บางฉากจากบางขวาง

เขียนโดย วีรศักดิ์ จันทร์ส่งแสง | ใน คอลัมน์ มองย้อนศร | วันที่ 02-04-2012

0

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 25 มีนาคม 2555


ปีที่ผ่านมา เครือข่ายพุทธิกา ร่วมกับโครงการกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ได้ไปเปิดห้องเรียนการเขียนที่เรือนจำกลางบางขวาง ในชื่อโครงการเรื่องเล่าจากแดนประหาร ด้วยความเชื่อและความหวังที่จะใช้การเขียนจะเป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจที่ติดค้างอยู่กับอดีตที่ผิดพลาด อีกทั้งสิ่งที่เขาถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือออกมายังเป็นตัวอย่างจริง ที่จะเป็นบทเรียนให้กับคนร่วมสังคมได้ตระหนักและเรียนรู้เพื่อไม่ต้องตกเป็นผู้ผิดพลาดเองด้วย

เปิดห้องเรียนกันที่แดนการศึกษาของเรือนจำกลางบางขวาง สัปดาห์ละวันเป็นเวลา 4 เดือน และอีก 4 เดือนต่อมา เป็นกิจกรรมต่อเนื่องภายใต้ชื่อโครงการจิตอาสาจากบางขวาง เปิดโอกาสให้พวกเขาเข้าเป็นอาสาสมัครถักหมวก ผ้าพันคอ ส่งไปถวายพระสงฆ์ และและผู้ป่วยเด็กตามโรงพยาบาล เอาหนังสือมาเขียนเป็นอักษรเบรลล์ ส่งให้คนตาบอดอ่าน ให้คนที่ทำได้เห็นคุณค่าในตัวเองอีกครั้ง ว่าแม้ถูกจองจำอยู่ในแดนพันธนาการที่แทบไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ก็ยังทำสิ่งเป็นประโยชน์ให้กับคนอื่นได้ และสิ่งนี้ยังอาจช่วยถ่ายถอนความรู้สึกผิดจากสิ่งที่เคยกระทำมาและยังติดค้าง ออกไปจากใจเขาได้บ้าง

สำหรับโครงการเรื่องเล่าจากแดนประหาร ครั้งที่ 1 นั้น กล่าวกันตามความจริงก็ต้องนับว่าประสบความสำเร็จล้นหลาม อย่างน้อยที่สุดก็ในหมู่ผู้เข้าร่วมอบรม 30 คน ที่เป็นตัวแทนจากแต่ละแดนในจำนวนผู้ต้องขัง 4,000 กว่าคนของเรือนจำกลางบางขวาง

นอกจากเทคนิคความรู้ใหม่ ๆ ในการเล่าเรื่องด้วยตัวหนังสือ ที่เป็นเป้าหมายหลักของโครงการซึ่งทุกคนจะรับอย่างเต็มที่และเท่าเทียมกัน บางคนยังสารภาพอีกว่านับแต่มาเข้าร่วมห้องเรียนการเขียน เขาไม่ต้องพึ่งยาผีบ้า (ยาระงับประสาทสำหรับผู้ป่วยจิตเภท) ที่กินมาโดยตลอดอีกต่อไปแล้ว

แดนประหารเป็นแดนที่มีการควบคุมสูงตามโทษทัณฑ์ที่ถือว่าเป็นขั้นสูงสุด เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันของผู้ต้องขัง อยู่ภายในเรือนนอนรวมขนาดใหญ่ความจุหลายสิบคนหรืออาจเป็นร้อยคน ประตูจะเปิดออกหลัง 8 โมงเช้า และต้องกลับเข้าไปก่อน 3 โมงเย็นเสมอ นับแต่เข้ามาอยู่ในนี้พวกเขาจึงไม่เคยได้เห็นเดือนเห็นตะวัน (ขึ้นและตก) จริงดังคำที่กล่าวขานกัน

หนึ่งวันในแต่ละสัปดาห์ที่จะได้มาเข้าห้องเรียนจึงเป็นช่วงเวลาที่รอคอย เป็นห้องเรียนที่ไม่มีใครโดดเรียนและไม่มีคนหลับในห้องเรียน ยังไม่นับถึงว่าวิทยากรพิเศษที่สละเวลามาให้ความรู้ความคิดใหม่ ๆ แก่พวกเขาในแต่ละสัปดาห์ ล้วนแต่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่และบุคคลสำคัญเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทั้งพระสงฆ์ นักคิดนักปฏิบัติที่เน้นมิติด้านจิตใจ กวีระดับชาติ ศิลปินแห่งชาติด้านการเขียน ฯลฯ ซึ่งในบางคราวก็มีการถ่ายทอดสดจากห้องเรียนไปยังทุกแดนในเรือนจำด้วย

และโดยที่เป้าหมายหลักของโครงการนี้อยู่ที่การเขียน “เรื่องจริง” คณะวิทยากรที่สอนประจำจึงเป็นกลุ่มนักเขียนสารคดี

ทักษะความรู้ที่ได้เรียนรู้คงติดอยู่ในตัวเขา ส่วนสิ่งที่เขาได้ถ่ายทอดออกมานั้น ก็สร้างความสะเทือนไม่น้อย ทั้งโดยตัวบทที่ปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือ และต่อชีวิตเขากับคนแวดล้อม

