห่างจากความรู้สึกอันละเอียดอ่อนภายในจิตใจ แต่มีสิ่งหนึ่งที่มนุษยชาติยังคงส่งต่อเป็นมรดกทางจิตวิญญาณแก่กันอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งก็คือ ความรัก นั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">แต่ก่อนที่คุณจะรับและมอบความรักแก่ใคร อย่าลืมเปิดดวงตาแห่งความรักเสียก่อน นี่คือคำเตือนจากยายแก่ที่ขึ้นคาน!</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #993366;"><em><strong><span style="color: #993300;">มะลิ ณ อุษา</span></strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.budnet.org/article/?feed=rss2&amp;p=1107</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ในเส้นทาง : ความเคารพในตนและผู้อื่น</title>
		<link>http://www.budnet.org/article/?p=1105</link>
		<comments>http://www.budnet.org/article/?p=1105#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Apr 2013 08:22:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เครือข่ายพุทธิกา</dc:creator>
				<category><![CDATA[คอลัมน์ มองย้อนศร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.budnet.org/article/?p=1105</guid>
		<description><![CDATA[โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 10 เดือนกุมภาพันธ์ 2556 บ่ายของวันหนึ่งขณะผู้เขียนรอรถประจำทาง ฝรั่งชายอายุราว 50-60 ปีมาถามหาเส้นทางรถเมล์ที่แล่นผ่าน ผู้เขียนตอบคำถามไป แต่ด้วยอาการครุ่นคิดผู้เขียนจึงแสดงน้ำใจถามไถ่ว่าอีกฝ่ายต้องการไปที่ไหน ผู้เขียนจึงแนะนำสายรถเมล์ที่แล่นผ่าน ฝรั่งท่านนั้นตอบกลับมาว่าตนรอนานมากแล้ว สักพักผู้เขียนจึงนึกได้ว่า รถเมล์ที่จอดรอก็สามารถไปยังจุดหมายที่ฝรั่งคนนี้ต้องการจึงแจ้งไป โชคร้ายที่รถเมล์คันนั้นแล่นจากไปเสียแล้ว ปฏิกิริยาที่ได้จากฝรั่งคนนี้คือ “ทำไมคุณเพิ่งมาบอกผม มันสายไปแล้ว” น้ำเสียงที่ขึ้นสูง ท่าทางดูหงุดหงิด ผลลพท์ที่ตามมาคือ ผู้เขียนตีความว่าอีกฝ่ายโยนความผิดพลาดมาที่ผู้เขียน สิ่งที่พบคือ ความโกรธที่ผุดขึ้นกลางอก กระนั้นสติปัญญาของผู้เขียนก็ยังไม่มากพอที่จะเท่าทันความโกรธ ผู้เขียนจึงตอบโต้ด้วยอารมณ์ เราสองคนตอบโต้ด้วยวาจา ความหงุดหงิดฉุนโกรธรวมกับเหตุผลสนับสนุน ความชอบธรรมในการกระทำของตน ผลที่เกิดในตัวผู้เขียนคือ ความโกรธที่ครอบงำจิตใจ ปั่นป่วนในความ รู้สึก อีกฝ่ายก็มีสีหน้าที่แดงเข้ม และการหยิบยกเหตุผลพาดพิงเรื่องอื่นๆ จนเรื่องราวเลยเถิด จากนั้นผู้เขียน ก็เลือกเดินหนีห่าง อีกครั้งในที่นั่งบนเครื่องบิน ตำแหน่งที่นั่งของผู้เขียนอยู่กึ่งกลางระหว่างผู้โดยสารฝรั่งชายอายุราว 20-30 ปี ฝรั่ง 2 คนสนทนาเสียงดังผ่านหน้าผู้เขียนไปมา เวลาผ่านไปชั่วครู่พอที่ความขุ่นเคืองในใจเริ่มทำงาน ผู้เขียนจึงหันไปหาฝรั่งที่ดูเสียงดังกว่าเพื่อน ถามอีกฝ่ายว่าต้องการเปลี่ยนที่นั่งเพื่อคุยสะดวกกับเพื่อนมั้ย อีก ฝ่ายปกิเสธว่าไม่ ผู้เขียนจึงแจ้งว่าเสียงของคุณดังมากและกำลังพูดคุยผ่านหน้าผมไปมาแบบนี้ ฝรั่งคนนี้ดู เหมือนไม่เข้าใจความขุ่นเคืองของผู้เขียนนัก แต่คำตอบที่ยุติเรื่องราว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;"><em><strong><span style="color: #993300;">โ</span><span style="color: #993300;">พสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 10 เดือนกุมภาพันธ์ 2556</span></strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;"><em><strong><span style="color: #993300;"><img class="alignnone" title="img" src="https://encrypted-tbn2.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcT2eSrjV0ekp9_wXH0eAGaH3fzAQRVlmubkq7xmKML8Ch2DNa6a" alt="" width="277" height="182" /><br />
</span></strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;">บ่ายของวันหนึ่งขณะผู้เขียนรอรถประจำทาง  ฝรั่งชายอายุราว 50-60 ปีมาถามหาเส้นทางรถเมล์ที่แล่นผ่าน ผู้เขียนตอบคำถามไป แต่ด้วยอาการครุ่นคิดผู้เขียนจึงแสดงน้ำใจถามไถ่ว่าอีกฝ่ายต้องการไปที่ไหน  ผู้เขียนจึงแนะนำสายรถเมล์ที่แล่นผ่าน ฝรั่งท่านนั้นตอบกลับมาว่าตนรอนานมากแล้ว สักพักผู้เขียนจึงนึกได้ว่า รถเมล์ที่จอดรอก็สามารถไปยังจุดหมายที่ฝรั่งคนนี้ต้องการจึงแจ้งไป  โชคร้ายที่รถเมล์คันนั้นแล่นจากไปเสียแล้ว<br />
<span id="more-1105"></span><br />
ปฏิกิริยาที่ได้จากฝรั่งคนนี้คือ “ทำไมคุณเพิ่งมาบอกผม  มันสายไปแล้ว” น้ำเสียงที่ขึ้นสูง ท่าทางดูหงุดหงิด ผลลพท์ที่ตามมาคือ ผู้เขียนตีความว่าอีกฝ่ายโยนความผิดพลาดมาที่ผู้เขียน  สิ่งที่พบคือ ความโกรธที่ผุดขึ้นกลางอก  กระนั้นสติปัญญาของผู้เขียนก็ยังไม่มากพอที่จะเท่าทันความโกรธ  ผู้เขียนจึงตอบโต้ด้วยอารมณ์  เราสองคนตอบโต้ด้วยวาจา  ความหงุดหงิดฉุนโกรธรวมกับเหตุผลสนับสนุน ความชอบธรรมในการกระทำของตน  ผลที่เกิดในตัวผู้เขียนคือ ความโกรธที่ครอบงำจิตใจ  ปั่นป่วนในความ รู้สึก อีกฝ่ายก็มีสีหน้าที่แดงเข้ม  และการหยิบยกเหตุผลพาดพิงเรื่องอื่นๆ จนเรื่องราวเลยเถิด จากนั้นผู้เขียน ก็เลือกเดินหนีห่าง</p>
<p style="text-align: justify;">อีกครั้งในที่นั่งบนเครื่องบิน ตำแหน่งที่นั่งของผู้เขียนอยู่กึ่งกลางระหว่างผู้โดยสารฝรั่งชายอายุราว 20-30 ปี ฝรั่ง 2 คนสนทนาเสียงดังผ่านหน้าผู้เขียนไปมา   เวลาผ่านไปชั่วครู่พอที่ความขุ่นเคืองในใจเริ่มทำงาน  ผู้เขียนจึงหันไปหาฝรั่งที่ดูเสียงดังกว่าเพื่อน  ถามอีกฝ่ายว่าต้องการเปลี่ยนที่นั่งเพื่อคุยสะดวกกับเพื่อนมั้ย  อีก ฝ่ายปกิเสธว่าไม่ ผู้เขียนจึงแจ้งว่าเสียงของคุณดังมากและกำลังพูดคุยผ่านหน้าผมไปมาแบบนี้  ฝรั่งคนนี้ดู เหมือนไม่เข้าใจความขุ่นเคืองของผู้เขียนนัก  แต่คำตอบที่ยุติเรื่องราว คือ อีกสักครุ่เขาก็จะหลับแล้ว  เรื่องราว จึงเป็นอันยุติ</p>
<p style="text-align: justify;">เวลาผ่านไปความรู้สึกขุ่นเคืองค่อยๆ จางคลายมากพอที่จะทำให้ผู้เขียนพอเข้าใจได้ว่า ฝรั่ง 2 คนนี้อายุประสบการณ์ยังไม่มากนัก ความตระหนักรู้ในเรื่องความเกรงใจ ความเคารพในผู้อื่นคงยังมากนัก  น่าสนใจว่าพอความขุ่นเคืองใจจางคลาย   เหตุผลกับความเข้าใจก็ตามมา  จากนั้นการไม่ถือสาหาความก็เป็นสิ่งไม่ยากเกิน</p>
<p style="text-align: justify;">ความโกรธเป็นสัญญาณเตือนที่บอกให้เรารู้ว่า เรามีความต้องการอะไรบางอย่างที่กำลังถูกกระทบ หรือความต้องการหนึ่งๆ ไม่ได้รับการตอบสนอง  สิ่งที่ผู้เขียนพบด้วยก็คือ เรามีทางเลือกมากมายในการ รับมือกับความโกรธ เช่น 1) การเพิกเฉย ละเลยหรือหลงลืมความโกรธนั้น เช่น ลืมๆ ไปเถอะ ไม่เป็นไร 2) ปล่อยตัว ปล่อยใจไปตามความโกรธ  ตามแต่ความโกรธจะพาไป 3) ค้นหาให้ลึกต่อไปว่าเรากำลังโกรธอะไร เราต้องการอะไรกันแน่จากเหตุการณ์นี้ 4) บอกกับตนเองว่า ท่าทีที่เกิดขึ้นคือ เรื่องของเขาไม่ใช่ของเรา  ข้อค้น พบอีกประการคือ  การระลึกและจดจำว่าเราถูกกระทำไม่ดีอย่างไร ดูง่ายดาย กว่าการจดจำตนเองในฐานะ ผู้กระทำ  ซึ่งโอกาสก็มีสูง  เพียงแต่เราละเลย ไม่ใส่ใจ  หรืออาจยังไม่ได้รับผล สะท้อ กลับ   ดังนั้นสิ่งที่พึงระวัง คือ การยึดถือแต่มุมมองเฉพาะของตนเองในการรับรู้ตนเอง  จนปราศจาก การรับฟังจากคนอื่น  ข้อค้นพบที่ สำคัญ อีกข้อ คือ เราต่างต้องการการได้รับความเคารพพอสมควรกับบทบาท ฐานะของตน   ความเคารพในตน และผู้อื่นจึงเป็นฐานสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างกัน</p>
<p style="text-align: justify;">ในท่ามกลางความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อน ปัจจัยตัวแปรหนึ่งก่อเกิดผลกระทบอื่นๆ ที่ตามมาอย่างคาด ไม่ถึง  และถ้าหากปัจจัยนั้นเกี่ยวข้องกับมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ด้วยแล้ว  ผลกระทบก้ยิ่งก่อเกิดและมีผล รุนแรง  อัตตาหรือความยึดถือในตัวตนทำให้บางคนอาจเคารพในความเป็นตนเองมากไปจนเคารพในความ เป็นผู้อื่นน้อยเกินไป  หรือบางคนอาจเคารพในความเป็นตนเองน้อยไป จนเคารพในความเป็นผู้อื่นมากเกินไป  หรือบางคนอาจไม่เคารพในความเป็นมนุษย์ทั้งของตนเองและผู้อื่นก็ได้จนกระทำสิ่งที่เบียดเบียน ทำร้ายชีวิต  ในแง่ธรรม   อัสมิมานะ  :   ความถือตัวว่าเป็นเรา ความถือเขาถือเราว่าเราเหนือกว่า ด้อยกว่า หรือ เท่าเทียมกับ ผู้อื่น  การยึดถือเช่นนี้ทำให้การละเมิดเบียดเบียนเป็นสิ่งที่ยากหลีกพ้น  การละเมิดสิทธิมนุษยชน  การจี้ปล้น ทำร้าย คอร์รัปชั่น การข่มขืน การค้ามนุษย์ การทำลายธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม คือ ตัวอย่างของการ ขาดความ เคารพในชีวิตและ ทรัพย์สินของผู้อื่น  รวมถึงต่อธรรมชาติรอบตัว  กรณีเหตุการณ์หญิงสาวชาว อินเดียถูก รุมข่มขืนบนรถเมล์ ทำร้ายสาหัสจนเสียชีวิต ก่อเกิดผลสะเทือนใหญ่โต  เนื่องมาจากคนร้ายและโครงสร้าง สังคมขาดความเคารพในเพื่อนมนุษย์ ปฏิบัติต่อเพศหญิงอย่างเอารัดเอาเปรียบ</p>
