อาจริยบูชา 20 ปีละสังขาร พระอาจารย์ชา สุภัทโท

เขียนโดย วีรศักดิ์ จันทร์ส่งแสง | ใน คอลัมน์ มองย้อนศร | วันที่ 03-02-2012

0

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 15 เดือน มกราคม 2555

img

อย่างเงียบ ๆ แต่ดำเนินสืบเนื่องมาทุกปีไม่เคยขาด

ถึงวันที่ 12 มกราคมของทุกปี ศิษยานุศิษย์จากทุกสารทิศทั่วประเทศและต่างประเทศ จะมารวมตัวกันที่วัดหนองป่าพง กางเต็นท์กางมุ้งกันใต้ร่มไม้สองฟากทางเดินตั้งแต่ปากทางเข้าเรียงรายต่อกันไปจนถึงบริเวณธรรมศาลา ร่วมบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเป็นอาจริยบูชาแด่พระอาจารย์ชา สุภัทโท ไปจนถึงตลอดคืนวันที่ 16 มกราคม อันเป็นวันคล้ายวันมรณภาพของท่าน

ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ในพื้นที่ 300 กว่าไร่ของบริเวณวัดป่าชานเมืองอุบลราชธานี ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นป่าไม้ มีสิ่งปลูกสร้างที่เรียบง่ายและกลมกลืนกับธรรมชาติแทรกอยู่ห่าง ๆ เท่าที่จำเป็น ยามนั้นจะหนาแน่นคลาคล่ำไปด้วยผู้คน แต่กิจกรรมแห่งธรรมดำเนินไปอย่างสงบสำรวม ตามคครลองที่บูรพาจารย์นำดำเนินมา

พระอาจารย์ชา สุภัทโท หรือหลวงปู่ชา สร้างวัดหนองป่าพงขึ้นเมื่อปี 2497 โดยก่อนหน้านั้นเมื่อครั้งยังเป็นพระหนุ่มท่านศึกษาปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมเอกก็ออกธุดงค์จาริกตามป่าเขา ฝึกตนตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ถือธุดงควัตรเคร่งครัด ปฏิบัติตามพระวินัยอย่างเข้มงวดจริงจัง บำเพ็ญสมณธรรมขั้นอุกฤษฏ์อยู่นับสิบปี กระทั่งกลับมาสร้างวัดป่าในดงป่าพง ป่าดงดิบนอกหมู่บ้านก่อ-บ้านเกิดของท่าน ถือเป็นที่สิ้นสุดแห่งการธุดงค์ แต่ท่านยังคงปฏิบัติธุดงควัตรและเคร่งครัดต่อการรักษาพระวินัย ทั้งยังพาคณะศิษย์ปฏิบัติโดยท่านพาทำเป็นแบบอย่าง ตามหลักการสอนธรรมของท่านที่ว่า “สอนคนด้วยการทำให้ดู ทำเหมือนพูด พูดเหมือนทำ”

อย่างการถือบิณฑบาตเป็นวัตร การฉันวันละมื้อเดียว และฉันในบาตรใบเดียวไม่ใช่ภาชนะอื่นอีก การรุกขมูลอยู่โคนไม้ รวมทั้งการออกแรงทำงาน ซ่อมแซมปัดกวาดเสนาสนะ ตามข้อวัตรของสงฆ์ ฯลฯ

