การเติบโต : “จิตใจ..รู้คิด รู้เข้าใจ”

เขียนโดย ชัยยศ ยโสธโร | ใน คอลัมน์ มองย้อนศร | วันที่ 11-02-2012

0

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555


วัยเด็กที่เราทุกคนเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หัวข้อหนึ่งในวิชานี้คือ สมการ ดังเช่น X+5 = 23 หรือ 3Y = 15 เป็นหัวข้อที่หลายคนเครียด กังวล บางคนอาจสนุกกับความแปลกและปริศนาของโจทย์ดังกล่าว สิ่งที่ผู้เขียนเอาตัวรอดกับโจทย์สมการแบบนี้คือ การพยายามจดจำวิธีแก้โจทย์เพื่อค้นหาคำตอบ ด้วยการย้ายข้างตัวเลขและเปลี่ยนเครื่อง หมายบวก ลบ คูณ หาร ให้เป็นตรงข้ามในอีกข้างหนึ่ง เพื่อให้เหลือตัวแปรตัวเดียว คำตอบก็จะออกมา อย่างไรก็ดีผู้เขียนก็ตอบคำถามตนเองไม่ได้ว่า โจทย์สมการแบบนี้จะนำไปใช้ในชีวิตจริงอย่างไร

ในชีวิตจริงตัวแปร x หรือ y คืออะไร คุณครูสอนอะไรก็ทำตามนั้น ประสบการณ์ที่มีต่อคณิตศาสตร์คือ การพยายามทำความเข้าใจ ทำแบบฝึกหัดให้มากๆ สิ่งที่ได้ตามมาโยอาจไม่รู้ตัวคือ ทักษะทางคณิตศาสตร์และวิธีการคิดแบบตรรกะ เหตุผล

ทักษะเป็นความรู้ที่เกิดจากการสั่งสมความเชี่ยวชาญ กลายเป็นประสบการณ์ที่อยู่ในตัวเรา เหมือนนักกีฬาที่ฝึกซ้อมมากจนมีพลกำลังและความเชี่ยวชาญในกีฬานั้นๆ คณิตศาสตร์ก็ให้ทักษะวิธีการคิดในเชิงเหตุผล ความสมดุล รวมถึงทักษะการคิดเชิงกระบวนการ เราไม่สามารถได้คำตอบคณิตศาสตร์โดยไม่ผ่านกระบวนการค้นหาคำตอบ จากโจทย์คณิตศาสตร์ วัยเด็ก วัยรุ่น เป็นช่วงผ่านวัยที่เราทุกคนต้างเปลี่ยนผ่าน และพบพานประสบการณ์ชีวิตทั้งบวก และลบ ประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี้สั่งสมกลายเป็นความเชี่ยวชาญ ทักษะประจำตัวในการดำเนินชีวิต และการทำอาชีพการงาน ช่วงขณะของการเรียนรู้ สติปัญญาก็ค่อยๆ งอกเงยและเพิ่มพูนผ่านความสามารถในการคิดนึกที่มีอยู่ในตัวเรา ทั้งการคิดเชื่อมโยง คิดเปรียบเทียบ รวมไปถึงการคิดนอกกรอบ หรือคิดจากมุมมองที่แปลก แตกต่างออกไป

จากโจทย์คณิตศาสตร์ตัวอย่างข้างต้น หากเราเริ่มต้นด้วยคำถามทำนองว่า “ครูมีปากกากี่ด้ามไม่บอก แต่ถ้าครูเอาปากกาของครูรวมกับปากกาอีก 5 ด้าม จะได้รวมกัน 23 ด้าม ลองทายว่าครูมีกี่ด้าม” โจทย์ปริศนานี้ผู้เขียนรู้สึกว่าน่าสนใจ น่าค้นหาคำตอบ และดูเชี่ยมโยงกับเรื่องราวชีวิตจริงมากขึ้น แตกต่างจากโจทย์สมการเริ่มแรกที่มีตัวแปร ตัวเลขที่ดูออกแห้งแล้ง ไร้เรื่องราว ไร้ความรู้สึก

นี่คือตัวอย่างของแนวทางพัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ผ่านการศึกษาวิจัยค้นคว้า กลายเป็นแนวทาง องค์ความรู้ที่พบว่ากระตุ้นคุณภาพการเรียนคณิตศาสตร์ของเด็กนักเรียนมากขึ้น องค์ความรู้เพื่อพัฒนาวิธีคิดทางคณิตศาสตร์ค ตัวอย่างที่สะท้อนความสำคัญของการพัฒนาวิธีการคิดในฐานะเครื่องมือที่เราทุกคนใช้ในการดำเนินชีวิต เผชิญและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัว เพราะหากวิธีคิดของเราไม่สอดคล้องกับปัญหา ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ นั่นหมายถึงเรากำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่อาจทำลายชีวิตและคุณภาพชีวิตเราได้

