ยามเช้าของชีวิต

เขียนโดย มะลิ ณ อุษา | ใน คอลัมน์ มองย้อนศร | วันที่ 03-02-2012

0

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 22 มกราคม 2555

img

อุทิศแด่…เด็กน้อยในหัวใจของผู้ใหญ่ทุกคน

ไม่ว่าค่ำคืนที่ผ่านมาจะหนักหน่วงสักเพียงใด แต่พอแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า ชีวิตก็อาบไล้ด้วยพลังแห่งการเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง

เคยมีคนเปรียบเปรยว่า “วัยเด็ก” เป็นเหมือน “ยามเช้าของชีวิต” ซึ่งฉันก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ก็น่าเสียดายว่า พอวัยเด็กหรือยามเช้าล่วงพ้นไป ผู้ใหญ่หลายคนก็เข้าสู่ยามสาย บ่าย ค่ำ โดยที่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับยามเช้าอีกเลย

เหมือนกับวันของวัยเด็กที่เพิ่งล่วงผ่านมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราให้ความสำคัญกับเด็กๆ (คนตัวเล็ก อายุน้อย) ด้วยคำถามที่ว่า “วันนี้เราจะกินอะไรกันดี? ไปเที่ยวที่ไหนดี? หรือทำอะไรกันดี?” แล้วท้ายสุดก็มักจะลงเอยด้วยการกินไอศครีม ซื้อตุ๊กตา ดูรถถัง หรือนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ตกเย็นกลับบ้าน อาบน้ำ เข้านอน ตื่นขึ้นมาเช้าวันอาทิตย์ ไปเรียนพิเศษหรือทำการบ้าน พ่อออกไปไดร์ฟกอล์ฟ แม่ทำความสะอาดบ้านหรือไม่ก็ไปช้อปปิ้ง ชีวิตวนกลับมาเป็นเหมือนวันที่ผ่านมา

วันเด็กของวัยเด็กปีนี้ได้จบลงแล้ว และกำลังจะกลายเป็นความทรงจำอันยาวนาน จนกว่าเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมปีหน้าจะเวียนมาบรรจบอีกครั้ง…และอีกครั้ง จนกระทั่งเด็กน้อยเติบโตเป็นผู้ใหญ่ (คนตัวโต อายุมาก) เขาก็อาจจะเป็นพ่อหรือแม่ที่ปฏิบัติต่อลูกหลานของเขาในแบบเดียวกัน

ฉันเองก็เป็นคนตัวโตในยามสายที่ไม่มีเด็กอยู่ในบ้านแม้สักคน หน้าที่การงานก็เกี่ยวข้องกับพวกเขาน้อยมาก อาจกล่าวได้ว่าแทบจะไม่มีความรู้เรื่องเด็กเอาเสียเลย แต่ฉันก็มีโอกาสได้รู้จักกับเด็กหญิงคนหนึ่ง แววตาและรอยยิ้มของเธอเต็มไปด้วยความสดใสและไม่เดียงสาต่อชีวิต เราเจอกันบ่อยๆ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่อ่อนแอหรือเผชิญกับความทุกข์เพียงลำพัง

ในยามที่หัวใจบอบช้ำจากเรื่องราวของโลกภายนอก เด็กน้อยคนนี้จะนั่งลงข้างๆ น้ำตาอาบเปื้อนใบหน้า แล้วก็จับมือของฉันไว้ ถ่ายทอดพลังแห่งความหวังดีและความซื่อใสมายังหัวใจของฉัน เธอเป็นเหมือนลำแสงสีทองยามเช้าของชีวิต แน่นอนว่าไม่ว่าชั่วโมงนั้นจะดึกดื่นค่อนคืนเพียงใดก็ตาม แต่เมื่อหัวใจของฉันแข็งแรงดีแล้ว ก็มักจะหลงลืมเด็กน้อยคนนั้นไว้เบื้องหลัง กระโจนกลับไปขับเคี่ยวกับโลกภายนอกอีกครั้ง แล้วก็หวนมาร้องเรียกหาเธออีกครั้ง แล้วก็ผละจากไปอีก วนเวียนเป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้เรื่อยมา

เธอจะอยู่ไกลในยามที่ฉันถูกแวดล้อมด้วยเสียงของโลกเบื้องนอก แต่อยู่ใกล้ในยามที่สงัดเงียบและมืดมิด เธอ คือ เด็กน้อยที่อยู่ภายในฉันเอง

จะมีใครอีกคนอยู่ภายในเราได้อย่างไร?

