ทางเลือก : บทบาทกับตัวตน

เขียนโดย ชัยยศ ยโสธโร | ใน คอลัมน์ มองย้อนศร | วันที่ 25-01-2012

1

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 8 มกราคม 2555


ชายหนุ่มคนหนึ่ง ตลอดชีวิตเขาปรารถนาที่จะเป็นนักเขียน มันเป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่วัยเด็ก กระนั้นด้วยเงื่อนไขค่าครองชีพ และความเป็นจริง ทำให้ชายหนุ่มต้องเลือกอาชีพและการงานที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับเขา ชายหนุ่มเลือกทำงานเป็นบริกรแห่งหนึ่ง อาศัยเงินรายได้ค่าแรงและค่าทิปพิเศษจากแขกในร้าน ชายหนุ่มคาดหวังว่าน่าจะเพียงพอให้เขาสามารถมีช่วงเวลาที่จะทำงานเป็นนักเขียนเต็มตัว ทุกวันที่เลิกและว่างจากการงาน ชายหนุ่มตั้งใจว่าจะเขียนนิยายสักหน้า หรือสองหน้าเพื่อจบเรื่องราวที่ค้างคา แต่การงานที่หนัก ความเครียดความกดดันจากการงานก็ทำเอาสมอง สติปัญญาของชายหนุ่มเหนื่อยล้าเกินกว่าจะจับปากกาและขีดเขียนเรื่องราวออกมาได้ ความปรารถนาที่จะเป็นนักเขียนยังอยู่ในใจแต่การลงมือ กระทำ ก็ถูกกัดกร่อนลงเรื่อยๆ จากงานบริกรที่ดูดกินพลังงานของตน

เรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นกับชายหนุ่มอีกคนหนึ่งเช่นกัน อย่างไรก็ดีมีความแตกต่างบางประการในชายหนุ่มคนที่สองนี้ ทุกครั้งที่มีแขกเข้ามาในร้าน ไม่ว่าแขกนั้นจะมีพฤติกรรมอย่างไร ดีหรือเลวก็ตาม บริกรคนนี้เลือกที่จะเก็บรับข้อมูลและสังเกตเพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างสรรค์ตัวละครในนิยายของเขา ยามว่างชายหนุ่มคนนี้ก็จะจดบันทึกความคิดนึกต่างๆ ที่เกิดขึ้น บ่อยครั้งประเด็นเรื่องราวของตัวละคร เนื้อหาของเรื่องราวก็ผุดขึ้นมาระหว่างการทำงาน ระหว่างพบปะผู้คนมากมายที่เข้ามาในร้าน แต่ละขณะของชายหนุ่มคนนี้ไม่ว่าเขาจะอยู่บทบาทบริกร หรือคนธรรมดาในยามว่างงาน ความปรารถนาที่จะเป็นนักเขียนยังคงอยู่ อุปนิสัยในการสังเกตเรื่องราวรอบตัว การจดบันทึก การใส่ใจเรื่องราวรอบตัวช่วยทำให้ชายหนุ่มคนนี้มีวัตถุดิบมากมายและพร้อมที่โลดแล่นออกมาเป็นนิยาย เป็นงานสร้างสรรค์ที่ชายหนุ่มปรารถนา

หากเปรียบเทียบบทบาทเป็นหัวโขน เราต่างล้วนมีหัวโขนต่างๆ ผลัดกันเข้ามาสวมใส่ในตัวเรา บทบาทในเชิงความสัมพันธ์ เช่น การเป็นพ่อ แม่ ลูกหรือญาติพี่น้อง บทบาทในเชิงหน้าที่การงาน อาชีพและ บทบาทต่อตนเองในฐานะอัตลักษณ์ การยึดถือความเป็นตัวตนของเรา ฉันเป็นคนดี ฉันทำงานหนัก ฉันเป็น ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม สำนึกของบทบาทขับเคลื่อนให้เราดำเนินชีวิตไปตามระบบคุณค่า และค่านิยม อย่างไรก็ดีบทบาทเป็นเพียงแค่หัวโขน เป็นสิ่งชั่วคราวที่เข้ามาในชีวิต กระนั่นบทบาทก็เป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยนำพาความเป็นตัวตนของเราให้ได้แสดงออก ให้ได้สัมพันธ์กับผู้อื่นในทางเกื้อกูล สร้างสรรค์หรือ บั่นทอน ทำลายก็ได้ ขึ้นกับสำนึกในตัวตนของเราเอง

