ฟ้าย่อมกว้างกว่าปีกเสมอ ตอนที่ 1 อิสรภาพข้างเขียง

เขียนโดย เครือข่ายพุทธิกา | ใน คอลัมน์ มองย้อนศร | วันที่ 17-09-2013

0

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 21 เดือนกรกฎาคม 2556


แต่ไหนแต่ไรมา ฟ้าไม่เคยปิดประตูใส่หน้าเรา แล้วตะโกนไล่ให้กลับไปอยู่ในกรงเล็กๆ อันแสนอับทึมนั้น ตรงกันข้าม ฟ้าเปิดกว้างและรอคอยเราเสมอ…แต่ทำไมเราจึงไม่ยอมกระพือปีกเสียทีนะ

เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ภารกิจประจำวันของเด็กหญิงวัย 5 – 6 ขวบคนหนึ่ง คือการเดินตามพี่ชายไปจับตั๊กแตนในสนามหญ้าตอนเช้าตรู่ เพื่อนำมาป้อนให้ลูกนกเอี้ยงบาดเจ็บตัวหนึ่ง

ที่มาของลูกนกตัวนั้นเลือนลางไปจากความทรงจำแล้ว สิ่งที่ยังพอระลึกได้ คือมันเป็นลูกนกที่ตัวเล็กมาก ขนกระด่างกระดำ และบาดเจ็บ พ่อเป็นคนพามันมาและทำกรงจากไม้ไผ่ขนาดย่อมให้มัน แต่ช่วงแรกๆ ใช้เพียงลังกระดาษเจาะรูแล้วรองด้วยเศษใบไม้ใบหญ้าก็พอแล้ว

วันเวลาผ่านไป ภารกิจของเด็กน้อยทั้งสองยังคงดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งลูกนกเติบโตเป็นหนุ่ม มันมีขนสีดำเป็นมันปลาบ ส่งเสียงร้องสดใส ขาทั้งคู่กระโดดไปมาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตอนที่เด็กหญิงนำตั๊กแตนและอาหารเม็ดมาใส่ในถ้วยพลาสติกใบจิ๋วให้มัน แต่แล้ววันหนึ่งเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!

เด็กหญิงเผลอเปิดกรงนกทิ้งไว้ในขณะที่กำลังจะเติมน้ำให้มัน ชั่ววินาทีนั้นเอง เจ้านกหนุ่มก็บินเล็ดลอดออกไป เธอตกใจร้องเรียกแม่เสียงดัง ด้วยความรู้สึกกลัวว่าจะถูกตำหนิและลงโทษ เธอรีบอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น แม่ได้แต่ยิ้มและบอกว่า มันคงแข็งแรงพอที่จะออกไปหากินด้วยตัวเองแล้ว เราควรปล่อยมันเป็นอิสระได้แล้ว

เจ้าเอี้ยงหนุ่มบินไปเกาะกิ่งต้นมะม่วงหลังบ้าน แม่บอกให้เด็กหญิงคอยตามอารักขาห่างๆ เกรงว่าเจ้าแมวลายจอมตะกละจะทำร้ายมัน เด็กน้อยเฝ้ามองมันบินจากต้นไม้ต้นนั้นมาต้นนี้อยู่ภายในสวนหลังบ้านสักพัก ท้ายที่สุดมันก็เป็นฝ่ายบินนำทางเธอกลับเข้าบ้านเอง พ่อเตรียมสวิงรออยู่แล้ว และก็สามารถจับมันเข้ากรงได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับคำอธิบายยืดยาว เธอเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างตามประสา

พ่อบอกว่า แม้ว่าเจ้าเอี้ยงหนุ่มจะมีสัญชาตญาณของความเป็นนก มันคงอยากที่จะโบยบินไปไหนก็ได้ในท้องฟ้ากว้างๆ แต่สัญชาตญาณบางอย่างของมันไม่ได้ถูกฝึกอย่างถูกต้องมาแต่แรก ซึ่งพ่อหมายถึงการหาอาหาร เลือกอาหาร และเอาชีวิตรอดจากอันตราย จริงๆ แล้วปีกของมันก็ไม่ค่อยแข็งแรงนักหรอก เพราะมันเคยบินแต่ในกรงแคบๆ แทบจะไม่เคยสัมผัสสายลมที่รุนแรงข้างนอกเลยด้วยซ้ำไป