คุณอาจจะกำลังส่ายหัวและพึมพำประโยคคำถามนี้ขึ้นมา

ในเมื่อเด็กน้อยที่เคยเป็นเราในอดีตก็ได้เติบโตขึ้นมาเป็นเราอย่างทุกวันนี้แล้ว ความเป็นเด็กได้จบลงและกลายเป็นอดีตอย่างสิ้นเชิง แล้วจะยังมีเด็กน้อยคนนั้นอยู่อีกได้อย่างไร

ไม่แปลกที่คุณจะคิดอย่างนี้ เพราะคนทั่วไปก็คิดอย่างนี้ สภาวะทางกายภาพก็ทำให้เราคิดอย่างนี้ สังคมก็ทำให้เราคิดอย่างนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครที่ไม่ได้คิดอย่างนี้

ฉันรู้จักกับชายหนุ่มคนหนึ่งในการอบรมเกี่ยวกับการค้นหาตัวตนที่แท้จริง เขาบอกกับกระบวนกรว่า เขาไม่อยากเป็นคนเจ้าชู้ แต่พอเจอผู้หญิงที่เข้าตา เขาก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปทำความรู้จักและสานสัมพันธ์ด้วย การกระทำดังกล่าวทำให้เขาคบกับใครไม่ได้นาน และมักจะลงเอยด้วยการอยู่อย่างโดดเดี่ยว ซึ่งเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้

ในการอบรมครั้งนั้น เราใช้เวลาเรียนรู้และหาทางออกกับกรณีศึกษาของชายหนุ่มอยู่หลายชั่วโมง แต่ฉันจะขอหยิบยกเฉพาะสาระที่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับบทความนี้มาเท่านั้น

ตัวตนภายใน (Inner self) หรือที่ฉันเรียกว่า “เจ้าตัวน้อย” ที่อยู่ภายในชีวิตของชายหนุ่ม ได้ร้องเรียกหา “ความรักที่แท้จริง” จากใครสักคน หรือเขาอาจจะเคยร้องเรียกหาความรักจากใครบางคนแล้วไม่ได้รับการตอบสนองด้วยความรัก เขาจึงแสวงหาจากผู้หญิงทุกคนที่ผ่านเข้ามาด้วยวิธีการที่คุ้นเคย เช่น ขอเบอร์โทรศัพท์จากเธอ โทร.หาเธอ นัดเดตกับเธอ ดูหนัง กินข้าว ซื้อดอกไม้ให้ ลงท้ายด้วยการหลับนอนกับเธอ แล้วเขาก็กลับพบเพียงความว่างเปล่ารอคอยอยู่ปลายทาง หัวใจที่ว่างเปล่าเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวอีกครั้งและ…อีกครั้ง แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เพราะอีกไม่นานเขาก็จะได้พบกับผู้หญิงคนใหม่และคนใหม่ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันที่เขาได้พบกับใครสักคนที่พร้อมจะรักและใช้ชีวิตร่วมกับเขาอย่างแท้จริง ชายหนุ่มจะเริ่มหวาดกลัวว่าจะลงเอยด้วยการแยกทางเหมือนคนที่ผ่านๆ มา

นี่เป็นสภาวะของชายหนุ่มที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมาเข้าร่วมอบรม ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิดจากการที่เขาไม่คิด ว่ามีเจ้าเด็กน้อยที่แสนจะโดดเดี่ยวอยู่ภายในตัวเขา จึงมองไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียงที่โหยหาความรักนั้น

เมื่อความปรารถนาจากก้นบึ้งของหัวใจ ไม่สอดคล้องสัมพันธ์กับวิธีการตอบสนอง ชายหนุ่มจึงแสวงหาสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” จากภายนอกอยู่ร่ำไป จนเมื่อเขารับรู้ถึงการมีอยู่ของเจ้าเด็กน้อยผู้โดดเดี่ยวแล้วนั่นแหละ เขาจึงจะมองเห็นและได้ยินเสียงเล็กๆ ที่กระซิบบอกกับเขามาตลอดเวลา

เมื่อเขาหันกลับมาโอบกอดเจ้าตัวน้อยภายใน เขาจึงจะสามารถรักและโอบกอดใครสักคนได้อย่างแท้จริง และเมื่อนั้นหัวใจของเขาจะไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป ไม่ว่าจะมีใครอยู่เคียงข้างกายหรือไม่ก็ตาม

มาถึงบรรทัดนี้ ฉันใคร่ขอเชิญชวนพวกเรามาทบทวนประโยคคำถามเดิมอีกครั้ง
จะมีใครอีกคนอยู่ภายในเราได้อย่างไร?

หลังจากผ่านค่ำคืนที่มืดมิด โลกจะหมุนมาสู่ด้านที่มีแสงสว่างเสมอ การดำเนินชีวิตของเราในแต่ละวันก็เช่นกัน ไม่ว่าในบ้านของเราจะมีเด็ก (คนตัวเล็ก อายุน้อย) อยู่หรือไม่ ไม่ว่าเราจะผ่านช่วงชีวิตวัยเด็กมาเนิ่นนานเพียงใดแล้วก็ตาม แต่ฉันก็เชื่อว่า ทุกบ้านย่อมมีเจ้าตัวน้อยอยู่อย่างแน่นอน เขาอาจจะอยู่ในร่างของคนที่มีบทบาทเป็นปู่ ย่า พ่อ แม่ หรือ… แต่ไม่ว่าจะเป็นใครในบทบาทใดก็ตาม เจ้าตัวน้อยก็ยังคงเป็นเหมือนยามเช้าของคนทุกวัยอยู่เสมอ เขาพร้อมที่จะมานั่งๆ อยู่ข้างๆ เรา เช็ดน้ำตาให้เรา หัวเราะร่วมกับเรา และโอบกอดเรา เพียงแต่ว่าเราจะหาทางกลับไปหาเขาเจอหรือไม่เท่านั้นเอง

โดย…..มะลิ ณ อุษา

แสดงความคิดเห็น

*