สังคมที่เคลื่อนตัวไป ตัวเรา ชุมชน สังคม ประเทศกำลังปะทะกับกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงทั้งจากกระแสการบริโภคนิยม พลังรุนแรงจากกระแสเครือข่ายทางสังคมในโลกออนไลน์ ภัยคุกคามและความเสียหายภัยพิบัติทางธรรมชาติ สำนึกการรู้คิดที่มีคุณภาพเป็นงานสำคัญที่เราทุกคนจำเป็นต้องตระเตรียมเพื่อเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงข้างต้นและนับว่ามีความรุนแรงมากขึ้น สำนึกของการรู้คิดจึงมีมิติเชิงคุณภาพที่ประกอบด้วยจิตคิดนึกในเชิงความเชี่ยวชาญ ความสร้างสรรค์ และการเชื่อมโยงประสานสังเคราะห์

จิตเชี่ยวชาญ หมายถึง คุณภาพจิตใจที่มีความรู้ ความเข้าใจผ่านการฝึกฝน อบรมบ่มเพาะ คุรภาพจิตเช่นี้ต้องอาศัยสมาธิ ความจดจ่อ ตั้งใจ ใส่ใจในการเรียนรู้ ทุ่มเทเพื่อสร้างความชำนาญ ดังเช่นวิชาการต่างๆ ที่เราเล่าเรียน ประสบการณ์ที่ผู้เขียนทดลองทำอาหารด้วยการทอด ทดลองทำก็พบกระบวนการภายในที่เกิดขึ้น เริ่มจากการสังเกต ใส่ใจ จดจ่อและทำต่อเนื่อง ก็ค่อยๆ พบประสบการณ์บางอย่างถึงจังหวะการทอด ระดับความร้อนที่พอเหมาะพอควร ช่วงเวลาของการทอด และที่น่าสนใจคือ ความเพลิดเพลินและสนุกกับการงาน ตัวอย่างการเล่นว่าวก็เป็นทักษะอย่างหนึ่งที่ต้องอาศัยจิตเชี่ยวชาญ

จิตสังเคราะห์ คือ คุณภาพของจิตที่มีคุณสมบัติของจิตเชี่ยวชาญอยู่ในตัวและพร้อมพัฒนางอกเงยต่อไป เป็นคุรภาพจิตที่สามารถรับรู้หรือทำความเข้าใจเรื่องราวในระดับภาพรวม ซึ่งหมายถึงการมีคุณภาพในเชิงเปิดรับ เปปรียบเทียบ แยกแยะ เปรียบเหมือนไฟฉายที่สามารถสอดส่อง ตรวจตราสิ่งที่สนใจ และสามารถจดจ่อในบางจุด บางประเด็นที่สำคัญ และหากคุณภาพจิตมีความแหลมคมจิตสังเคราะห์นี้ก็มีคุณภาพเหมือนแสงเลเซอร์ในการตัด คัดสรรความคิด ความรู้บางอย่างจากข้อมุลมากมาย หลากหลายที่มีอยู่ สังเคราะห์เป็นสิ่งใหม่ขึ้นมา

จิตสร้างสรรค์ คือ คุณภาพจิตที่เติบโตสืบเนื่องกับจิตสังเคราะห์และจิตเชี่ยวชาญ โดยมีคุณสมบัติของศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ ปัญญาชนที่รักการเรียนรู้ ค้นคว้า กล้าคิดกล้าทำ และยินดีเสี่ยงเพื่อทำสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างจากสิ่งเดิมๆ โดยอาจอาศัยแรงบันดาลใจเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา

คุณภาพจิตทั้งสามนี้เป็นคุณภาพของจิตใจที่รู้คิดนึก และจำเป็นต้องพัฒนาฝึกฝนเสมอ สำนึกเรื่องการรับรู้และเข้าใจในเรื่องราวรอบตัว เช่น ปัญหาความยากจน ความทุกข์ ความสุขในชีวิตว่าเกิดจากอะไร แก้ไขอย่างไร รวมถึงปัญหารอบตัวตั้งแต่การบริหารจัดการด้านการเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ ต้องอาศัยจิตคุณภาพทั้งสาม และการพัฒนา เตรียมพร้อมคุณภาพจิตทั้งสามในตัวเราก็คือ ส่วนหนึ่งของความไม่ประมาทในชีวิต

โดย…..ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ

แสดงความคิดเห็น

You must be logged in to post a comment.