ต่อมาเมื่อวัดหนองป่าพงก็มีพระเณรเพิ่มขึ้น และมีวัดสาขาในถิ่นต่าง ๆ เกิดขึ้นมาก ท่านจึงกำหนดกติกาสงฆ์ขึ้นเพื่อเป็นรากฐานของข้อวัตรปฏิบัติในวัดหนองป่าพงและสาขา เป็นกรอบเกณฑ์ให้พระเณรประพฤติตนอยู่ในธรรมวินัย เพื่อง่ายต่อการเข้าสู่ความบริสุทธิ์ในสมณเพศ อย่างการ ไม่จับเงินจับทอง และไม่ให้ผู้อื่นรับไว้แทน ไม่ซื้อของไม่แลกเปลี่ยน ไม่ขอของจากผู้ที่มิใช่ญาติมิใช่ปวารนา วัตถุทานที่ได้รับถวายให้เก็บเข้าไว้เป็นของส่วนกลางในเรือนคลัง มีภิกษุเจ้าหน้าที่เป็นผู้พิจารณาแจกจ่าย และห้ามบอกและเรียนดิรัจฉานวิชา บอกเลข ทำน้ำมนต์ เป็นหมอยา หมอดู ทำวัตถุมงคล ฯลฯ อันขัดขวางต่อหนทางพระนิพพาน เรียนแล้วเพลิดเพลินลุ่มหลง และทำให้ผู้อื่นงมงาย โดยทั้งหลายนี้ท่านเลือกสรรมาจากธรรมและพระวินัยของพระบรมศาสดาโดยมิได้เพิกถอนหรือบัญญัติสิ่งใดเพิ่ม และท่านก็พาคณะศิษย์ถือปฏิบัติอย่างแข็งขันสม่ำเสมอ

ธรรมคำสอนและวัติรปฏิบัติของพระอาจารย์ชาเป็นที่เลื่อมใสของศาสนิกอย่างกว้างไกล ไม่เฉพาะในหมู่พุทธบริษัทชาวไทยเท่านั้น วัดหนองป่าพงยังเป็นจุดหมายปลายทางของผู้แสวงธรรมจากทั่วโลก และมีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่ซาบซึ้งเลื่อมใสในพระพุทธศานาจนเปลี่ยนชีวิตเข้ามาอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์

พระอาจารย์ชา สุภัทโท ละสังขารเมื่อปี 2535 แต่ข้อวัตรที่ท่านได้วางไว้เป็นแบบอย่างยังได้รับการปฏิบัติสืบมา วัดหนองป่าพงยังคงเป็นศูนย์กลางของสำนักสาขา เป็น “ดงธรรม” ของผู้แสวงหาแก่นธรรมจากทุกถิ่น และชุมชนในแถบใกล้เคียงที่ยังมีครรลองชีวิตแบบชาวพุทธอยู่ในชีวิตจริง มีการเข้าวัดปฏิบัติธรรมอยู่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตปรกติประจำวัน

โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 12-17 มกราคม ของทุกปี ลูกศิษย์บรรพชิตจากทุกสำนักสาขาและศิษย์ฆราวาสจากทั่วสารทิศ จะมารวมกันที่วัดหนองป่าพงโดยไม่ต้องนัดหมาย หรือประกาศแจ้ง แถลงข่าว การประชุมแห่งสารธรรมดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ ตามเจตนารมณ์ที่ว่าการเผยแพร่ไม่สำคัญเท่าการปฏิบัติ

12-17 มกราคม 2555 การปฏิบัติธรรมอาจริยบูชายังคงดำเนินไปโดยธรรมชาติ เป็นธรรมดาเช่นทุกปี แต่ด้วยเป็นวาระ 3 ทศวรรษการละสังขารของท่าน คณะศิษยานุศิษย์กลุ่มหนึ่งได้จัดทำนิทรรศการพิเศษขนาดใหญ่ชุด “อุบลมณียังเบ่งบานกลางป่าพง 2 ทศวรรษละสังขาร พระอาจารย์ชา สุภทฺโท” จัดแสดงบริเวณพิพิธภัณฑ์พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) พร้อมหนังสือที่ระลึก พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) อุบลมณีกลางป่าพง และจุลนิทรรศการชุด “ร่มโพธิ์แห่งป่าพง” สำหรับถวายแด่สาขาวัดหนองป่าพงทั่วประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แห่งการเผยแผ่ธรรมคำสอนของท่าน

เป็นการร่วมสร้างบรรยากาศแห่งธรรม ด้วยความหวังว่าจะเป็นแรงดลใจและเป็นปัจจัยหนุนส่งสู่การลงมือปฏิบัติเพื่อเข้าถึงแก่นธรรมด้วยตนเองของมวลบรรดาสาธุชน

โดย…..วีรศักดิ์ จันทร์ส่งแสง

แสดงความคิดเห็น

*