<p style="text-align: justify;">จิตใจที่รู้เคารพในตนเองและผู้อื่นรวมถึงธรรมชาติรอบตัวจึงเป็นคุณภาพจิตใจที่มีความสำคัญมากใน การอยุ่ร่วมกันเป็นสังคม  เราทุกคนต่างต้องการคุณภาพสังคมที่มีน้ำใจไมตรี  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  พอๆ กับความต้อง การในคุณภาพสังคมที่มีความเคารพในระเบียบวินัย หลักการ กฎกติกาของสังคม  รวมถึงเคารพในสิทธิเสรีภาพ และหน้าที่ของปัจเจกชนด้วย  สิ่งที่ยากคือ จิตใจที่รู้เคารพนี้เป็นคุณภาพจิตใจที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยการ คิดนึกคาดเดา การคิดคำนวญท่องจำ และไม่ใช่ด้วยคำขวัญ  หรือการโฆษณาบอกกล่าว  แต่โดยตัวอย่างที่พบ เห็นได้ สัมผัสได้ และโดยการมองเห็นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงระกว่างกันว่า เราทุกคนต่างเป็นเพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมโลก เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย และเราต่างเป็นผู้รักสุข เกลียดทุกข์  เพราะการมองเห็นและเข้าใจใน สายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงนี้เท่านั้นจึงนำเราไปสู่ความเห็นอกเห็นใจและเอื้ออาทรระหว่างกัน  สังคมที่มีความเจริญ ก้าวหน้า ร่ำรวยด้วยวัตถุเงินทอง  แต่เต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบ การข่มเหงรังแก ขาดความยุติธรรมทาง สังคม  ก็คือ สังคมที่ขาดความเคารพในตนเองและคนอื่น  ก็คือสังคมที่ขาดความเคารพในมนุษย์</p>
<p style="text-align: justify;">ท่านทะไลลามะเป็นบุคคลสำคัญระดับโลก  เป็นผู้นำระดับโลกทั้งในทางจิตวิญญาณและรวมถึง การเมือง  แต่ทุกครั้งเมื่อท่านพบปะพระภิกษุในสายเถรวาท  พระองค์ท่านก็จะก้มลงกราบทำความเคารพพระ ภิกษุด้วยความนอบน้อมในฐานะที่พุทธศาสนาเถรวาทเป็นสายอาวุโสโดยมิได้ถือยศศักดิ์ฐานะ  นี่คือตัวอย่าง หนึ่งของบุคคลที่มีจิตใจรู้เคารพ  การกระทำของท่านจึงเป็นตัวอย่างที่ผู้มีโอกาสพบเห็นได้พบความชื่นชม และความเคารพนับถือผ่านการกระทำ และท่าทีการแสดงออก   การมีจิตใจที่รู้ เคารพก่อเกิดความอ่อนน้อม ถ่อมตน  และความอ่อนน้อมถ่อมตนอันมาจากการให้ความเคารพในผู้อื่น  กลับยิ่งเสริมสร้างความน่าเคารพ ยกย่องที่ผู้คนทั่วไปมีต่อท่านให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;">แม้เราแต่ละคนจะเป็นคนธรรมดา  การมีจิตใจที่รู้เคารพจะโดยการฝึกฝน หรือสร้างความตระหนักรู้ ก็ตาม  ก็คือเสน่ห์ประจำตัวที่ก่อเกิดสายสัมพันธ์อันดีงามและน่าชื่นใจในสังคมที่อยู่ด้วยกัน</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #993300;"><em><strong>ชัยยศ  จิรพฤกษ์ภิญโญ</strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.budnet.org/article/?feed=rss2&amp;p=1105</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พึ่งไม่ได้ ไม่ก็พึ่งได้</title>
		<link>http://www.budnet.org/article/?p=1102</link>
		<comments>http://www.budnet.org/article/?p=1102#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Apr 2013 08:06:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เครือข่ายพุทธิกา</dc:creator>
				<category><![CDATA[คอลัมน์ มองย้อนศร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.budnet.org/article/?p=1102</guid>
		<description><![CDATA[โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 3 เดือนกุมภาพันธ์ 2556 เป็นธรรมชาติที่สัตว์ทั้งหลายย่อมพยายามหลีกหนีจากภัยที่จะมาทำอันตรายแก่ตนหรือพวกพ้อง โดยเฉพาะมหันตภัยที่ไม่สามารถจะต่อกรด้วยได้ ด้วยสติปัญญาของมนุษย์ที่มีมากกว่าสัตว์ เราใช้ความสามารถที่มีป้องกันหรือขจัดภัยหลายอย่างให้ออกไปจากชีวิตได้ ซึ่งดูเหมือนว่าภัยที่มีต่อคนเราควรมีน้อยลง แต่ตรงกันข้ามสิ่งที่ถือว่าเป็นภัยคุกคามชีวิตที่สุขสงบของพวกเราทุกวันนี้กลับมีมากขึ้น แถมยังมีช่องทางให้ภัยแบบใหม่ๆ เข้ามาจู่โจมเราได้มากขึ้นด้วย เพราะนอกจากอันตรายที่จะเกิดกับชีวิตร่างกายและถิ่นที่อยู่ที่เรายังคงต้องระแวดระวังอยู่เช่นเดิมแล้ว เรายังต้องระวังสิ่งที่จะเป็นภัยต่อทรัพย์สิน ธุรกิจการงาน ต่อหน้าตาชื่อเสียงวงศ์ตระกูล และอื่นๆ อีกมากมาย แม้แต่เครื่องมือป้องกันภัยที่คนเราพัฒนาขึ้นมาเองบางอย่างก็นำภัยแบบใหม่ที่ซับซ้อนกว่าพ่วงมาให้ตามแก้ไขต่อไปด้วย ตัวอย่างมีตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน เช่น เหล็กดัดไว้กันขโมยเข้าบ้านที่กลับกลายเป็นกรงขังเมื่อเกิดภัยจากภายใน ไปจนถึงเครื่องแสกนร่างกายตรวจหาอาวุธที่เริ่มถูกตั้งข้อสงสัยว่าจะเป็นภัยต่อสุขภาพของคนที่ต้องผ่านเครื่องที่ว่านี้บ่อยๆ เพียงใด เคยมีนักวิชาการกล่าวไว้อย่างมั่นใจว่าในอนาคตเมื่อคนได้รับการศึกษามากขึ้น วิทยาการและเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น ความเชื่องมงายต่างๆ ที่ใช้เป็นที่พึ่งทางใจเมื่อภัยมาจะลดลงและหมดไปในที่สุด แต่ความจริงที่ปรากฏทุกวันนี้ไม่เป็นเช่นนั้น เราไม่ได้มีเฉพาะระบบหรือเครื่องมือป้องกันทางกายภาพเท่านั้น เรายังมีเครื่องมีกันภัยที่มุ่งใช้เป็นที่พึ่งทางใจเพิ่มขึ้นมากมายและพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบที่หลากหลายและซับซ้อนยิ่งขึ้น ขณะที่เครื่องรางของขลังแบบเดิมก็ยังได้รับความนิยมไม่น้อยไปกว่าเมื่อก่อน ผู้คนไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้นที่ต่างพากันพึ่งพิงสิ่งเหล่านี้กันมากขึ้น ยิ่งมีเงินมีการศึกษาหรือการงานสูง หรืออยู่ในประเทศที่พัฒนาร่ำรวยล้ำหน้าเราจะยิ่งดูเหมือนว่าพึ่งพาสิ่งเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากเครื่องรางของขลัง สิ่งนำโชค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีให้ซื้อหาไว้ครอบครองสร้างความมั่นใจกันมามายหลายรุ่นหลายราคาแล้ว ยังมีเกจิอาจารย์ออกมาตรวจเคราะห์ สแกนกรรม ทำพิธีกรรมเสริมโชคชะตา ตัดกรรมเก่า ชดใช้เจ้ากรรมนายเวร ออกมาให้ทำกันอย่างเป็นระบบ ไม่เว้นแม้ในวัดวาอาราม หรือแม้แต่การบวชการเข้าอบรมปฏิบัติธรรมของคนจำนวนไม่น้อยทุกวันนี้ก็ทำเพื่อเสริมดวงตัดกรรม มิใช่เพื่อต้องการศึกษาหาความรู้ ฝึกฝนจิตขัดเกลาใจตนเอง หรือบวชบูชาพระคุณพ่อแม่เหมือนในอดีตแต่อย่างใด การดูแลสุขภาพแบบทางเลือกที่มีให้เลือกมากมายจนสับสนกันทุกวันนี้ก็เพราะความกลัวป่วย กลัวตาย และกลัวภัยสารพัดที่มาพร้อมกับการแพทย์กระแสหลัก (ที่รวมถึงภัยจากบิลล์ค่าใช้จ่ายที่สูงลิบลิ่ว) พิธีกรรมและเครื่องรางยุคดิจิตอลนี้กลบเกลื่อนภาพลักษณ์แห่งความงมงายของตนด้วยคำอธิบายที่ฟังดูดี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #993366;"><em><strong>โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 3 เดือนกุมภาพันธ์ 2556</strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #993366;"><em><strong><img class="alignnone" title="img" src="http://www.bloggang.com/data/gymstek/picture/1254454378.jpg" alt="" width="422" height="300" /><br />
</strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;">เป็นธรรมชาติที่สัตว์ทั้งหลายย่อมพยายามหลีกหนีจากภัยที่จะมาทำอันตรายแก่ตนหรือพวกพ้อง โดยเฉพาะมหันตภัยที่ไม่สามารถจะต่อกรด้วยได้</p>
<p style="text-align: justify;">ด้วยสติปัญญาของมนุษย์ที่มีมากกว่าสัตว์ เราใช้ความสามารถที่มีป้องกันหรือขจัดภัยหลายอย่างให้ออกไปจากชีวิตได้ ซึ่งดูเหมือนว่าภัยที่มีต่อคนเราควรมีน้อยลง แต่ตรงกันข้ามสิ่งที่ถือว่าเป็นภัยคุกคามชีวิตที่สุขสงบของพวกเราทุกวันนี้กลับมีมากขึ้น แถมยังมีช่องทางให้ภัยแบบใหม่ๆ เข้ามาจู่โจมเราได้มากขึ้นด้วย<br />
<span id="more-1102"></span><br />
เพราะนอกจากอันตรายที่จะเกิดกับชีวิตร่างกายและถิ่นที่อยู่ที่เรายังคงต้องระแวดระวังอยู่เช่นเดิมแล้ว เรายังต้องระวังสิ่งที่จะเป็นภัยต่อทรัพย์สิน ธุรกิจการงาน ต่อหน้าตาชื่อเสียงวงศ์ตระกูล และอื่นๆ อีกมากมาย</p>
<p style="text-align: justify;">แม้แต่เครื่องมือป้องกันภัยที่คนเราพัฒนาขึ้นมาเองบางอย่างก็นำภัยแบบใหม่ที่ซับซ้อนกว่าพ่วงมาให้ตามแก้ไขต่อไปด้วย ตัวอย่างมีตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน เช่น เหล็กดัดไว้กันขโมยเข้าบ้านที่กลับกลายเป็นกรงขังเมื่อเกิดภัยจากภายใน ไปจนถึงเครื่องแสกนร่างกายตรวจหาอาวุธที่เริ่มถูกตั้งข้อสงสัยว่าจะเป็นภัยต่อสุขภาพของคนที่ต้องผ่านเครื่องที่ว่านี้บ่อยๆ เพียงใด</p>