ชายหนุ่มคนแรกมองอาชีพนักเขียนในฐานะการงาน หรือบทบาทที่แยกออกไปจากตัวตนชีวิต ประจำวัน ชีวิตเหมือนกับส่วนเสี้ยวที่ไม่ได้สัมพันธ์กัน เพียงแค่มาต่อติด ไม่เกี่ยวข้องกัน ดังนั้นการดำเนิน ชีวิตของชายหนุ่มคนแรกจึงมีลักษณะแยกส่วน มุ่งใส่ใจเรื่องราวตรงหน้าเป็นเรื่องๆ เฉพาะเหตุการณ์ตรงหน้า ขณะนั้นๆ สิ่งที่ยากลำบากคือ อาชีพบริกรต้องอาศัยแรงกาย ขณะที่การงาน นักเขียนต้องอาศัยเน้นแรงงาน ทางความคิด ความรู้สึก ชายหนุ่มหลงลืมไปว่าไม่ว่าอาชีพการงานใดๆ ต่างล้วนต้องอาศัยการทำงาน ขับเคลื่อน ทั้งแรงกาย แรงใจและแรงความคิดนึก จินตนาการ สัดส่วนอาจต่างกันไปตามลักษณะการงาน แต่ทุกการงานต้องอาศัยแรงพลังทั้ง 3 ส่วน

สำหรับชายหนุ่มคนที่สอง สำนึกบทบาทอาชีพนักเขียนมีอยู่ตลอดเวลา แม้ขณะทำหน้าที่งานบริกร สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าดีหรือเลว บวกหรือลบ ก็เป็นเพียงประสบการณ์หนึ่งๆ เป็นวัตถุดิบอย่างหนึ่งที่เข้ามา ในอาชีพนักเขียน ท่าทีความปล่อยวางจึงเกิดขึ้นได้ง่ายดายกว่า และท่าทีเช่นนี้ก็เอื้อต่อการประสบความ สำเร็จในอาชีพนักเขียนมากกว่าด้วย ความตื่นรู้ในตนเอง และความรู้ตัวทั่วพร้อมจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ สร้างความแตกต่างระหว่างชายหนุ่ม 2 ท่านนี้ ความตื่นรู้เป็นเหมือนหยดน้ำเล็กๆ ที่ผุดขึ้นและสั่งสมจน สามารถทำให้การดำเนินชีวิตมีความหมาย และแตกต่างไปจากการดำเนินชีวิตด้วยความหลงหรือในภาวะ หลับใหล เราตื่นรู้เมื่อเราสามารถเปิดใจ เปิดความคิด พร้อมกับความรู้ตัวทั่วพร้อมก็ช่วยให้จังหวะก้าว แต่ละขณะของชีวิตเราหลุดออกจากภาวะหลับใหล จากภาวะความเคยชิน และเมื่อใดที่ความรู้ตัวทั่วพร้อม ทำงาน ชีวิตที่เป็นไปก็ขับเคลื่อนไปภายใต้การมีทางเลือกให้กับตนเองไม่ใช่ถูกบังคับเพราะอุปนิสัยเคยชิน

ในอีกด้านหนึ่งบทบาทก็เป็นเหมือนดาบสองคม ด้านบวก คือ บทบาทช่วยให้เรามีช่องทางแสดง ตัวตนสู่โลกภายนอก ขณะที่ด้านลบคือ บทบาทนี้ต้องอาศัยการปฏิสัมพันธ์แต่พอดี นั่นคือ หากเรา ละเลย บทบาทมากไป ผลที่เกิดคือ การขาดความรับผิดชอบ การละเลยบทบาทหน้าที่ แต่หากเรายึดถือ บทบาท มากไป ผลที่ได้คือ หัวโขนกับตัวตนเข้ามาสวมทับ จนสับสนปะปนระหว่างบทบาทหน้าที่กับความ เป็นตัวเรา ดังนั้นเมื่อเกิดสิ่งใดกระทบต่อหัวโขน กระทบต่อบทบาทหน้าที่ ตัวตนของเราก็ถูกกระทบถูกทำร้ายไปด้วย

ท่านอาจารย์พุทธทาสได้ตั้งข้อสังเกตว่า พระพุทธเจ้ามีฐานะเป็นพระพุทธเจ้า เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิก บาน เนื่องเพราะพระองค์ทรงทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า บทบาทหน้าที่จึงเป็นเหมือนภาพสะท้อน ตัวตนของ เรา การเรียนรู้ตัวตน รวมถึงการเติบโตงอกงาม เราจึงสามารถใช้เวทีบทบาทหน้าที่สร้างการเติบโต และงอก งามให้กับชีวิต ชีวิตมีทางเลือกเสมอ เมื่อเราเปิดใจ เปิดความคิด เปิดตัว เพราะนั่นหมายถึงการให้โอกาสการ ตื่นรู้กับตัวเราเอง

โดย…..ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ

Comments posted (1)

^_^

แสดงความคิดเห็น

*