จากเหตุการณ์วันนั้น พ่อขยายกรงให้เจ้าเอี้ยงหนุ่มจนใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม ซึ่งกรงไม้ไผ่ขนาดราวๆ 1 ลูกบาศก์เมตรนี้ได้กลายเป็นนิวาสสถานไปตลอดอายุขัยของมัน แม้ว่าบางวันเด็กน้อยจะลืมปิดประตูกรง แต่เจ้าเอี้ยงก็ไม่เคยบินหนีออกมาอีกเลย

ยี่สิบกว่าปีหลังจากนั้น เช้าวันหนึ่งขณะที่ยืนหันรีหันขวางอยู่ในครัว ด้วยไม่รู้ว่าจะทำอะไรเป็นอาหารเช้าดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับข้าวกล่องแช่แข็งหมดไปตั้งแต่เมื่อเย็นวานแล้ว เหลือเพียงไข่เป็ด ผักบุ้งจีน (ซื้อมาไว้ใส่บะหมี่ต้ม) กับข้าวสารเก่าเก็บจนมอดขึ้นอีกหยิบมือ

หลังจากมื้อเช้าอันแสนเรียบง่ายผ่านไป ความรู้สึกบางอย่างก็ปรากฏขึ้นจางๆ

นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้ทำกับข้าวกินเองทุกขั้นตอนอย่างนี้?

จะโทษหน้าที่การงานที่ทำให้เราต้องหมกมุ่นอยู่กับมันจนไม่มีเวลาหรือเหนื่อยล้าเกินกว่าจะลงมือหุงหาอาหารก็ไม่เชิงนัก เพราะบางครั้งหลังเลิกงานเรายังมีเวลาขับรถฝ่าการจราจรที่แออัดคับคั่งไปนั่งรอในร้านอาหารเป็นชั่วโมง หรือจะโทษว่าเราไม่มีฝีมือในการทำอาหาร หรือเพราะต้องเตรียมเครื่องปรุงเครื่องไม้เครื่องมือยุ่งยาก หรือเพราะที่พักห้องเช่าไม่เอื้ออำนวย ฯลฯ เหตุผลเหล่านี้ล้วนมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือทั้งนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็คงมีสภาพไม่ต่างจากซี่กรงที่กักขังเราเอาไว้เช่นกัน

เมื่อเรื่องวกเข้ามาเกี่ยวกับอาหารการกิน ครั้นจะไม่พูดถึงมหากาพย์เรื่องข้าวก็เห็นจะไม่ครบรส อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ข้าวที่ปนเปื้อนสารเคมีในระดับที่เป็นอันตรายต่อการบริโภคนี้ เป็นเพียงตัวจุดประกายให้เรา-ในฐานะผู้บริโภคหันกลับมาใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่สำคัญต่อชีวิตของเราเองอีกครั้งหนึ่ง

ทุกวันนี้ ไม่จำเพาะแต่ในเมืองใหญ่เท่านั้นที่ผู้คนฝากชีวิตไว้กับร้านข้าวแกงและอาหารจานด่วน อาจกล่าวได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหงในประเทศก็ว่าได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งชุมชนเล็กๆ ที่แวดล้อมด้วยเรือกสวนไร่นา ชาวนาปลูกข้าวขาย หลังจากหักต้นทุนและหนี้สินแล้ว เงินที่เหลือชาวนาจะนำไปซื้อผัก(อาบสารพิษ 99%*) เนื้อหมูแถมสารเร่งเนื้อแดง ปลาตัดแต่งพันธุกรรม และไข่ไก่ที่อุดมด้วยฮอร์โมนมาประกอบอาหาร หรือไม่ก็ซื้อแกงถุงสำเร็จรูปจากตลาด

