ในเส้นทาง .. (พลังศักดิ์สิทธิ์)

เขียนโดย เครือข่ายพุทธิกา | ใน คอลัมน์ มองย้อนศร | วันที่ 21-04-2012

0

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 15 เมษายน 2555


ความทุกข์ในชีวิตประการหนึ่ง คือ ภาวะความงุนงงสับสนกับชีวิต ยามเมื่อประสบกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด ความงุนงงสับสนทำให้เราต้องดิ้นรนหาทางออก และนั่นคือ จุดเริ่มต้นของเส้นทางว่า เราจะทำอย่างไรดี ผู้เขียนมีโอกาสได้รับฟังเรื่องราวชีวิตของอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การสูญเสียสามีในยามที่ ช่วงอายุยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว สิ่งที่ท่านเสียใจคือ ท่านตั้งใจจะบอกกล่าว เรื่องราวสำคัญคือ ความรู้สึกขอบคุณและ ชื่นชมสามีของท่านในสิ่งที่ได้ทำมา แต่ก็ผัดผ่อนมาตลอด กระทั่งวันหนึ่งสามีของท่านนอนหลับและไม่ตื่นอีกเลย จากนั้น 3 เดือนต่อมา คุณแม่ของท่านก็จากไปด้วยโรคชรา หนึ่งปีถัดมาลูกสาวของท่านก็เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ

เหตุการณ์การสูญเสียเช่นนี้ ทำให้ท่านสนใจศึกษาเรียนรู้ และทำงานด้านจิตวิทยาการให้คำปรึกษา ทุกวันนี้ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาเป็นวิทยากรและอาจารย์ผู้สอนที่สร้างอิทธิพล และการเปลี่ยนแปลงอย่างมากกับลูกศิษย์ สิ่งที่สำคัญและน่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงนี้ยังได้ส่งผลกระทบถึงแวดวงการให้คำปรึกษาในเมืองไทย จากการที่ท่านได้มีโอกาสเชื่อมโยงกับทางเมืองไทย ภายใต้การ สนับสนุนของกลุ่มอาจารย์และสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกับแวดวงผู้ที่ทำงานด้านการให้คำปรึกษาและการเยียวยาผู้ประสบควสามทุกข์ทางจิตใจ ผู้เขียนเองก็มีความตั้งใจ และเหตุบังเอิญให้ได้มีกาสเรียนรู้ และพบการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้

และไม่ว่าเราจะนิยามความหมายของเหตุบังเอิญอย่างไรก็ตาม แต่ละเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต จึงต่างล้วนมีที่มาและความเป็นไปด้วยพลังอำนาจใดๆ ก็ตามที่อาจเกินความคาดคิดจินตนาการก็ทำให้เกิดความประจวบเหมาะสมที่สอดคล้อง และสอดประสานให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นตามมาในแง่มิติเศรษฐศาสตร์ ตัวอย่างพลังศักดิ์สิทธิ์ในระบบทุนนิยมเสรี คือ “มือที่มองไม่เห็น” ในฐานะพลังและกลไกที่จับต้องไม่ได้ พลังนี้ช่วยทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรในสังคม เส้นทางชีวิตของเราทุกคนต่างล้วนมีพลังที่มองไม่เห็นนำพาสิ่งต่างเข้ามาและจากไป ก่อเกิดผลกระทบต่างๆ นานา บริบทของสังคมพุทธ มุมมองต่อ เรื่องนี้ คือ “ทุกสิ่ง ย่อมเป็นไปตามกรรม” คำพูดและคำปลอบใจที่พวกเรามักได้ยินและคุ้นเคยคือ “แล้วแต่กรรม” พลังความเชื่อของบาปบุญคุณโทษก็ทำให้ก่อเกิดทัศนคติกับสิ่งที่อธิบายไม่ได้ เช่น “ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน” “คนดีผีคุ้ม” “ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้” ดังนั้นชีวิตที่ดำรงอยู่จึงไม่ใช่สิ่งดำรงอยู่โดดเดี่ยว หรือเกี่ยวข้องเฉพาะกับสิ่งรอบตัว คนรอบข้าง เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ แต่ยังเกี่ยวข้องกับพลังลึกลับ พลังศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่สามารถนิยามอธิบาย แต่เราอาจเชี่อมโยงได้ ขึ้นกับการเปิดรับการเตรียมพร้อมของตัวเรา แน่นอนสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ความศรัทธา