<p style="text-align: justify;">เคยมีนักวิชาการกล่าวไว้อย่างมั่นใจว่าในอนาคตเมื่อคนได้รับการศึกษามากขึ้น วิทยาการและเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น ความเชื่องมงายต่างๆ ที่ใช้เป็นที่พึ่งทางใจเมื่อภัยมาจะลดลงและหมดไปในที่สุด</p>
<p style="text-align: justify;">แต่ความจริงที่ปรากฏทุกวันนี้ไม่เป็นเช่นนั้น เราไม่ได้มีเฉพาะระบบหรือเครื่องมือป้องกันทางกายภาพเท่านั้น เรายังมีเครื่องมีกันภัยที่มุ่งใช้เป็นที่พึ่งทางใจเพิ่มขึ้นมากมายและพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบที่หลากหลายและซับซ้อนยิ่งขึ้น ขณะที่เครื่องรางของขลังแบบเดิมก็ยังได้รับความนิยมไม่น้อยไปกว่าเมื่อก่อน</p>
<p style="text-align: justify;">ผู้คนไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้นที่ต่างพากันพึ่งพิงสิ่งเหล่านี้กันมากขึ้น ยิ่งมีเงินมีการศึกษาหรือการงานสูง หรืออยู่ในประเทศที่พัฒนาร่ำรวยล้ำหน้าเราจะยิ่งดูเหมือนว่าพึ่งพาสิ่งเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;">นอกเหนือจากเครื่องรางของขลัง สิ่งนำโชค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีให้ซื้อหาไว้ครอบครองสร้างความมั่นใจกันมามายหลายรุ่นหลายราคาแล้ว ยังมีเกจิอาจารย์ออกมาตรวจเคราะห์ สแกนกรรม ทำพิธีกรรมเสริมโชคชะตา ตัดกรรมเก่า ชดใช้เจ้ากรรมนายเวร ออกมาให้ทำกันอย่างเป็นระบบ ไม่เว้นแม้ในวัดวาอาราม</p>
<p style="text-align: justify;">หรือแม้แต่การบวชการเข้าอบรมปฏิบัติธรรมของคนจำนวนไม่น้อยทุกวันนี้ก็ทำเพื่อเสริมดวงตัดกรรม มิใช่เพื่อต้องการศึกษาหาความรู้ ฝึกฝนจิตขัดเกลาใจตนเอง หรือบวชบูชาพระคุณพ่อแม่เหมือนในอดีตแต่อย่างใด</p>
<p style="text-align: justify;">การดูแลสุขภาพแบบทางเลือกที่มีให้เลือกมากมายจนสับสนกันทุกวันนี้ก็เพราะความกลัวป่วย กลัวตาย และกลัวภัยสารพัดที่มาพร้อมกับการแพทย์กระแสหลัก (ที่รวมถึงภัยจากบิลล์ค่าใช้จ่ายที่สูงลิบลิ่ว)</p>
<p style="text-align: justify;">พิธีกรรมและเครื่องรางยุคดิจิตอลนี้กลบเกลื่อนภาพลักษณ์แห่งความงมงายของตนด้วยคำอธิบายที่ฟังดูดี มีตัวอย่างคนดังๆ ที่ใช้ และมีข้อมูลทางวิชาการ การทดลอง มีผลตรวจวัดจากด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยเที่ยงตรงมายืนยัน (โดยมักตีความแปรผลไปเองเพื่อประโยชน์แก่ผลิตภัณฑ์หรือพิธีกรรมของตนเท่านั้น)</p>
<p style="text-align: justify;">ที่สำคัญคือมักมาพร้อมราคาที่แพงลิบลิ่ว ในด้านหนึ่งเพื่อสร้างคุณค่า หน้าตาและความภาคภูมิใจให้กับผู้ใช้ อีกด้านหนึ่งก็กันคนอีกจำนวนหนึ่งไม่ให้มีโอกาสได้ใช้ ด้วยหลายเหตุผลรวมทั้งอาจทำให้เห็นว่าไม่มีประสิทธิผลจริง</p>
<p style="text-align: justify;">บางผลิตภัณฑ์ถึงกับยกพุทธพจน์ อ้างพระไตรปิฎก มาประกอบเพื่อประโยชน์ในการขายสินค้าโดยขาดความรับผิดชอบและไม่คำนึงถึงผลเสียต่อพระพุทธศาสนาที่จะตามมา แม้จะอ้างว่านำกำไรไปทำบุญหรือสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งที่ดีงามขึ้นก็ตาม</p>
<p style="text-align: justify;">วัตถุและพิธีกรรมอันเป็นที่พึ่งทางใจที่เพิ่มมากขึ้นนี้คือกระจกวิเศษที่สะท้อนให้เห็นความกลัวความหวั่นไหวในจิตใจของผู้คนยุคนี้ที่มีมากขึ้นทุกขณะ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องยืนยันให้เห็นว่าความเจริญทางวิชาการและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนั้นแทบจะไม่ได้ทำให้คนมีความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและจิตใจอย่างแท้จริงเลย</p>
<p style="text-align: justify;">พระพุทธองค์เคยตรัสชี้ให้เห็นธรรมชาติแห่งความกลัวภัยและการวิ่งหาพึ่งของผู้คนทั้งหลายไว้เมื่อเกือบ 2600 ปีมาแล้วว่า “<em>มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเกิดมีภัยคุกคามแล้ว ก็ถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้บ้าง อารามและรุกขเจดีย์บ้างเป็นสรณะ</em>” ในทัศนะของพุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าของที่พึ่งเหล่านี้ แต่ท่านชี้เห็นว่า “<em>นั่นไม่ใช่สรณะอันเกษมเลย นั่นไม่ใช่สรณะอันสูงสุด เขาอาศัยสรณะนั่นแล้ว ไม่สามารถพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้</em>”</p>
<p style="text-align: justify;">หลายคนอาจเห็นว่าการไหว้ต้นไม้เจ้าป่าเจ้าเขาเป็นความงมงายของผู้คนสมัยนั้น แต่เรากลับลืมมองตนเองว่าทุกวันนี้ที่เรายึดถือเอาพิธีกรรม เครื่องรางของขลังยุคใหม่ ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพทั้งหลาย รวมถึงปริญญาบัตร ตัวเลขในบัญชีธนาคาร กรมธรรม์ประกันชีวิตมาไว้เป็นสรณะนั้นก็มีลักษณะที่ไม่แตกต่างกันนัก ทั้งๆ ที่ต่างก็รู้ว่าเมื่อภัยหลายอย่างพุ่งเข้ามาจู่โจมแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้จิตเราสงบไม่หวาดหวั่นต่อมหันตภัยเหล่านั้นได้เลย</p>
<p style="text-align: justify;">พระพุทธศาสนายืนยันในหลักการของการมีที่พึ่งที่อันมั่นคงว่า “<em>บุคคลอันมีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้ยาก</em>” ที่พึ่งของชาวพุทธต้องอยู่ที่การฝึกฝนพัฒนาตนเพื่อให้มีปัญญารู้เท่าทันสภาพความเป็นจริงของสรรพสิ่งในโลกนี้เท่านั้นจึงจะได้ที่พึ่งอันเกษม โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นแบบของความสำเร็จ มีพระธรรมเป็นหลักปฏิบัติ และมีพระสงฆ์ (ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ) เป็นกัลยาณมิตรคอยแนะนำ</p>
<p style="text-align: justify;">ที่พึ่งทางใจยุคใหม่นี้หลายอย่างไม่ได้ไร้ประโยชน์เสียทีเดียวแต่พึ่งได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ทั้งที่เราได้ทุ่มเทเวลาและทรัพย์สินไปไม่น้อย เพียงอยากย้ำเตือนให้พวกเราชาวพุทธไม่ลืมไม่ทอดทิ้งสิ่งดีๆ ที่เรามีอยู่แล้วในบ้านเรา แต่ปล่อยปละละเลยจนเสียประโยชน์ที่พุทธศาสนิกจะพึงได้รับ</p>
<p style="text-align: justify;">การหันมาศึกษาแก่นแท้ของพระศาสนาพร้อมๆ กับนำไปปฏิบัติควบคู่กับการทำหน้าที่การงานของเราให้ดี จะทำให้ความสุขใจ ความมั่นคงของจิตใจค่อยๆ งอกงามขึ้นให้เราเห็นได้ด้วยตนเอง เมื่อนั้นที่พึ่งยุคไฮเทคทั้งหลายก็ไม่จำเป็นสำหรับเราอีกต่อไป</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #993366;"><em><strong>พระวิชิต ธัมมชิโต</strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.budnet.org/article/?feed=rss2&amp;p=1102</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แด่รัก และสัมพันธ์ (1)</title>
		<link>http://www.budnet.org/article/?p=1099</link>
		<comments>http://www.budnet.org/article/?p=1099#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Apr 2013 06:13:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เครือข่ายพุทธิกา</dc:creator>
				<category><![CDATA[คอลัมน์ มองย้อนศร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.budnet.org/article/?p=1099</guid>
		<description><![CDATA[โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 13 เดือนมกราคม 2556 นิทานเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยสามัญชนคนหนึ่งที่โชคชะตาและความสามารถบันดาลให้ชายหนุ่มคนนี้กลายเป็นพระราชาที่ยิ่งใหญ่ ควบคู่ไปกับพระราชินีที่ตกทุกข์ได้ยากมาด้วยกันกลายเป้นพระราชินี นิทานเรื่องนี้น่าจะจบ ณ จุดนี้ด้วยบทลงเอยว่าทั้งสองครองรักและราชอาราจักรมีความสุขชั่วกาลนาน แต่น่าเสียดายเพราะนี่คือ จุดเริ่มต้นของเรื่องราว ความร่ำรวยของพระราชาก็ทำให้พระองค์เป้นที่ต้องตาต้องใจ จึงมีหญิงสาวหลายนางเข้ามาครองคู่เรื่อยๆ จนกระทั่งพระราชามีพระมเหสีรวมทั้งหมด 4 นาง ช่วงสำคัญของเรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อพระองค์ล้มป่วยและใกล้สิ้นพระชนม์ สิ่งที่พระองคืต้องการ คือ คำขอร้องให้พระมเหสีทั้ง 4 เสด็จตามพระองค์ไปด้วยในดินแดนปรภพ พระมเหสีคนที่ 4 คือ บุคคลที่พรองค์รักมากที่สุด ทุ่มเทความรัก ความสนใจ ทะนุถนอมอย่างมาก แต่คำตอบที่ได้คือ ทันทีที่พระราชาตาย นางจะขอเป้นอิสระและใช้ชีวิตตามใจชอบ คบหาหรือแต่งงานกับใครก้ได้ ความผิดหวังจากคำตอบทำให้พระราชาคาดหวังกับพระมเหีคนที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลที่พระราชาทุ่มเทเวลามากที่สุด มักเยี่ยมเยียน พูดคุยปรับทุกข์ด้วยเสมอ สุข ทักข์ ร้อนใจ สุขใจด้วยเรื่องใด พระราชามักปรึกษาด้วยเนืองๆ แต่คำตอบที่ได้คือ พระมเหสีขอให้พระองคืปล่อยวาง สิ่งที่มอบให้ได้มีเพียงความอาลัยรัก อย่างมากที่พระนางจะให้ได้คือ เสด็จส่งพระศพไปยังสุสานด้วยเท่านั้น แลอาจระลึกถึงพระราชาในบางโอกาสเท่านั้น ความผิดหวังครั้งนี้ทำร้ายจิตใจพระราชามาก พระราชาจึงให้หาพระมเหีคนที่ 2 ซึ่งพระองคืถือว่าในช่วงที่เป็นพระราชาตลอดมา พระองคืไม่เคยทอดทิ้งเลย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff6600;"><em><strong>โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 13 เดือนมกราคม 2556</strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff6600;"><em><strong><img class="alignnone" title="img" src="http://blog.th.88db.com/wp-content/uploads/2011/07/shutterstock_93529864.jpg" alt="" width="410" height="273" /><br />
</strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;">นิทานเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยสามัญชนคนหนึ่งที่โชคชะตาและความสามารถบันดาลให้ชายหนุ่มคนนี้กลายเป็นพระราชาที่ยิ่งใหญ่ ควบคู่ไปกับพระราชินีที่ตกทุกข์ได้ยากมาด้วยกันกลายเป้นพระราชินี  นิทานเรื่องนี้น่าจะจบ ณ จุดนี้ด้วยบทลงเอยว่าทั้งสองครองรักและราชอาราจักรมีความสุขชั่วกาลนาน  แต่น่าเสียดายเพราะนี่คือ จุดเริ่มต้นของเรื่องราว  ความร่ำรวยของพระราชาก็ทำให้พระองค์เป้นที่ต้องตาต้องใจ จึงมีหญิงสาวหลายนางเข้ามาครองคู่เรื่อยๆ จนกระทั่งพระราชามีพระมเหสีรวมทั้งหมด 4 นาง  ช่วงสำคัญของเรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อพระองค์ล้มป่วยและใกล้สิ้นพระชนม์  สิ่งที่พระองคืต้องการ คือ คำขอร้องให้พระมเหสีทั้ง 4 เสด็จตามพระองค์ไปด้วยในดินแดนปรภพ<br />
<span id="more-1099"></span><br />
พระมเหสีคนที่ 4 คือ บุคคลที่พรองค์รักมากที่สุด ทุ่มเทความรัก ความสนใจ ทะนุถนอมอย่างมาก  แต่คำตอบที่ได้คือ ทันทีที่พระราชาตาย นางจะขอเป้นอิสระและใช้ชีวิตตามใจชอบ คบหาหรือแต่งงานกับใครก้ได้  ความผิดหวังจากคำตอบทำให้พระราชาคาดหวังกับพระมเหีคนที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลที่พระราชาทุ่มเทเวลามากที่สุด  มักเยี่ยมเยียน พูดคุยปรับทุกข์ด้วยเสมอ  สุข ทักข์ ร้อนใจ สุขใจด้วยเรื่องใด พระราชามักปรึกษาด้วยเนืองๆ  แต่คำตอบที่ได้คือ พระมเหสีขอให้พระองคืปล่อยวาง สิ่งที่มอบให้ได้มีเพียงความอาลัยรัก  อย่างมากที่พระนางจะให้ได้คือ เสด็จส่งพระศพไปยังสุสานด้วยเท่านั้น แลอาจระลึกถึงพระราชาในบางโอกาสเท่านั้น</p>
<p style="text-align: justify;">ความผิดหวังครั้งนี้ทำร้ายจิตใจพระราชามาก  พระราชาจึงให้หาพระมเหีคนที่ 2 ซึ่งพระองคืถือว่าในช่วงที่เป็นพระราชาตลอดมา  พระองคืไม่เคยทอดทิ้งเลย ทุ่มเทชีวิต จิตใจด้วยมากที่สุด  พระองค์คาดหมายมากที่สุดกับพระนาง แต่คำตอบที่ได้คือ พระนางเลือกที่จะรอคอยพระราชาคนใหม่มาดูแลพระนางต่อไป  เชิญพระราชาเสด็จเพียงลำพังเถิด  ความผิดหวังครั้งนี้รุนแรงจนพระราชาไม่กล้าฟังคำตอบจากพระมเหสีคนที่ 1 ซึ่งพระองค์ทอดทิ้งมาตลอด แทบไม่ใส่ใจเลย  แต่เรื่องราวผิดคาดเพราะพระมเหสีคนที่ 1 เลือกที่อยู่เคียงข้างและยินดีร่วมเดินทางไปดินแดนปรภพด้วย  พระราชายินดีอย่างยิ่งแต่ก็รู้สึกผิด เสียใจกับตนเอง เนื่องเพราะการทอดทิ้ง ไม่ใส่ใจทำให้พระนางซูบผอมและหมองคล้ำราวหญิงชรา ทั้งที่พระนางเคยงดงามมาก่อน  แต่ก็สายเกินการณ์ทั้งสองได้ตายลงและเดินทางไปปรภพด้วยกัน</p>
<p style="text-align: justify;">นิทานเรื่องนี้เป้นอุปมาอุปไมยถึงความรัก ความสัมพันธ์ที่เราล้วนต่างมีกับสิ่งรอบตัวทั้งบุคคลและสภาพแวดล้อม  ความตายขอพระราชาเป็นสิ่งที่เกิดกับเราทุกคน และความพยายามนำสิ่งที่รักติดตัวก็คือ ความยึดมั่นถือมั่นที่เรามีนั่นเอง  พระมเหสีคนที่ 4 แท้จริงคือ ทรัพย์สมบัติ เสื้อผ้า ข้างของเครื่องใช้สิ่งมีค่าต่างๆ ซึ่งเมื่อเจ้าของตายไป  สิ่งเหล่านี้แม้เจ้าของยึดติดเพียงใด ก็ต้องถูกจัดสรรเป็นสมบัติของคนอื่นต่อไป  พระมเหสีคนที่ 3 ก็คือ ครอบครัว ญาติสนิท มิตรสหาย  อย่างมากที่คนเหล่านี้ทำให้ได้ คือ การให้ความอาลัยรัก  การจัดการภารกิจที่คั่งค้างให้ แต่การให้ร่วมไปดินแดนปรภพก็เป็นคำขอร้องที่เกินเลย    ขณะที่พระมเหสีคนที่ 2 ก็คือ ตำแหน่ง หน้าที่การงาน ความรับผิดชอบ  เราทุกคนทุ่มเทกับเรื่องเหล่านี้มาก  ทั้งชีวิตหลายคนถุกใช้กับเรื่องนี้  แต่เมื่อเราจากไป  สิ่งเหล่านี้ก้มีคนรับช่วงต่อ  พระมเหสีคนที่ 1 ก็คือ จิตวิญญาณของเรานั่นเอง  วิตวิญญาณในความหมายความฉลาดทางสติปัญญาในการรุ้จัก เข้าใจตนเองเข้าใจชีวิต เข้าใจและเข้าถึงความจริงของชีวิต</p>
<p style="text-align: justify;">พวกเราหลายคนมีชีวิตไม่ต่างจากพระราชา นับแต่เราเกิดจนตาย  เราล้วนอยู่และสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวทั้งคนรัก ครอบครัว ทรัพย์สิน หน้าที่การงาน  เพื่อน ฯลฯ แต่บุคคลที่เรามักสัมพันธ์และใกล้ชิดด้วยน้อยที่สุด คือ ตัวเราเอง  ทั้งที่ความเป็นตัวเราเป็นฐานเริ่มแรกของการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัว  ความเป็นตัวเราเริ่มที่อุปนิสัยต่างๆ ในตัวเรา ความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อ อคติ ค่านิยม การศึกษา ประสบการณ์ชีวิต ทัศนคติ รวมถึงจิตสำนึกในหน้าที่การงาน  องคืประกอบความเป็นตัวเราก้คือ ส่วนผสมความเป็นตัวเราในการวางท่าทีและความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ นิทานเรื่องนี้ให้ภาพรวมในความสัมพันธ์ที่เรามีกับผุ้คนและสิ่งรอบตัว และย้ำเตือนถึงความสำคัญในการไม่ละเลยการให้ความสำคัญกับสิ่งสำคัญที่สุดในตัวเราคือ จิตวิญญาณในตน   แต่สิ่งที่นิทานเรื่องนี้ไม่ได้ให้แนวคิดด้วยก็คือ  ในความสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัว  เราสามารถใช้เป็นเวทีเพื่อเรียนรู้อันนำไปสุ่การดูแลรักษาจิตวิญญาณในตัวเรา  นำไปสู่การสร้างสรรค์มิตรภาพ เกื้อกูลทางจิตวิญญาณและเอื้อเฟื้อแบ่งปันฉันเพื่อน ฉันกัลยาณมิตรได้</p>
<p style="text-align: justify;">ความไว้วางใจ คือ องค์ประกอบและคุณสมบัติสำคัญของความสัมพันธ์  หากความสัมพันธ์นั้นมีความอ่อนไหวและเปราะบาง  ความไว้วางใจก็ยิ่งมีความสำคัญมาก  พร้อมกับที่ความไว้วางใจก้ยังรวมถึงความไว้เนื้อเชื่อใจ ความมั่นคง ความศรัทธา  รวมไปถึงการมีสิตปัญญา  ความมีสัมปชัญญะ  ขระเดียวกันความไว้วางใจก้ยังเกี่ยวพันถึงความกลัว พลังของความคาดหวัง ความต้องการ  รวมไปถึงความทรงจำและการตีความประสบการร์ต่างๆ ที่เคยผ่านมา  อดีตเป้นสิ่งที่เราทำอะไรไม่ได้  สิ่งที่หลงเหลือจากอดีตคือ ความทรงจำและการตีความมาเป้นความเชื่อประจำตัว  เราทำอะไรอดีตไม่ได้ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้  แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ การทำความเข้าใจ การเท่าทันกับความเชื่อที่มีในตัวเรา การตระหนักรู้กับการตีความ มุมมองที่มีต่ออดีต และการสร้างทางเลือกให้กับตนเองแทนการกระทำตามความเชื่อแบบเดิมๆ ความเชื่อที่อยู่เบื้องหลังในท่าทีความสัมพันธ์  จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดความสามารถและคุณภาพของความไว้วางใจ เราแต่ละคนมีความเชื่อที่ซ่อนอยู่ คอยขับเคลื่อนวิธีคิด รวมถึงกำหนดท่าทีการดำเนินชีวิต เช่น  โลกนี้ไม่ปลอดภัย  โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีๆ อยากได้อะไร ต้องให้สิ่งนั้นก่อน หรือโลกนี้รัก คนเก่ง  ฯลฯ  	ความเชื่อนี้ทำให้เรามีท่าทีตอบสนองความเชื่อข้างต้น เช่น เราดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ  จนถึงขั้นระแวง สงสัย ไม่ไว้วางใจอะไรง่ายๆ  หรือ เราดำเนินชีวิตด้วยการเล่นบทผู้ให้ ผู้ช่วยเหลือ คนที่เราพึงใจเพื่อคาดหวังกรได้รับบางสิ่งจากคนพิเศษ  กระทั่งการให้ การช่วยเหลือเป็นการจุ้นจ้าน ยัดเยียด  หรือเรามุ่งหมายเป็นคนเก่ง  มุ่งมั่นเพื่อได้การยอมรับในความสามารถกระทั่งเราทุ่มเทพลังชีวิตเพื่อ ความ สำเร็จ  กระทั่งละเลยหรือหลงลืมเรื่องอื่นๆ  สิ่งรอบตัวมีแรงดึงดูดให้เราพุ่งตัวเข้าไป เสน่ห์ของสิ่งที่เรารัก และสัมพันธ์ อาจเป็นความสุข ความ พอใจจากากรได้อยู่ร่วมกับสิ่งที่เราชอบ เราพึงใจ การได้รับการยอมรับ และชื่อเสียง กระนั่นสิ่งเหล่านี้ก็อยู่ ร่วมในช่วงขณะหนึ่งเท่านั้น  วันหนึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะผ่านไป  มีเพียงจิต วิญญาณในตัวเราที่เคียงข้าง  และอยู่ร่วม เป็นส่วนหนึ่งในตัวเรา  ส่งเสียงแผ่วเบา ย้ำเตือนถึงความสำคัญ และความจำเป็นที่เราต้องดูแล   หากเราพุ่งความ ใส่ใจไปที่โลกภายนอก  เราจะไม่ได้ยินเสียงภายในจากจิต วิญญาณ ไม่ได้บำรุงรักษาให้เติบโต  จิตวิญญาณในตัวเราก็เติบโตได้เพียงเป็นต้นไม้ที่แคระแก็รนเท่านั้น</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff6600;"><em><strong>ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ</strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.budnet.org/article/?feed=rss2&amp;p=1099</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันเด็กแห่งชาติกับการล่ารางวัลและความสุข</title>