ผลกระทบที่ตามมาก็คือ สถิติผู้ป่วยด้วยโรคที่มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนสารเคมีอันตรายมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย และถ้าหากมีใครทำวิจัยเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจเกษตรเคมีภัณฑ์ ธุรกิจแปรรูปอาหาร กับธุรกิจเวชภัณฑ์หรือสถานพยาบาล ก็คงจะเกิดประโยชน์ต่อคนในสังคมไม่น้อย และถ้าจะให้ครบวงจรเพิ่มขึ้นไปอีกก็ควรขยายขอบเขตการศึกษาไปถึงมิติพุทธพาณิชย์และสัปเหร่อด้วย

นกเอี้ยง ตั๊กแตน กรงไม้ไผ่ คนไทย ข้าวปลอดมอด/ผักอาบสารพิษ และ…

และ…กรอบกรงหรือพันธนาการที่ถูกสร้างขึ้นมา ทั้งจากภายนอกและจากตัวเราเอง ไม่ว่าจะเป็นกระแสบริโภคนิยม สื่อโฆษณาชวนเชื่อ การเรียนการสอนที่ขาดความระมัดระวัง ความเคยชินต่อการได้มาอย่างง่ายๆ และรวดเร็ว การเสพติดในรสชาติที่เต็มไปด้วยการปรุงแต่ง รวมถึงเหตุผลต่างๆ นาๆ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาก่อนหน้านี้ด้วย

ที่สำคัญ(และน่าเศร้า) ก็คือ กรอบกรงหรือพันธนาการเหล่านี้ ไม่เคยลงกลอน และหากพิจารณาให้ดีๆ จะเห็นว่า มันไม่มีกระทั่งประตูด้วยซ้ำไป!

ทางออกนั้นเปิดกว้างอยู่เสมอ ขาดก็แต่ความกล้าหาญที่จะก้าวออกมาจากความลุ่มหลงในวิถีแบบเดิมๆ เท่านั้น หากเรารวบรวมความกล้าแล้วก้าวเท้าออกมา (หรือจะบินออกมาก็ได้) ก็จะพบว่ามีผู้คนจากแทบทุกวัยทุกสาขาอาชีพล่วงหน้ามาก่อนเราแล้ว ความแตกต่างหลากหลายนี้จะช่วยเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเกษตรกรที่เพาะปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี (เกษตรอินทรีย์ หรือ Organic) ร้านค้าที่นำผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์มาจัดจำหน่าย ร้านอาหารที่นำผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์มาประกอบอาหารขาย รวมไปถึงพนักงานบริษัทที่ปลูกผักสวนครัวในกระถางไว้บริโภคเอง

หากคิดในแง่เศรษฐศาสตร์แบบเอียงๆ ตามประสาคนไม่ถูกโรคกับตัวเลขและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ ถ้าวันนี้เราเริ่มปลูกผักสวนครัวหรือซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์มาประกอบอาหารเอง เราอาจจ่ายเงินเพิ่มอีกเล็กน้อยบวกกับต้องใช้เวลาในการทำอาหารอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง (ประมาณ 730 ชั่วโมงใน 1 ปี) แต่จะช่วยลดความเสี่ยงกับการต้องจ่ายค่ารักษาตัวด้วยโรคเรื้อรังและอาจต้องนอนรักษาตัวในช่วงปั้นปลายชีวิตวันละ 24 ชั่วโมง (8,760 ชั่วโมงใน 1 ปี)

นอกจากนั้น การปรับเปลี่ยนวิถีการกินการอยู่ของเรา ยังจะช่วยรักษาสมดุลทั้งในระบบเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิแรงงานด้วย ซึ่งยังไม่นับรวมผลที่เกิดขึ้นกับจิตใจที่เราจะพูดถึงกันในคราวหน้า

ได้ยินไหม…สายลมแห่งอิสรภาพกำลังกวักมือเรียกเราอยู่ ลองขยับปีกดูสิ!

———————————————————————————————————————
* ข้อมูลจาก จดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพฉบับสร้างสุข ฉบับที่ 137 จัดทำโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

มะลิ ณ อุษา

แสดงความคิดเห็น

You must be logged in to post a comment.