ทางเลือก : ศีลธรรมในใจกับสังคมภายนอก

เขียนโดย ชัยยศ ยโสธโร | ใน คอลัมน์ มองย้อนศร | วันที่ 03-02-2012

0

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 29 มกราคม 2555


คู่ชีวิตสามี ภรรยาร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเนิ่นนาน แต่แล้วโชคชะตาก็มาเยี่ยมเยือน ภรรยาล้มป่วย และตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย กระนั่นโชคชะตาก็ไม่เลวร้ายเสียทีเดียวเนื่องเพราะมะเร็งนี้ ยังมี หนทางรักษา แต่ค่ายาที่รักษานี้ราคาแพงมาก สมมุติราคาอยู่ที่หกแสนบาท สามีพยายามทำทุกวิถีทาง ขายบ้าน ขายทรัพย์สิน หยิบยืมเงินทอง ขอความช่วยเหลือก็รวบรวมมาได้ราวสี่แสนบาท สามีนำเงินค่า รักษามาให้โรงพยาบาล พร้อมกับคาดหวังว่าทางโรงพยาบาลจะเห็นใจ ยอมลดหย่อนค่ารักษาหรือยอมให้ ผ่อนชำระ แต่………..

ทางโรงพยาบาลก็ไม่ช่วยเหลือ ไม่ได้มีความกรุณาดังที่คาดหมาย สามีดิ้นรนทุกทางขณะที่ อาการของภรรยาก็เลวร้ายลงเรื่อยๆ ต่อมาชายหนุ่มมาทราบว่าต้นทุนการรักษาพยาบาลก็ไม่ถึงสามแสนบาท แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่จะต่อรองค่ารักษาพยาบาล ทางรอดสุดท้ายที่คิดออก คือ สามีอาจต้องทุจริตทรัพย์สิน ของบริษัทที่ทำงาน หรืออาจต้องใช้เช็คปลอมเพื่อหลอกลวงกับทางโรงพยาบาล ขโมยยา แต่ทุกทาง ก็เป็นการทำผิดศีลธรรมทั้งสิ้น

สมมุติว่าสามีคนนี้มาขอคำปรึกษากับเราในฐานะที่พึ่งสุดท้าย เราจะให้คำแนะนำอะไร อย่างไร?

นี่คือตัวอย่างเรื่องราวความขัดแย้งที่นักจิตวิทยาการศึกษาท่านหนึ่งได้ใช้เป็นประเด็นศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องการเรียนรู้และปฎิสัมพันธ์ที่มีต่อเรื่องศีลธรรม ลอเรน คอลเบิร์ก อธิบายว่า สำหรับเด็กเล็ก มุมมองต่อเรื่องศีลธรรมเป็นอะไรที่ง่าย ตรงไปตรงมา สิ่งที่เด็กเล็กเรียนรู้คือ การเชื่อฟังและความหวั่นเกรงต่อการถูกลงโทษ เด็กเล็กบางคนมองว่าไม่ควรขโมย เพราะมันผิดศีลธรรม แต่เด็กเล็กบางคนก็อาจเห็นด้วยกับการขโมย สำหรับเด็กเล็กแล้วเรื่องของศีลธรรมเป็นอะไรที่ควรเชื่อฟัง และหากไม่เชื่อฟังก็เป็นเพราะเหตุผลอะไรบางอย่างที่ง่าย ไม่ซับซ้อน

ขณะที่เด็กโต วัยรุ่นที่เริ่มมีการรู้คิด รู้อ่าน พวกเขาเริ่มเรียนรู้ว่าพวกเขาไม่ได้เป็นศูนย์กลางของโลกอีกต่อไป พวกเขามีคนอื่นเกี่ยวข้องด้วย ความประพฤติของพวกเขา หลักศีลธรรมที่ยึดถือนั่น สัมพันธ์กับการยอมรับของหมู่คณะที่เด็กโตเหล่านั้นสังกัดอยู่ ความประพฤติหรือการมีศีลธรรมในระดับช่วงวัยนี้ จึงขึ้นกับค่านิยมของหมู่คณะ แรงจูงใจทางศีลธรรมในขั้นนี้ เริ่มมีความซับซ้อนเพราะหมู่คณะมีอิทธิพลต่อการคิดนึกและปฏิบัติของช่วงวัยนี้ ความนึกคิดทางศีลธรรมในช่วงขั้นตอนเปลี่ยนผ่านนี้ ยึดโยงกับการยอมรับและความมุ่งหวัง เพื่อเป็นที่รักของคนพิเศษ เช่น พ่อ แม่ คนที่มีความหมายกับชีวิต เติบโตก้าวขึ้น คือ พัฒนาศีลธรรมในลักษณะขยาย คือ มองเห็นประเด็นศีลธรรมในลักษณะเชื่อมโยงกับมิติของหมู่คณะ ผลลัพธ์การตัดสินใจจึงอาจคล้ายคลึงกับเด็กเล็ก แต่สิ่งที่แตกต่างคือ มิติความซับซ้อนในเชิงเหตุผลที่มากขึ้น