		<link>http://www.budnet.org/article/?p=1096</link>
		<comments>http://www.budnet.org/article/?p=1096#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Apr 2013 04:40:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เครือข่ายพุทธิกา</dc:creator>
				<category><![CDATA[คอลัมน์ มองย้อนศร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.budnet.org/article/?p=1096</guid>
		<description><![CDATA[โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 20 เดือนมกราคม 2556 วันเด็กแห่งชาติเป็นวันสำคัญของชาติและสำคัญสำหรับเด็กในฐานะที่เป็นวันที่สังคมงานเฉลิมฉลองเพื่อเด็กและเยาวชน เด็กๆ เองก็คาดหวังจะได้รับความสุขในวันเด็กที่ผ่านมา เด็กหลายๆ คนคงมีความสุขจากกิจกรรมอันหลากหลายที่ผู้ใหญ่จัดให้รวมถึงสื่อสารเรื่องราวบางอย่างให้เด็กได้เรียนรู้ ผมคิดว่าในฐานะผู้ใหญ่ทั้งผู้จัดกิจกรรมวันเด็กและผู้ปกครองผู้พาบุตรหลานเข้าร่วมกิจกรรมต่างก็กำลังสอนเด็กๆ เรื่องความสุขโดยไม่รู้ตัว ทั้งความหมายของความสุข และวิธีการเข้าถึงความสุข ผมขอเชิญชวนให้พวกเราในฐานะ “ครูผู้สอนเด็กเรื่องความสุข” ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดกิจกรรมและผู้ปกครอง ถอดรหัสตัวเองด้วยการย้อนทบทวนวิธีคิดเกี่ยวกับความสุขของเราและวิธีการสื่อสารเรื่องความสุขให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ ผ่านการจัดงานวันเด็กในสถานที่ราชการแห่งหนึ่งที่ผมได้ร่วมสังเกตในวันเด็กสัปดาห์ที่ผ่านมา ความสุขคือการครอบครองรางวัลสิ่งของ กิจกรรมในสถานที่ราชการแห่งหนึ่งถูกออกแบบให้เป็น “โรงงานแจกของขวัญ” ห้องโถงในอาคารแห่งหนึ่งถูกออกแบบให้เป็นลานจับสลากขนาดใหญ่ บนเวทีมีพริตตี้ถือหีบใสใส่สลากยืนท่ามกลางของรางวัลกองพะเนิน บริเวณรอบข้างออกแบบให้เป็นเวทีย่อยตอบคำถามชิงดวงแสตมป์ เด็กๆ จะต้องตอบคำถามปรนัยเพื่อแลกกับดวงแสตมป์แลกรับของขวัญ ยิ่งตอบคำถามมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้แสตมป์มากขึ้น ได้ของขวัญจำนวนมากขึ้น ใหญ่ขึ้น แพงขึ้น มันดูมีความหมายทั้งต่อตัวเด็กและตัวผู้ปกครอง เด็กคนหนึ่งแม้ได้แสตมป์จำนวนมากแล้ว แต่รู้สึกทรมานกับการต่อคิวที่ยาวนานและเบียดเสียด เด็กน้อยชวนแม่กลับบ้าน แต่แม่บอกกับลูกว่า “ไม่ได้นะลูก เราต้องเอารางวัลก่อนนะลูก” ความสุขต้องแก่งแย่งแข่งขัน ของรางวัลอันเป็นที่มาของความสุขมีจำกัด ผู้จัดงานจึงต้องจัดการของรางวัลให้กระจายไปยังเด็กให้ทั่วถึง น่าสนใจที่วิธีออกแบบวิธีหนึ่งคือใช้ความสามารถในการแข่งขัน เช่น การตอบคำถามปรนัยให้ได้คำตอบถูกมากที่สุด เมื่อได้ครบแล้วก็ต้องไปต่อคิวที่เบียดเสียดยาวนานเพื่อแลกแสตมป์รับรางวัล รางวัลดีๆ จะหมดไปในเวลาไม่นาน พ่อแม่ที่ช่ำชองเวทีจึงต้องปลุกลูกแต่เช้าให้รีบมาต่อคิวเป็นคนแรกๆ เพื่อที่จะเล่นเกมและรับรางวัลที่ดีและแพงในตอนเช้า เรียกได้ว่าหากไม่มีความมุ่งมั่นเพียงพอก็จะต้องพ่ายแพ้ในเกมแห่งความสุขนี้ไป ความสุขอาจเกิดขึ้นได้ด้วยการโกง! วิธีการได้รับของขวัญอีกแบบหนึ่งคือการโกง เช่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;"><em><strong>โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 20 เดือนมกราคม 2556</strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;"><em><strong><img class="alignnone" title="img" src="http://gplusthai.com/wp-content/uploads/2013/01/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4-3.jpg" alt="" width="622" height="300" /><br />
</strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;">วันเด็กแห่งชาติเป็นวันสำคัญของชาติและสำคัญสำหรับเด็กในฐานะที่เป็นวันที่สังคมงานเฉลิมฉลองเพื่อเด็กและเยาวชน  เด็กๆ เองก็คาดหวังจะได้รับความสุขในวันเด็กที่ผ่านมา  เด็กหลายๆ คนคงมีความสุขจากกิจกรรมอันหลากหลายที่ผู้ใหญ่จัดให้รวมถึงสื่อสารเรื่องราวบางอย่างให้เด็กได้เรียนรู้</p>
<p style="text-align: justify;">ผมคิดว่าในฐานะผู้ใหญ่ทั้งผู้จัดกิจกรรมวันเด็กและผู้ปกครองผู้พาบุตรหลานเข้าร่วมกิจกรรมต่างก็กำลังสอนเด็กๆ เรื่องความสุขโดยไม่รู้ตัว  ทั้งความหมายของความสุข และวิธีการเข้าถึงความสุข<br />
<span id="more-1096"></span><br />
ผมขอเชิญชวนให้พวกเราในฐานะ “ครูผู้สอนเด็กเรื่องความสุข” ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดกิจกรรมและผู้ปกครอง  ถอดรหัสตัวเองด้วยการย้อนทบทวนวิธีคิดเกี่ยวกับความสุขของเราและวิธีการสื่อสารเรื่องความสุขให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ ผ่านการจัดงานวันเด็กในสถานที่ราชการแห่งหนึ่งที่ผมได้ร่วมสังเกตในวันเด็กสัปดาห์ที่ผ่านมา</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ความสุขคือการครอบครองรางวัลสิ่งของ</strong> กิจกรรมในสถานที่ราชการแห่งหนึ่งถูกออกแบบให้เป็น “โรงงานแจกของขวัญ” ห้องโถงในอาคารแห่งหนึ่งถูกออกแบบให้เป็นลานจับสลากขนาดใหญ่  บนเวทีมีพริตตี้ถือหีบใสใส่สลากยืนท่ามกลางของรางวัลกองพะเนิน  บริเวณรอบข้างออกแบบให้เป็นเวทีย่อยตอบคำถามชิงดวงแสตมป์ เด็กๆ จะต้องตอบคำถามปรนัยเพื่อแลกกับดวงแสตมป์แลกรับของขวัญ ยิ่งตอบคำถามมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้แสตมป์มากขึ้น ได้ของขวัญจำนวนมากขึ้น ใหญ่ขึ้น แพงขึ้น มันดูมีความหมายทั้งต่อตัวเด็กและตัวผู้ปกครอง  เด็กคนหนึ่งแม้ได้แสตมป์จำนวนมากแล้ว แต่รู้สึกทรมานกับการต่อคิวที่ยาวนานและเบียดเสียด  เด็กน้อยชวนแม่กลับบ้าน แต่แม่บอกกับลูกว่า “ไม่ได้นะลูก เราต้องเอารางวัลก่อนนะลูก”</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ความสุขต้องแก่งแย่งแข่งขัน</strong> ของรางวัลอันเป็นที่มาของความสุขมีจำกัด  ผู้จัดงานจึงต้องจัดการของรางวัลให้กระจายไปยังเด็กให้ทั่วถึง  น่าสนใจที่วิธีออกแบบวิธีหนึ่งคือใช้ความสามารถในการแข่งขัน เช่น การตอบคำถามปรนัยให้ได้คำตอบถูกมากที่สุด เมื่อได้ครบแล้วก็ต้องไปต่อคิวที่เบียดเสียดยาวนานเพื่อแลกแสตมป์รับรางวัล  รางวัลดีๆ จะหมดไปในเวลาไม่นาน  พ่อแม่ที่ช่ำชองเวทีจึงต้องปลุกลูกแต่เช้าให้รีบมาต่อคิวเป็นคนแรกๆ เพื่อที่จะเล่นเกมและรับรางวัลที่ดีและแพงในตอนเช้า  เรียกได้ว่าหากไม่มีความมุ่งมั่นเพียงพอก็จะต้องพ่ายแพ้ในเกมแห่งความสุขนี้ไป</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ความสุขอาจเกิดขึ้นได้ด้วยการโกง!</strong> วิธีการได้รับของขวัญอีกแบบหนึ่งคือการโกง เช่น ลัดคิว ปั๊มแสตมป์เองหากเจ้าหน้าที่เผลอ  ขอของรางวัลเอาดื้อๆ หรือหยิบรางวัลไปเฉยๆ ในกรณีนี้ผู้ปกครองมักลงมือเอง  สาเหตุหนึ่งอาจเพราะสงสารลูกไม่อยากให้ลูกทรมานอยู่ในแถวที่เบียดเสียดยาวนาน  อีกประการหนึ่งอาจเป็นความหละหลวมในการออกแบบสถานที่เก็บของรางวัล  ผู้ปกครองต้องระมัดระวังที่จะแสดงพฤติกรรมดังกล่าว  วิธีการหนึ่งในการขัดเกลาให้ลูกหลาน “โตไปไม่โกง” ก็คือพ่อแม่ต้องไม่โกงเสียเอง</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ความสุขขึ้นกับโชคและดวง</strong> อีกวิธีในการออกแบบการกระจายของรางวัลคือการจับสลาก  ด้วยวิธีนี้เด็กๆ ไม่ต้องทำอะไรนอกจากเขียนชื่อ เบอร์โทรศัพท์ใส่หีบใส  นั่งรอลุ้นให้พริตตี้อ่านสลากที่มีชื่อของตน  วิธีนี้สร้างความชอบธรรมในการได้รับรางวัลและง่ายต่อการจัดการของรางวัล  แต่วิธีการแจกของรางวัลด้วยจับสลากก็ได้สอนให้เด็กรู้ว่าความสุขอาจไม่เกี่ยวข้องกับความรู้ ความพยายาม ความดีงาม แต่ขึ้นอยู่กับโชคและดวง  ผมคิดว่าผู้จัดงานกำลังสอนเด็กรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าโชค ดวง