ฟ้าย่อมกว้างกว่าปีกเสมอ ตอนจบ ประวัติศาสตร์แห่งอิสรภาพ

เขียนโดย เครือข่ายพุทธิกา | ใน คอลัมน์ มองย้อนศร | วันที่ 17-09-2013

1

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 28 เดือนกรกฎาคม 2556


ตอนที่แล้วเราพูดถึงเจ้านกเอี้ยงเพลินกรงที่ได้รับการเลี้ยงดูโดยมนุษย์จนสูญเสียความสามารถในการหาอาหารด้วยตัวเอง ลึกๆ แล้วมันคงอยากโบยบินออกไปวาดปีกบนท้องฟ้าตามสัญชาตญาณอยู่เหมือนกัน เพราะเมื่อมีโอกาสหลุดออกมาจากกรงมันก็ทะยานสู่ท้องฟ้าทันทีทันใด แต่มันก็ไม่ได้ไปไหนไกล เพียงบินวนเวียนอยู่แถวๆ นั้น จนท้ายที่สุดก็กลับมาป้วนเปี้ยนบริวเณกรงของมันนั่นเอง

เป็นไปได้ไหมว่า เมื่อเราถูกปรนเปรอด้วยความสะดวกสบายหรือความสุขแบบกึ่งสำเร็จรูปแล้ว ศักยภาพในการแสวงหาหรือจัดการกับชีวิตด้วยตัวเองก็ลดลง เราพึ่งพาการจัดการแบบผูกขาดจากบุคคลภายนอกมากเกินไปหรือเปล่า?

นี่คือเรื่องราวที่เราพูดคุยกันในคราวที่แล้ว?

ไม่เพียงแต่เรื่องอาหารการกินเท่านั้น เนิ่นนานมาแล้วที่เราถูกจำกัดอิสรภาพแบบเบ็ดเสร็จในรูปแบบต่างๆ

หากมองย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีการทำสงครามยึดครองดินแดน ทรัพยากรธรรมชาติ และเชลย ระหว่างอาณาจักรต่างๆ มาทุกยุคทุกสมัย มีจารึกการต่อสู้เพื่อประกาศอิสรภาพย้อนกลับไปนับพันปี นอกจากนั้น ยังมีระบบข้าทาสทั้งในประเทศแถบยุโรป ละตินอเมริกา หรือแม้กระทั่งสยามประเทศ

อย่างไรก็ตาม เชลยศึกสงครามยังมีโอกาสที่จะได้รับอิสรภาพ เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไป ทาสยังมีโอกาสเป็นไท เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญถูกตราขึ้นใหม่

ทุกวันนี้ จำนวนเชลยศึกมีอยู่น้อยมาก หากจะมีก็จำกัดอยู่เพียงในดินแดนที่มีการสู้รบกันอยู่ในบางประเทศเท่านั้น ส่วนจำนวนทาสอาจนับได้เป็นศูนย์เลยทีเดียว แต่ก็ยังมีผู้คนอีกเป็นจำนวนมากที่ยังคงถูกพันธนาการ แม้ว่าจะปราศจากโซ่และที่คุมขังแล้วก็ตาม

คนไทยโชคดีที่ไม่ต้องเผชิญกับสภาพการเป็นเมืองขึ้นของใคร เราไม่ต้องถูกบังคับให้เรียนภาษาอื่น ไม่ถูกบังคับให้ต้องยอมรับกฎหมายที่เขียนโดยคนช่างชาติต่างวัฒนธรรม และไม่ต้องทนมองดูทรัพยากรถูกตักตวงไปจากผืนแผ่นดินโดยไม่อาจขัดขืน

เราสามารถเลือกเรียนภาษาใดก็ได้ตามความสมัครใจ เราได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายที่เขียนโดยตัวแทนที่เราเป็นคนเลือกเอง และเรามีอำนาจตัดสินใจในการจัดการทรัพยากร (ที่เหลืออยู่น้อยนิด) อย่างเต็มที่

แต่ทั้งหมดนี้ คือ สัญลักษณ์ของการมีอำนาจและอิสรภาพอย่างแท้จริงอย่างนั้นหรือ?

หากจะพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว เราแทบไม่มีอำนาจหรืออิสรภาพที่แท้จริงเลย เราเพียงแต่ถูกทำให้เข้าใจ(ผ่านการปรนเปรอ)ว่าเรามีอำนาจและอิสรภาพในการคิดและทำสิ่งต่างๆ เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกวิชาเรียน การเลือกสายงาน การเลือกผู้แทนราษฎร การแสดงความคิดเห็นในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดกับทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วอยู่ภายใต้การชี้นำหรือการจำกัดตัวเลือกให้อยู่ในขอบเขตแคบๆ ทั้งสิ้น

เหล่านี้ ถือเป็นประดิษฐกรรมในการจำกัดอิสรภาพของชนชั้นปกครองที่มีมาแต่ในอดีต แม้ทุกวันนี้ก็ยังคงปรากฏอยู่ในลักษณะของนักการเมือง นักธุรกิจ นักการตลาด และนักสื่อสารมวลชน