ก้าวขึ้นสู่พัฒนาการของวัยผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ในฐานะผู้มีวุฒิภาวะ มิติการคิดนึกกว้างไกลและลึกซึ้งมากขึ้น ผู้ใหญ่วัยนี้มองศีลธรรมในแง่ข้อตกลง สัญญา ประชาคม และสิทธิขั้นพื้นฐาน เหตุผลการคิดนึกต่อ เรื่องศีลธรรมไม่ได้มาจากใครคนหนึ่งเป็นผู้กำหนด แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมีสิทธิ์ มีเสียง ที่จะบอกเล่า หรือมีส่วนร่วมต่อคำถามที่มีต่อสังคม เช่น “สังคมที่ดี เกิดขึ้นได้อย่างไร” มีมุมมองที่ให้ความสำคัญกับคุณค่า สิทธิ และหน้าที่ที่พึงมี พึงยึดถือ หลักศีลธรรมหรือจริยธรรมของสังคม จึงยึดโยงกับความเป็นประชาธิปไตย

กระนั่นเสียงของมติคนส่วนใหญ่ หรือการถือหลักประชาธิปไตย ก็อาจไม่ใช่คำตอบถูกต้องสำเร็จรูป เพราะความถูกต้องของคนส่วนใหญ่กลุ่มหนึ่ง อาจหมายถึงการทำร้ายคนส่วนใหญ่อีกกลุ่มหนึ่ง เช่น การ บริโภคที่เกินความพอดี ย่อมหมายถึงการเบียดเบียนทรัพยากรของสังคมโลกโดยรวม มิติศีลธรรมจึงต้องเป็นเรื่องของหลักการสากล : ความเมตตากรุณา ความรัก สันติวิธี การไม่เบียดเบียน หลักกฎหมาย จึงต้องตอบสนองหลักการศีลธรรมสากลผ่านระบบความยุติธรรม ความเสมอภาค การให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพในความคิดและการแสดงออก

แล้วปัญหาของเรื่องนี้อยู่ที่ไหน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงปัญหาความรุนแรงต่างๆ ก็มากขึ้น ทั้งจากภัยธรรมชาติและภัยจากแนวคิดการเมือง ผลประโยชน์ ความเชื่อที่ขัดแย้งและไม่ประสานกัน กับดักสำคัญที่ทำให้เรื่องราวเช่นนี้รุนแรง ก็คือ ความเชื่อที่ว่า “เราถูก คนอื่นต่างหากที่ผิด” ความเชื่อนี้จึงเป็นแรงผลักที่ทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้ ไม่เกิดการรับฟัง ข้อสังเกตจากคุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ใหญ่สำคัญของสังคมไทย ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า “คนไทยจำนวนหนึ่ง ‘ฟังไม่เป็น คิดไม่ออก พูดไม่จริง และทำไม่ถูก’ ” เราแต่ละคนจึงมีความเป็นไปได้อย่างมากทีเดียว ที่อาจตกอยู่กลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่คุณอานันท์หมายถึงก็ได้ และเช่นนั้นก็หมายถึงว่า เรามีส่วนร่วมในการทำร้ายคนอื่น ทำร้ายสังคม

ศีลธรรมในฐานะหลักความประพฤติที่มีอยู่ในใจเรา จึงต้องมีการทบทวนเรียนรู้และตรวจสอบเสมอ เพราะเป็นไปได้อย่างมาก ที่เราอาจเผลอตกอยู่ในกับดัก และใช้ศีลธรรมในระดับต่ำกว่าวุฒิภาวะที่พึงเป็น และนั่นคือ เรื่องน่ากลัวของทุกคนในสังคม…

โดย…..ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ

แสดงความคิดเห็น

*