และหวยอย่างไม่รู้ตัว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ความสุขเกิดจากการเป็นผู้รับมากกว่าเป็นผู้ให้</strong> กิจกรรมแห่งนี้ออกแบบให้เด็กเป็นผู้รับมากกว่าผู้ให้  ไม่ว่าการได้รับรางวัลนั้นจะได้มาด้วยความรู้ ความสามารถ ความเพียร หรือโชคดวงก็ตาม  ใครบางคนที่ไม่ว่าจะเป็นบริษัทร้านค้า เจ้าหน้าที่องค์กร หรือลูกนักการเมืองมาแสดงบทบาทเป็นผู้ให้หรือผู้ใหญ่ใจดี  น่าเสียดายที่เราไม่ค่อยเห็นภาพที่เด็กจะเป็นผู้ให้ในบทบาทที่จะให้ได้ เช่น เอาของเล่นที่เราไม่ได้เล่นแล้วแบ่งปันให้เด็กคนอื่นๆ  ส่วนเด็กที่จะใช้ความสามารถพิเศษแสดงให้คนอื่นได้ดูก็มีสัดส่วนน้อย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ความสุขต้องรอวันสำคัญ</strong> วันเด็กแห่งชาติมีวันเดียวในรอบปี  ส่วนวันอื่นๆ ของเด็กปัจจุบันอาจมีความสุขได้ยากเพราะถูกกดดันคาดหวังจากครอบครัวหรือโรงเรียนว่าจะต้องเป็นคนเก่ง ฉลาด ประสบความสำเร็จทางวิชาการ  ความกดดันคาดหวังต่อเด็กที่มากเกินไปอาจทำให้ผู้ใหญ่ละเลยความสุขง่ายๆ ของเด็ก เช่น ได้เล่นกับเพื่อน ได้พักผ่อน ได้อยู่กับครอบครัว ได้สำรวจค้นหาสิ่งที่ตนชื่นชอบ  เป็นต้น น่าเสียดายหากวันแห่งความสุขของเด็กต้องรอปีหน้า  ทั้งๆ ที่ครอบครัวหรือโรงเรียนช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะมีความสุขได้เลยในทุกๆ วัน</p>
<p style="text-align: justify;">เหล่านี้เป็นภาพในมุมหนึ่งของวันเด็กแห่งชาติที่กลายเป็นลักษณะทั่วไป  เรากำลังขัดเกลาบุตรหลานยอมรับซึมซับวิถีบริโภคนิยมเช่นนี้อย่างลึกซึ้ง  ซึ้งขัดแย้งอย่างยิ่งกับสิ่งที่สังคมนี้ปรารถนา  เราคงอยากเห็นบุตรหลานของเป็นอิสระจากการพึ่งพิงวัตถุสิ่งของ  เราคงอยากเห็นภาพการแบ่งปันของเด็กๆ ภาพที่พวกเขาใฝ่เรียนรู้ ใฝ่พัฒนาความสามารถที่จะมีความสุขได้เอง</p>
<p style="text-align: justify;">หากเรากำลังปรารถนาเช่นนี้  องค์กรจัดกิจกรรมและพ่อแม่ก็คงต้องเท่าทันวิธีคิดเกี่ยวกับความสุขของตนเองและละเอียดอ่อนในการออกแบบกิจกรรมวันเด็กในปีต่อไป  รวมถึงให้ความสำคัญกับการสร้างความสุขของเด็กในวันธรรมดาวันอื่นๆ ด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">หากทำได้ดังนี้วัฒนธรรมล่ารางวัลและล่าความสุขทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ก็คงจะบรรเทาลง</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;"><em><strong>เอกภพ สิทธิวรรณธนะ</strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.budnet.org/article/?feed=rss2&amp;p=1096</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สัจธรรมในยามเล่น</title>
		<link>http://www.budnet.org/article/?p=1093</link>
		<comments>http://www.budnet.org/article/?p=1093#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Apr 2013 04:34:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เครือข่ายพุทธิกา</dc:creator>
				<category><![CDATA[คอลัมน์ มองย้อนศร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.budnet.org/article/?p=1093</guid>
		<description><![CDATA[โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 13 เดือนมกราคม 2556 “ฉันคิดว่าบางทีคนเราควรจริงจังกับการเล่น และบางทีก็ควรเล่นๆ ในเรื่องจริงเสียบ้าง” ไม่ว่า ณ ขณะนี้คุณจะอายุเท่าไรก็ตาม ฉันเชื่อว่าคุณต้องเคยผ่านประสบการณ์การเล่นในวัยเด็กมาบ้าง หากลองย้อนกลับไปทบทวนถึงช่วงเวลานั้น ฉันก็เชื่ออีกว่า จะต้องมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของคุณเป็นแน่แท้ และไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกที่จะมีหยดน้ำใสๆ เอ่อคลอด้วย เพราะฉันก็เป็นคนหนึ่งที่พอนึกย้อนกลับไปถึงการเล่นในช่วงวัยเด็กทีไร ก็อดไม่ได้ที่จะต้องหวนนึกถึงการเล่นที่นำมาซึ่งโศกนาฏกรรมในครั้งนั้น! อย่างไรก็ตาม นั่นคือสิ่งที่เราแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว และฉันก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะชวนคุณมาขุดค้นหาปมในวัยเด็ก ฉันจะชวนคุณมาทบทวนเรื่องของเล่นและการเล่นในชีวิตของเราต่างหาก มีกวีบทหนึ่งที่ฉันชอบมาก ชื่อว่า ของเล่น* รจนาโดยท่านรพินทรนาถ ฐากูร เป็นบทกวีที่ว่าด้วยความสุขของเด็กน้อยในยามที่เกลือกกลิ้งอยู่ท่ามกลางดงฝุ่น ก้อนหิน และกิ่งไม้หัก ในขณะที่ผู้ใหญ่สาละวนอยู่กับตัวเลขในบัญชี การสะสมแท่งเงินแท่งทองและของเล่นราคาแพง บทกวียังกล่าวต่อไปอีกด้วยว่า ผู้ใหญ่มักดิ้นรนค้นหาแต่วัตถุที่ไม่มีวันจะได้ครอบครองอย่างแท้จริง แต่เขาก็ยังทุ่มเทเวลาและแรงพลังทั้งหมดให้กับมัน และหลงลืมไปว่า มันเป็นเพียงการละเล่นอย่างหนึ่งของชีวิตเท่านั้นเอง ก้อนหินและกิ่งไม้ในมือของเด็กน้อย อาจจะกลายเป็นคฤหาสน์และป้อมปราการ เขาจะสร้างมันอย่างประณีตบรรจง แต่เมื่อมันพังทลายลงไป เขาก็เพียงแค่ลุกขึ้นไปเล่นอย่างอื่นแทน ฟ่อนเงินและรถยนต์คันหรูในมือของผู้ใหญ่ เมื่อได้มาพร้อมกับการสลักชื่อว่าตนเป็นผู้ครอบครอง เขาจะเฝ้าทะนุถนอมมันเป็นอย่างดี และเมื่อสูญเสียไป เขาจะฟุบหน้าร้องไห้ ทุ่มโทษโชคชะตาหรืออะไรก็ตามแต่ และเปลี่ยนชื่อตัวเองว่าเป็นผู้ล้มละลาย หมดสิ้นแรงพลังที่จะสร้างสรรค์ใดๆ ต่อไปได้อีก เด็กๆ อาจมองอย่างงุนงงว่า ทำไมผู้ใหญ่จึงไม่ยอมเปลี่ยนของเล่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;"><em><strong>โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 13 เดือนมกราคม 2556</strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;"><em><strong><img class="alignnone" title="img" src="http://taamkru.com/media/images/articlepics/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%96%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99-01.jpg" alt="" width="615" height="212" /><br />
</strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;">“ฉันคิดว่า<em>บางทีคนเราควรจริงจังกับการเล่น และบางทีก็ควรเล่นๆ ในเรื่องจริงเสียบ้าง</em>”</p>
<p style="text-align: justify;">ไม่ว่า ณ ขณะนี้คุณจะอายุเท่าไรก็ตาม ฉันเชื่อว่าคุณต้องเคยผ่านประสบการณ์การเล่นในวัยเด็กมาบ้าง หากลองย้อนกลับไปทบทวนถึงช่วงเวลานั้น ฉันก็เชื่ออีกว่า จะต้องมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของคุณเป็นแน่แท้ และไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกที่จะมีหยดน้ำใสๆ เอ่อคลอด้วย เพราะฉันก็เป็นคนหนึ่งที่พอนึกย้อนกลับไปถึงการเล่นในช่วงวัยเด็กทีไร ก็อดไม่ได้ที่จะต้องหวนนึกถึงการเล่นที่นำมาซึ่งโศกนาฏกรรมในครั้งนั้น!<br />
<span id="more-1093"></span><br />
อย่างไรก็ตาม นั่นคือสิ่งที่เราแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว และฉันก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะชวนคุณมาขุดค้นหาปมในวัยเด็ก ฉันจะชวนคุณมาทบทวนเรื่องของเล่นและการเล่นในชีวิตของเราต่างหาก</p>
<p style="text-align: justify;">มีกวีบทหนึ่งที่ฉันชอบมาก ชื่อว่า <em>ของเล่น</em>*  รจนาโดยท่านรพินทรนาถ ฐากูร เป็นบทกวีที่ว่าด้วยความสุขของเด็กน้อยในยามที่เกลือกกลิ้งอยู่ท่ามกลางดงฝุ่น ก้อนหิน และกิ่งไม้หัก ในขณะที่ผู้ใหญ่สาละวนอยู่กับตัวเลขในบัญชี การสะสมแท่งเงินแท่งทองและของเล่นราคาแพง บทกวียังกล่าวต่อไปอีกด้วยว่า ผู้ใหญ่มักดิ้นรนค้นหาแต่วัตถุที่ไม่มีวันจะได้ครอบครองอย่างแท้จริง แต่เขาก็ยังทุ่มเทเวลาและแรงพลังทั้งหมดให้กับมัน และหลงลืมไปว่า มันเป็นเพียงการละเล่นอย่างหนึ่งของชีวิตเท่านั้นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">ก้อนหินและกิ่งไม้ในมือของเด็กน้อย อาจจะกลายเป็นคฤหาสน์และป้อมปราการ เขาจะสร้างมันอย่างประณีตบรรจง แต่เมื่อมันพังทลายลงไป เขาก็เพียงแค่ลุกขึ้นไปเล่นอย่างอื่นแทน</p>
<p style="text-align: justify;">ฟ่อนเงินและรถยนต์คันหรูในมือของผู้ใหญ่ เมื่อได้มาพร้อมกับการสลักชื่อว่าตนเป็นผู้ครอบครอง เขาจะเฝ้าทะนุถนอมมันเป็นอย่างดี และเมื่อสูญเสียไป เขาจะฟุบหน้าร้องไห้ ทุ่มโทษโชคชะตาหรืออะไรก็ตามแต่ และเปลี่ยนชื่อตัวเองว่าเป็นผู้ล้มละลาย หมดสิ้นแรงพลังที่จะสร้างสรรค์ใดๆ ต่อไปได้อีก</p>
<p style="text-align: justify;">เด็กๆ อาจมองอย่างงุนงงว่า ทำไมผู้ใหญ่จึงไม่ยอมเปลี่ยนของเล่น เพราะเมื่ออันหนึ่งพัง เขาก็สามารถไปเล่นอย่างอื่นได้</p>
<p style="text-align: justify;">การเล่นของเด็กสอนปรัชญาชีวิตให้กับผู้ใหญ่อย่างหลักแหลมและแจ่มชัดเสมอมา แต่อาจเป็นเพราะเราหลงลืมหรือยุ่งจนไม่มีเวลาพอที่จะมองเห็น</p>