การถูกจำกัดอิสรภาพทางการคิดและการกระทำถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่ชนชั้นปกครองกระทำต่อประชาชน นี่คือปราการชั้นนอกที่โอบล้อมเราไว้จากอิสรภาพที่แท้จริง

แต่ยังมีปราการอีกชั้นหนึ่งที่แน่นหนาและแยบยลยิ่งกว่า นั่นคือ กำแพงภายในจิตใจที่เราเป็นคนก่อสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของเราเอง ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ เรามักปรนเปรอจิตใจตามเสียงบงการของกิเลสซึ่งล้วนแล้วแต่ช่วยย้ำให้พันธนาการแน่นหนายิ่งขึ้น ความสามารถในการเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกและมองเห็นความจริงก็จะค่อยๆ อ่อนแอลง

ถ้าเราโกรธใครสักคน เป็นไปได้ง่ายมากที่จะพร่ำบ่นก่นด่าคนๆ นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากลงไม้ลงมือทำอะไรสักอย่างได้ เราก็คงไม่รอช้าที่จะตอบโต้ให้สาสมกับความว้าวุ่นใจที่เกิดขึ้นกับเราอย่างแน่นอน นี่คือวิธีที่ง่ายที่สุดที่เราฝึกฝนมาจนชำนาญ ทุกครั้งที่รู้สึกโกรธเราก็จะมุ่งตรงมาหาวิธีการนี้ทันที ซึ่งก็เท่ากับเป็นการป้อนหนอนตัวอ้วนๆ ให้กับเจ้านกเอี้ยงนั่นเอง

การจะจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับชีวิตทำได้หลายวิธี ซึ่งวิธีที่เราจะพูดถึงในวันนี้คือ การฝึกฝืน เพื่อตัดช่องทางการปรนเปรอมิจฉาทิฐิให้กับจิตใจ แต่เปลี่ยนไปให้อาหารบำรุงกำลังสติปัญญาแทน ในขณะเดียวกันก็ทลายกำแพงที่เป็นปราการขวางกั้นเราจากอิสรภาพที่แท้จริงด้วย

ขอให้เราปล่อยความรู้สึกให้ผ่อนคลาย สมมติว่าตอนนี้เรากำลังเอกเขนกอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก ฉากที่ปรากฏบนหน้าจอทีวีคือภาพเหตุการณ์ที่เป็นต้นเหตุของอารมณ์โกรธในวันนั้น แต่วันนี้เราจะทำตัวเป็นเพียงผู้ชมเท่านั้น ขอให้เรากดปุ่มไล่ย้อนกลับไปเรื่อยๆ มองดูภาพที่ปรากฏตรงหน้าช้าๆ แล้วค้นหาว่า อะไรที่ทำให้คนในเหตุการณ์ทำอย่างนั้น และอะไรที่ทำให้อีกคนตอบโต้กลับไปอย่างนั้น? จากนั้นค้นให้ลึกยิ่งขึ้นอีกว่า อะไรคือแรงผลักดันที่อยู่เบื้องหลังของการกระทำนั้น ซึ่งบางครั้ง คำตอบที่ได้อาจแตกต่างจากภาพที่เรามองเห็นภายนอกก็ได้ เช่น การที่เจ้านายตำหนิลูกน้องด้วยถ้อยคำที่รุนแรง อาจมาจากความรู้สึกกังวลใจและผิดหวัง และในขณะเดียวกันเจ้านายก็กำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากลูกน้อง ขอให้ระมัดระวังหรือใส่ใจในการทำงานให้มากขึ้น เป็นต้น

การพยายามปรับเปลี่ยนมุมมองเช่นนี้เป็นเรื่องที่ต้องฝึก โดยเริ่มจากการรับรู้อารมณ์ที่กระเพื่อมขึ้นภายในจิตใจของเรา เท่าทันก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังงานในการตอบสนอง แน่นอนว่า ความเร็วตั้งแต่ความรู้สึกถูกกระทบจนกระทั่งตอบโต้กลับไปนั้น ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ซึ่งการฝึกมองให้เห็นถึงเบื้องหลังของเหตุการณ์ก่อนที่จะถูกอารมณ์ครอบงำจนถอนตัวไม่ขึ้น จะต้องเกิดขึ้นเร็วกว่านั้น!

ยิ่งเราปล่อยให้มิจฉาทิฐิในใจอดอาหารมากเท่าใด สติปัญญาก็จะเติบโตและแข็งแรงขึ้นเท่านั้น กำแพงที่เราก่อขึ้นมาปิดกั้นตัวเองจากสายลมแห่งอิสรภาพก็จะค่อยๆ ผุกร่อนและพังทลายลงในที่สุด เมื่อนั้นเราจึงจะได้โบยบินสู่อิสรภาพที่แท้จริง

มะลิ ณ อุษา

Comments posted (1)

ขอบคุณค่ะ

แสดงความคิดเห็น

You must be logged in to post a comment.