นักเขียนบางขวางคนหนึ่งเขียนเล่าว่า ตอนที่ยังอยู่ข้างนอกเขามุ่งแต่กับเรื่องงานไม่ค่อยได้กลับไปเยี่ยมไปใช้เวลากับพ่อที่เริ่มเข้าสู่วัยชรา จนเมื่อเข้ามาอยู่ที่บางขวางต้องโทษหลายสิบปี พ่อก็ยังฝากพี่สาวมาบอกกับเขาว่า พ่อออกกำลังกายทุกวัน เพื่อรักษาสุขภาพเอาไว้รอให้เขากลับออกไปหา รู้อย่างนั้นเขาเองจึงออกวิ่งด้วยทุกเช้า พร้อม ๆ กับที่พ่อวิ่งอยู่ข้างนอก ในความรู้สึกเสมือนว่าเขากับพ่อกำลังออกกำลังกายอยู่ด้วยกัน-โดยไม่ต้องเห็นกัน แต่รู้อยู่ภายในใจว่ากำลังทำสิ่งเดียวกันอยู่

วันแรกที่หนังสือ อิสรภาพบนเส้นบรรทัด 13 นักโทษประหาร เสร็จจากโรงพิมพ์เดินทางมาถึงแผง ลูกค้ารายแรกที่มาถามหาหนังสือเล่มนี้จากร้านหนังสือของสำนักพิมพ์สารคดี เป็นสาววัยรุ่นอายุไม่ถึง 20 เธอบอกว่าเพื่อนที่ชลบุรีขอให้ช่วยมาซื้อ เพราะมีเรื่องที่พ่อเขาเขียนอยู่ในนั้นด้วย

ผู้เขียนอีกคนเล่าว่า เขาต้องมาอยู่บางขวางตั้งแต่ลูกสาวเพิ่งได้ 4 ขวบ เขาติดคุกมา 12 ปีแล้ว ลูกโตอยู่กับแม่ที่ต่างจังหวัด ไม่เคยรู้จักไม่เคยเห็นหน้าพ่อ เขาให้ญาติ ๆ บอกกับลูกว่าพ่อไปทำงานอยู่ต่างประเทศ ญาติเคยส่งรูปลูกสาวมาให้ดู เขาได้เห็นหน้าตาลูก แต่บุคลิกท่าทางการเดินของเธอจะเป็นอย่างไรเขาไม่เคยรู้เลย

จนเมื่อเขียนหนังสือได้ตีพิมพ์ เขาก็อยากจะอวดลูกบ้าง

เขาใช้โทรศัพท์สาธารณะที่ทางเรือนจำอนุญาตให้ได้สัปดาห์ละ 10 นาที โทรบอกลูกสาวให้ไปหางานเขียนของพ่อมาอ่าน

“เรื่องอะไร” ลูกสาวถามชื่อเล่ม

เขาบอกชื่อหนังสือ “อิสรภาพบนเส้นบรรทัด 13 นักโทษประหาร”

“ทำไมหนังสือพ่อตั้งชื่ออย่างนั้น?” ลูกสาวงง

เขาเพิ่งเอะใจขึ้นมาในตอนนั้นเองว่าอาจมีความผิดพลาดบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว แต่ก็ตัดสินใจบอกความจริงกับลูกไป “พ่อเป็นหนึ่งใน 13 คนนั้น”

แล้วจากนั้นต่างฝ่ายต่างก็เงียบไปเป็นเวลานาน แต่เขาได้ยินเสียงสะอื้นมาจากปลายสายอีกด้าน

“เสียใจไหม โกรธพ่อไหม ที่เป็นอย่างนี้” เขาถามลูกสาวเมื่อจะหมดเวลาการใช้โทรศัพท์

ลูกสาวตอบว่า ไม่ และจะมาหาพ่อที่บางขวางในงานวันพบญาติประจำปีครั้งหน้า

มีเรื่องราวมากมายอยู่ในหนังสือเล่มกะทัดรัดหนาราว 200 หน้า ทั้งเรื่องราวอันเข้มข้นโชกโชนที่ผ่านมาของเขา และโลกหลังกำแพงที่เขาได้เข้ามาพบและจำต้องอยู่ เป็นภาพและความเป็นอยู่ที่ถูกเล่าออกมาตามความเป็นจริง โดยผู้ที่สัมผัสอยู่ด้วยตัวเองโดยตรง เมื่อตีพิมพ์ออกมาจึงได้รับความสนใจจากคนผู้อย่างกว้างขวาง เป็นหนังสือขายดีที่สุดของสำนักพิมพ์สารคดีตั้งแต่ต้นปีมาจนบัดนี้

อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วนอกจากจะได้เห็นบทเรียนชีวิตที่ผิดพลาดจากผู้เป็นเจ้าของเรื่อง (ผู้เขียน) โดยตรง ยังจะได้เห็นอีกว่า แม้ในยามที่ชีวิตใครแต่ละคนตกอยู่ท่ามกลางความมืดมนอับจนหนทางอย่างถึงที่สุด แต่เขาก็ยังเรียนรู้และพบสิ่งที่ดี ๆ ได้ หากได้รับโอกาสให้กลับใจ และตัวเขาเองไม่ยอมสิ้นหวังทอดอาลัยในชีวิต

วีรศักดิ์ จันทร์ส่งแสง

แสดงความคิดเห็น

*