<p style="text-align: justify;">เคยมีตลกร้ายที่เล่าขานสืบต่อกันมาหลายยุคหลายสมัยว่า พอเด็กๆ เล่นด้วยกัน ทะเลาะกัน ลงท้ายด้วยใครสักคนหัวโนหรือฟกช้ำ ตกเย็นก็ยกนิ้วโป้งให้กันก่อนกลับบ้าน คนเป็นพ่อแม่ก็เดือดเนื้อร้อนใจ และเพื่อปกป้องลูกของตัวเองจึงลงเอยด้วยการตำหนิเพื่อนของลูกว่าเป็นเด็กไม่ดีบ้างล่ะ ขี้โกงบ้างล่ะ หรือเล่นแรงบ้างล่ะ ลุกลามจนกลายเป็นผู้ใหญ่โกรธกัน ในขณะที่พอถึงเช้าวันใหม่พวกลูกๆ ก็เดินมาเกี่ยวก้อยคืนดี แล้วก็คิดหาเกมสนุกๆ เล่นกันต่อไป แต่ผู้ใหญ่กลับบาดหมางกันไปเสียแล้ว มิหนำซ้ำยังห้ามเด็กๆ พบกัน ห้ามเล่นด้วยกันอีกต่างหาก</p>
<p style="text-align: justify;">นั่นเป็นเพราะว่าผู้ใหญ่เราไม่ยอมทำให้เรื่องราวต่างๆ ในชีวิตเป็นเรื่องเล่นๆ เราคร่ำเคร่งเพ่งโทษและตัดสินคนอื่นหรือแม้กระทั่งตัวเองอยู่เสมอ การยอมรับความผิดพลาดจึงทำได้ยากกว่าเด็กๆ หลายเท่านัก ซึ่งตัวการสำคัญก็คือ <em>ตัวกู ของกู</em> นั่นเอง ทำนองว่าลูกของฉันเจ็บ ฉันก็เจ็บ ลูกของเธอผิด เธอก็ต้องผิดด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">และไม่เพียงแต่ลูกเท่านั้นหรอกที่เราเผลอเติมความเป็นเจ้าของต่อท้ายลงไป ยังมีแฟนของฉัน สามี/ภรรยาของฉัน บ้านของฉัน รถของฉัน สมาร์ทโฟนของฉัน ลูกน้องของฉัน หมาแมวของฉัน ฯลฯ มิหนำซ้ำยังสำคัญมั่นหมายว่า นี่คือของของฉันจริงๆ</p>
<p style="text-align: justify;">นอกจากเราจะไม่ยอมเป็นผู้เล่นในเกมชีวิตแล้ว เรายังไม่ให้ความสำคัญกับการเล่นของเด็กๆ อีกด้วย เราปล่อยให้เครื่องจักรกลที่ไร้หัวจิตหัวใจมาขโมยจินตนาการและโอกาสที่เด็กๆ จะได้สัมผัสกับการเล่นตามธรรมชาติไปจนแทบหมดสิ้น ซึ่งแม้ว่าพ่อแม่จะหาเงินมาซื้อของเล่นราคาแพงที่สามารถสร้างเสริมพัฒนาการของลูกได้ ก็เกิดประโยชน์ไม่มากนัก เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำลายสมบัติล้ำค่าที่ติดตัวของเด็กๆ มาตั้งแต่เกิดลงทีละน้อยๆ จนแทบไม่เหลือหลอ</p>
<p style="text-align: justify;">ในมุมที่ขัดแย้งกัน ไม่ว่าเราจะเกี่ยวข้องกับเด็กๆ ในฐานะอะไร เราย่อมคาดหวังที่จะให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นคนเก่ง ดี มีความสามารถ มีจิตใจที่อ่อนโยน และเฉลียวฉลาด ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าว เราก็คาดหวังต่อไปอีกว่าโรงเรียนจะเป็นคนจัดการให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ ผู้ปกครองมีหน้าที่หาเงินมาจ่ายค่าบริการเหล่านี้เท่านั้น</p>
<p style="text-align: justify;">ฉันเข้าใจเหตุผลของคนที่เป็นผู้ปกครองทั้งหลาย เห็นใจคุณครู และสงสารเด็กๆ แต่ก็ไม่ชื่นชมและไม่สนับสนุนขบวนการดังกล่าวแม้แต่น้อย การส่งเด็กๆ ไปอยู่ในโรงเรียนที่เน้นด้านวิชาการเร็วเกินไป จะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของเด็กตามธรรมชาติ การเร่งให้เด็กท่องจำคำศัพท์ต่างๆ ก่อนการลงมือเล่นตามจินตนาการ มีความอันตรายพอๆ กับการจับลูกสิงโตแรกเกิดมาเลี้ยงไว้ในกรง แล้วป้อนด้วยเศษขนมปังทั้ง 3 มื้อ พอโตเต็มวัยก็เปิดประตูกรงให้ออกไปหาอาหารในป่าเอง และคาดหวังว่ามันจะกลายเป็นเจ้าป่าที่สง่างามและสมบูรณ์แบบ</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะเราใช้ชีวิตที่ถอยห่างออกจากธรรมชาติและความเรียบง่าย ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ จึงผลิตขึ้นจากสารประกอบเคมีและระบบอุตสาหกรรม ประสาทสัมผัสทั้งห้าได้รับแต่สิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น เสียง ภาพ รส และสัมผัส ส่งผลต่อเนื่องไปถึงการมีประสบการณ์ที่ผ่านการปรุงแต่งหรือทำเทียม สติปัญญาจึงเติบโตในพื้นที่ที่จำกัด มิพักต้องพูดถึงการเติบโตทางจิตวิญญาณหรือญาณทัสนะด้วยซ้ำไป</p>
<p style="text-align: justify;">อาจดูเหมือนเป็นบทความที่เต็มไปด้วยความหดหู่สิ้นหวัง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำอะไรไม่ได้เลย โปรดอย่าลืมว่า นี่ก็เป็นการเล่นอย่างหนึ่งเท่านั้น!</p>
<p style="text-align: justify;">หากคุณเริ่มเห็นว่าทำไมเราจึงควรจริงจังกับการเล่นขึ้นมาบ้างแล้ว เราอาจเริ่มต้นเป็น “ผู้เล่นมือสมัครเล่น” ในโอกาสที่ “วันเด็ก” เวียนมาถึงนี้ก็ได้ เริ่มจากการพาเด็กๆ ออกไปเล่นข้างนอก ท่ามกลางทุ่งหญ้าหรือหาดทราย สายลม และแสงแดด แล้วมองดู(แต่อย่าให้เขารู้ตัว)ว่า “ผู้เล่นมือโปร” นั้นเขาเล่นกันอย่างไร</p>
<p style="text-align: justify;">ฉันขอเดาว่า ทุกครั้งที่คลื่นซัดปราสาททราย หรือสายลมหอบกระท่อมใบหญ้าของพวกเขาพังลง พวกเขาจะหัวเราะแล้วสร้างมันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง สำหรับฉัน นี่คือนาฏกรรมการแสดงธรรมที่งดงามและบริสุทธิ์ที่สุดอีกฉากหนึ่งเลยทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;<br />
* <strong>ของเล่น</strong> (Plaything) เป็นกวีบทหนึ่งในบทกวีเรื่อง “ศิศ” ซึ่งหมายถึง “เด็กๆ” ที่ท่าน<strong>รพินทรนาถ ฐากูร</strong>รจนาไว้เมื่อคราวที่อยู่เป็นเพื่อนลูกสาวคนที่สองที่รักษาตัวในสถานพยาบาลบนภูเขา ภายหลังได้มีการแปลบางส่วนเป็นภาษาอังกฤษในชื่อว่า “The Crescent Moon” และถอดความออกมาเป็นภาษาไทยโดย ปรีชา ช่อปทุมมา ในชื่อ “จันทร์เสี้ยว”</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;"><em><strong>มะลิ ณ อุษา</strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.budnet.org/article/?feed=rss2&amp;p=1093</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การผลิบานหลังงานเลี้ยง</title>
		<link>http://www.budnet.org/article/?p=1087</link>
		<comments>http://www.budnet.org/article/?p=1087#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Apr 2013 02:06:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เครือข่ายพุทธิกา</dc:creator>
				<category><![CDATA[คอลัมน์ มองย้อนศร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.budnet.org/article/?p=1087</guid>
		<description><![CDATA[โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 6 เดือนมกราคม 2556 หลังจากการเดินทางและงานเฉลิมฉลองสิ้นสุดลง ก็ถึงเวลาที่ต้องกลับมาเผชิญกับชีวิตประจำวันที่แสนจะธรรมดา(และอาจจะน่าเบื่อหน่ายสำหรับบางคน)กันอีกครั้ง ในความรู้สึกของฉัน ช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาวๆ ติดต่อกัน มักมีมือมืดที่คอยผลักไสให้เราต้องรีบออกจากที่พำนักอันแสนจำเจ ในขณะเดียวกัน แสงแดดและสายลมเบื้องนอกก็คอยกวักมือเรียกอยู่เหยงๆ ดังนั้น ถนนทั้งสายหลักและรองที่มุ่งหน้าออกจากเมืองหลวงจึงคลาคล่ำไปด้วยยวดยานและความปรารถนาของผู้คน ความสุขรออยู่เบื้องหน้า&#8230;นั่นคือความปรารถนา ความทุกข์ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง&#8230;นั่นคือความคาดหวัง ฉันเองก็เช่นกัน ทุกครั้งที่ยกเป้เกาะหลัง ภาพความสุขเบื้องหน้าก็ปรากฏขึ้นมารังรอง การออกเดินทางคือภารกิจของชีวิต คือความรื่นรมย์ที่เราดั้นด้นไปค้นหาตามสถานที่ต่างๆ และสิ้นสุดลงพร้อมกับพลังชีวิตที่ค่อยๆ เหือดหายไป เมื่อเรากลับมาเผชิญกับชีวิตประจำวันแบบเดิมๆ รอคอยเพื่อที่จะมีโอกาสได้ออกเดินทางไปเติมพลังในช่วงวันหยุดยาวอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง สำหรับวันหยุดยาวและโอกาสพิเศษที่เพิ่งสิ้นสุดลงนี้ ภาพเหตุการณ์อันแสนคุ้นเคยหมุนเวียนกลับมาปรากฏตรงหน้าอีกครั้ง เพลง Alone Again ของหมู่บ้านพลัมทอดทำนองอ้อยอิ่งในห้วงความรู้สึก โดยเฉพาะท่อนที่ว่า “สู่ความเดียวดายอีกครั้ง แล้วฉันก็จะเดินหน้าต่อไป” ตอกย้ำด้วยภาพต้นไม้ใบหญ้าที่อุตส่าห์ฟูมฟักมาตลอดปี ออกอาการทิ้งใบสีน้ำตาลแห้งกรอบเป็นทิวแถว เนื่องจากขาดน้ำเป็นเวลานาน ฉันปลดเครื่องหลังลงด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว งานรื่นเริงจบลงอย่างสิ้นเชิง! คล้ายกับว่าอาการซึมเซาหลังงานเลี้ยง หรือที่เรียกว่า Post-Vacation Syndrome กำลังรุมเร้าจิตใจอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง และฉันก็ยินดีที่จะเปิดประตูรับมันเข้ามาเสียด้วยสิ สองสามวันถัดมา ความหวังที่เคยคิดว่าสูญสิ้นไปนั้น ได้หวนกลับมาอีกครั้งในรูปของตุ่มตาเล็กๆ สีเขียวตามกิ่งก้านสีน้ำตาล ซึ่งเป็นภาพงานเฉลิมฉลองที่งดงามที่สุดในห้วงยามนี้เลยทีเดียว แต่พอนึกย้อนกลับมาที่ตัวเองแล้วให้รู้สึกละอายแก่ใจที่รีบตีตนไปก่อนไข้ แค่เห็นใบกรอบๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff00ff;"><em><strong>โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 6 เดือนมกราคม 2556</strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff00ff;"><em><strong><img class="alignnone" title="img" src="https://fbcdn-sphotos-c-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/p206x206/601812_443546005736945_1980291640_n.jpg" alt="" width="274" height="206" /><br />
</strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;">หลังจากการเดินทางและงานเฉลิมฉลองสิ้นสุดลง ก็ถึงเวลาที่ต้องกลับมาเผชิญกับชีวิตประจำวันที่แสนจะธรรมดา(และอาจจะน่าเบื่อหน่ายสำหรับบางคน)กันอีกครั้ง<br />
ในความรู้สึกของฉัน ช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาวๆ ติดต่อกัน มักมีมือมืดที่คอยผลักไสให้เราต้องรีบออกจากที่พำนักอันแสนจำเจ ในขณะเดียวกัน แสงแดดและสายลมเบื้องนอกก็คอยกวักมือเรียกอยู่เหยงๆ ดังนั้น ถนนทั้งสายหลักและรองที่มุ่งหน้าออกจากเมืองหลวงจึงคลาคล่ำไปด้วยยวดยานและความปรารถนาของผู้คน<br />
<span id="more-1087"></span><br />
ความสุขรออยู่เบื้องหน้า&#8230;นั่นคือความปรารถนา</p>
<p>ความทุกข์ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง&#8230;นั่นคือความคาดหวัง</p>
<p>ฉันเองก็เช่นกัน ทุกครั้งที่ยกเป้เกาะหลัง ภาพความสุขเบื้องหน้าก็ปรากฏขึ้นมารังรอง การออกเดินทางคือภารกิจของชีวิต คือความรื่นรมย์ที่เราดั้นด้นไปค้นหาตามสถานที่ต่างๆ และสิ้นสุดลงพร้อมกับพลังชีวิตที่ค่อยๆ เหือดหายไป เมื่อเรากลับมาเผชิญกับชีวิตประจำวันแบบเดิมๆ รอคอยเพื่อที่จะมีโอกาสได้ออกเดินทางไปเติมพลังในช่วงวันหยุดยาวอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง</p>
<p style="text-align: justify;">สำหรับวันหยุดยาวและโอกาสพิเศษที่เพิ่งสิ้นสุดลงนี้ ภาพเหตุการณ์อันแสนคุ้นเคยหมุนเวียนกลับมาปรากฏตรงหน้าอีกครั้ง เพลง Alone Again ของหมู่บ้านพลัมทอดทำนองอ้อยอิ่งในห้วงความรู้สึก โดยเฉพาะท่อนที่ว่า <em>“สู่ความเดียวดายอีกครั้ง แล้วฉันก็จะเดินหน้าต่อไป”</em> ตอกย้ำด้วยภาพต้นไม้ใบหญ้าที่อุตส่าห์ฟูมฟักมาตลอดปี ออกอาการทิ้งใบสีน้ำตาลแห้งกรอบเป็นทิวแถว เนื่องจากขาดน้ำเป็นเวลานาน</p>
<p style="text-align: justify;">ฉันปลดเครื่องหลังลงด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว งานรื่นเริงจบลงอย่างสิ้นเชิง! คล้ายกับว่าอาการซึมเซาหลังงานเลี้ยง หรือที่เรียกว่า Post-Vacation Syndrome กำลังรุมเร้าจิตใจอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง และฉันก็ยินดีที่จะเปิดประตูรับมันเข้ามาเสียด้วยสิ</p>
<p style="text-align: justify;">สองสามวันถัดมา ความหวังที่เคยคิดว่าสูญสิ้นไปนั้น ได้หวนกลับมาอีกครั้งในรูปของตุ่มตาเล็กๆ สีเขียวตามกิ่งก้านสีน้ำตาล ซึ่งเป็นภาพงานเฉลิมฉลองที่งดงามที่สุดในห้วงยามนี้เลยทีเดียว แต่พอนึกย้อนกลับมาที่ตัวเองแล้วให้รู้สึกละอายแก่ใจที่รีบตีตนไปก่อนไข้ แค่เห็นใบกรอบๆ สีน้ำตาลก็พาลนึกว่าต้นไม้ตายเสียแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">ทั้งๆ ที่ที่จริงแล้วก็รู้อยู่แก่ใจว่า <em>เบื้องหลังการสิ้นสุดของสิ่งหนึ่งย่อมนับเป็นจุดเริ่มต้นของอีกสิ่งหนึ่งเสมอ</em> แต่เรา-ผู้ซึ่งสำคัญมั่นหมายอยู่แต่กับความเป็นนิจนิรันดร์ จึงตื่นตระหนกเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น โดยเฉพาะในทางที่พลัดพรากสูญเสีย</p>
<p style="text-align: justify;">ในทางการแพทย์ผู้ที่มีอาการซึมเซาหลังงานเลี้ยง โดยทั่วไปมักจะปรับตัวได้ภายใน 2 &#8211; 3 วัน นี่คือข่าวดี ในทางจิตวิญญาณการปรับตัวเร็วเกินไป ทำให้เรามองไม่เห็นบทเรียนหรือจุดติดขัดในการที่จะปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาตัวเอง และมีโอกาสที่จะเผชิญกับเหตุการณ์เดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และแน่นอนว่า นี่คือข่าวร้าย</p>
<p style="text-align: justify;">วันที่บทความฉบับนี้ได้รับการตีพิมพ์ ฉันคาดว่าคุณคงเริ่มปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันได้แล้ว และก็คาด (ปรามาส) ต่อไปอีกว่าจะเป็นร่องความคุ้นชินเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็น การจัดการกับอารมณ์ยามที่แช่อยู่บนเส้นทางจากบ้านไปที่ทำงาน การปฏิสัมพันธ์กับเจ้านายที่ไม่คงเส้นคงวา หรือเพื่อนร่วมงานที่ชอบซุบซิบนินทา ลูกดื้อ หมาป่วย ฯลฯ ความหงุดหงิดกลับมาประจำการอีกครั้ง โดยที่เราเป็นคนเปิดประตูรับมันกลับมา</p>
<p style="text-align: justify;">ลองคิดเล่นๆ ว่า อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าฉันไม่ยอมให้ใบไม้แห้งๆ สีน้ำตาลหลุดร่วงไป มิหนำซ้ำยังพยายามฉุดรั้งมันเอาไว้ ฉันอาจจะหากาวมาติดหรือหาเทปกาวมายึด เพราะคิดว่านั่นคือการยืดชีวิตต้นไม้ออกไป สำคัญมั่นหมายว่ามันจะต้องอยู่อย่างนั้นนานเท่านาน เมื่อนั้นแหละความตายที่แท้จริงจะเกิดขึ้น และการสูญเสียที่แท้จริงก็จะตามมา ตุ่มตาสีเขียวคงไม่มีโอกาสได้ผุดขึ้นมา เพราะใบเก่าไม่สามารถหลุดร่วงไปได้</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะเราไม่ยอมทิ้ง ไม่ยอมปล่อยวางสิ่งที่ได้ผ่านไปแล้ว กลับพยายามฉุดรั้งมันไว้อย่างโง่เขลา เฝ้ามองด้วยความวาดหวังว่ามันจะยังคงอยู่อย่างเดิมชั่วนาตาปี อืม&#8230;ขออภัยที่ต้องบอกว่า เรากำลังหลอกตัวเองไปวันๆ หลอกตัวเองว่าใบไม้สีน้ำตาลนั้นเป็นสีเขียว ซากกิ่งไม้หงิกๆ งอๆ นั้นคือช่อดอกอันงดงาม ถ้าหากพอใจเช่นนั้นฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอก เชิญหาความบันเทิงตามความสมัครใจเถิด</p>
<p style="text-align: justify;">แต่ถ้าหากคุณสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของชีวิตที่กำลังดำเนินอยู่อย่างปกตินี้ ขอเชิญสะกิดใบไม้สีน้ำตาลให้หลุดร่วงลงทีละใบๆ เถิด ฉันขอแสดงความยินดีด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">ไม่ใช่แต่ใบไม้หรอกที่จำต้องหลุดร่วงไป คราวหนึ่งในเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กันนี้ กุหลาบหนูสีชมพูกำลังแย้มบาน และฉันก็จำเป็นต้องออกเดินทาง สิ่งที่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าเวลาที่กลับมาถึงบ้านคือ กลีบดอกสีชมพูแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมแดงแห้งคาต้น การจากไปของดอกกุหลาบหนูในห้วงยามที่กำลังแย้มบานนั้นบ่งบอกว่า ไม่ใช่แต่เหตุการณ์ธรรมดาในชีวิตประจำวันหรือความทุกข์เท่านั้นหรอกที่เราจำต้องปล่อยวาง ความสุขสดชื่นเองก็มีวันแปรเปลี่ยนไม่คงทนเช่นกัน</p>
<p style="text-align: justify;">หากพิจารณาอย่างถ้วนถี่ ไม่ว่าจะเป็นใบไม้ กิ่งไม้ หรือแม้แต่ดอกไม้ที่หลุดร่วงไป ล้วนทับถมอยู่ที่โคนต้น รอเวลาย่อยสลายกลายเป็นหนึ่งเดียวกันผืนดิน เป็นปุ๋ยหล่อเลี้ยงให้ต้นไม้เติบโตเข้มแข็งต่อไป ทั้งนี้ ต้นไม้ที่ไม่ยอมทิ้งใบย่อมแคระแกร็นฉันใด คนที่ไม่ยอมปล่อยวางอดีตย่อมเติบโตช้าฉันนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">ทีนี้ กลับมาที่งานเฉลิมฉลองที่เพิ่งผ่านไปอีกครั้ง นอกจากภาพถ่าย ของฝาก และเรื่องเล่าระหว่างทางแล้ว คุณเก็บอะไรกลับมาอีกบ้าง อาการเมาค้าง? หรือตัวเลขติดลบในบัญชี? หรือ&#8230;</p>
<p style="text-align: justify;">หากมีเวลานอกเหนือจากภารกิจในชีวิตประจำวัน ฉันขอให้คุณช่วยพิจารณาด้วยว่า มีใบไม้แห้งสีน้ำตาลที่ควรจะถูกสะกิดให้หลุดร่วงไปหรือเปล่า แล้วมีตุ่มตาสีเขียวของสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นแผนงานที่เกิดจากแรงบันดาลใจระหว่างการเดินทาง กิจกรรมยามว่างที่สร้างสรรค์ หรือการพบปะสนทนากับบุคคลที่น่าสนใจ เหล่านี้ใช่สิ่งที่อยากจะให้ผลิบานเติบโตในชีวิตของคุณหรือเปล่า</p>
<p style="text-align: justify;">แม้สถานการณ์ภายนอกจะดูเหมือนไม่เปลี่ยนแปลง แต่แทนที่จะซึมเซาโหยหาอาลัยกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เรามามองหาหรือสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ณ ที่นี่เดี๋ยวนี้กันเลยดีกว่าไหม ไม่ต้องรอให้มือมืดมาผลักเราออกไปแสวงหาจากข้างนอกในโอกาสหยุดยาวครั้งหน้า ซึ่งบางทีกว่าจะถึงวันนั้น ต้นไม้ในกระถางของเราอาจจะเฉาตายอย่างแท้จริงไปก่อนก็ได้</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff00ff;"><em><strong>มะลิ ณ อุษา</strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.budnet.org/article/?feed=rss2&amp;p=1087</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