ความตระหนักรู้ สติสัมปชัญญะ หรือความรู้ตัวทั่วพร้อม คือ คุณภาพและคุณสมบัติภายใน ที่เราทุกคนต่างมีและ เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นพลังชีวิตที่เราทุกคนในฐานะเจ้าของชีวิตต้องสร้างและฟูมฟักให้กับตนเอง ไม่สามารถว่าจ้างหรือร้องขอให้คนอื่นมาทำแทนหรือสร้างสิ่งนี้แทนเจ้าของชีวิตเองได้ ความลึกลับของพลังชีวิตนี้เราไม่สามารถเข้าถึงหรือสัมผัสผ่านการคิดนึก จินตนาการ เราสัมผัสได้ก็ต่อเมื่อเราได้อยู่กับพลังนี้แล้ว ดังเช่น ตัวอย่างในกระบวนการทางจิตวิทยา คำถามที่มักได้ยินบ่อยๆ คือ “ขณะนี้ คุณรู้สึกอย่างไร” ซึ่งไม่ว่าคำตอบที่บอกเล่าความรู้สึกจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่มากกว่าคำตอบ คือ ภาวะความรู้ตัวต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้น การมองเห็นปฏิกิริยาทางอารมณ์ ความรู้สึกที่ก่อเกิดขึ้นและทันที ภาวะความตระหนักรู้ทำงาน สิ่งที่เกิดตามมาคือ การอยู่เหนือการเท่าทันความรู้สึกอารมณ์นั่นๆ ความทุกข์ของหลายๆ คนที่ชีวิตย่ำแย่และเส้นทางชีวิตบิดเบือนคือ ภาวะการตกเป็น “ทาสอารมณ์”

ในอีกทาง ความทุกข์ในชีวิตที่หลอกหลอนและสร้างความรุนแรงให้กับชีวิตคือ การตกเป็นทาสความคิด ความเชื่อ มองไม่เห็นโทษภัยของความคิด ความเชื่อที่ยึดถืออยู่ ไม่ตระหนักรู้ตัวกับภาวะการยึดถือ เกาะกุมความคิดความเชื่อนั่นๆ หรืออาจรู้ตัวถึงภาวะการยึดกุมความคิดความเชื่อนั่น แต่ไม่มีกำลังทางจิตใจมากพอที่จะสละหรือปล่อยวางอาการการยึดกุมเช่นนั่นได้ ผลลัพท์ที่เกิดขึ้นคือ การถูกความคิด ความเชื่อนั่นลากจูงไป ชีวิตขาดอิสรภาพ ขาดทางเลือก

ความตระหนักรู้ การมีสติสัมปชัญญะ จึงเป็นคุณภาพชีวิตและพลังศักดิ์สิทธิ์ภายในที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน เป็นเสมือนขุมทรัพย์ภายในตัวเรา ทำหน้าที่เสมือนเข็มทิศบอกทิศทางชีวิตช่วยนำพาและคลี่คลายความสับสน งุนงงจากความไม่รู้ ความโง่เขลาบางอย่างออกไป และที่สำคัญ พลังศักดิ์สิทธิ์สามารถก่อเกิดการเชี่ยมโยงกับพลังศักดิ์สิทธิ์ภายนอกได้ด้วย ดังเช่น เรื่องราวของอาจารย์ที่กล่าวมา ความตระหนักรู้ตัวถึงความปรารถนาที่จะเลือกอาชีพการงานประสานกับช่องทาง โอกาสที่เข้ามาท่านเลือกที่จะศึกษาเรียนรู้กับครูอาจารย์ของท่าน เลือกเรียนในองค์ความรู้และทำงานในแบบที่ท่านต้องการ มากกว่าการตัดสินใจใดๆ โดยขาดความตระหนักรู้ ขาดความเข้าใจ ขาดสติสัมปชัญญะ

โจทย์สำคัญคือเราเรียนรู้ ใส่ใจและบำรุงรักษา เพื่อดึงประโยชน์จากพลังศักดิ์สิทธิ์ขุมทรัพย์ในตัวเรานี้มากน้อยเพียงใด สิ่งสำคัญที่เน้นย้ำคือ ขุมทรัพย์นี้เมื่อเราถือครองประโยชน์และอานิสงส์ที่ก่อเกิดและขยายตัว ยังสามารถแผ่ขยาย เผื่อแผ่ประโยชน์ไปให้กับคนรอบข้าง บุคคลที่เข้ามาสัมพันธ์ได้ด้วยพลัง ศักดิ์สิทธ์เช่นนี้ จะอยู่ภายนอกหรือภายในก็ตาม แต่พลังนี้ก็แผ่ขยายและรอการเชื่อมโยงเข้าถึงขุมทรัพย์นี้

สิ่งสำคัญคือ ความตระหนักรู้เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ในตัวเรา เราสามารถฟูมฟัก สร้างความงอก เงย ให้พลังนี้มีอยู่ในตัวเราเสมอๆ ให้พลังนี้ช่วยนำทางชีวิต ช่วงชีวิตที่เป็นอยู่และเป็นไป ก็ไม่ใช่สิ่งน่ากลัว เลวร้ายนัก เมื่อเราประสบทุกข์ภัยแสนสาหัส และไม่หลงลืมตัวไปกับความสุขที่เข้ามาเยี่ยมเยียนและล่อลวง เพราะเมื่อเรามีความตระหนักรู้ การมีสติสัมปชัญญะ ก็เท่ากับการมีเครื่องช่วยกำกับคุ้มครองและช่วย นำทางชีวิตแล้ว

ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ

แสดงความคิดเห็น

*