สิ่งใดเล่าที่เรา “เอาอยู่”

เขียนโดย เครือข่ายพุทธิกา | ใน คอลัมน์ มองย้อนศร | วันที่ 21-04-2012

0

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 8 เมษายน 2555

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาฝนแรกห่าใหญ่หลั่งมาเยือนกรุงเทพฯ แล้ว พร้อมกับคำถามที่ถามกันเองในหมู่ชาวกรุงว่า

“ปีนี้น้ำจะท่วมอีกไหม ?”

หลายคนยังไม่กล้าซ่อมบ้าน สถานที่ราชการบางแห่งยังไม่รื้อแนวกระสอบทรายที่วางเป็นคันกั้นน้ำไว้เมื่อปีที่ผ่านมา สะท้อนความลังเลไม่มั่นใจกับภัยธรรมชาติที่ยังไม่ใครรับประกันได้ ต่างจากเมื่อปีก่อน ที่เราทั้งหลายโดยเฉพาะในหมู่ผู้นำผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ต่างยืนยันอย่างมั่นอกมั่นใจว่า
“เอาอยู่”

จนคำนี้ดูจะกลายเป็นหนึ่งในคำฮิตในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ 2554 เป็นคำเดิมที่ถูกให้ความหมายใหม่ในทำนองว่า เอาชนะได้ เราเริ่มได้ยินคำนี้ตั้งแต่ช่วงที่มวลน้ำใหญ่เข้าโจมตีเมืองปากน้ำโพ นครสวรรค์ และกลายเป็นด่านแรกที่เสียหายอย่างหนักจากอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี

ชาวปากน้ำโพที่เป็นผู้ประสบภัย เล่าว่าพวกเขาแทบไม่ได้เตรียมการเคลื่อนย้ายหรือยกข้าวของขึ้นที่สูง ด้วยมั่นใจว่านายกเทศมนตรีเมืองปากน้ำโพ-เอาอยู่ แต่แล้วเหตุการณ์ก็เป็นเช่นที่ทุกคนรู้ น้ำเหนือปริมาณมหาศาล ที่เปรียบกันว่าเหมือนมีแม่น้ำปิงอีกสายไหลลงสมทบ ทลายคันกั้นเข้าท่วมตัวเมืองนครสวรรค์ ก่อนจะหลากลงสู่ที่ราบภาคกลาง ท่วมบ้านเมืองตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ไปจ่อที่จะเข้าเมืองหลวง เวลานั้นนายกรัฐมนตรีหญิงยังบอกด้วยรอยยิ้มระรื่น “เอาอยู่ค่ะ”

กระสอบทรายจำนวนมหาศาลถูกนำไปวางเสริมแนวคันคลองหกวา ป้องกันน้ำจากปทุมธานีเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ แม้ผู้ว่าฯ กทม. จะแสดงความมั่นใจว่ายังเอาอยู่ แต่คนกรุงเทพฯ จำนวนหนึ่งก็เริ่มก่อกำแพงสร้างแนวป้องกันบ้านเรือนของตัวเองกันบ้างแล้ว

เวลานั้นกรุงเทพฯ ยังไม่เปียกน้ำ แต่สัญญาณบางอย่างก็เริ่มปรากฏ ในซูเปอร์มาร์เก็ตแทบทุกแห่งเหลือแต่ชั้นวางของว่างเปล่า อาหารและน้ำดื่มถูกคนกรุงกว้านซื้อไปตุนจนห้างร้านว่างโหวง อย่างน่าวังเวงใจสนามบินดอนเมืองกลายสภาพเป็นศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย ที่ย้ายมาจากธรรมศาสตร์รังสิต หลังต้านมวลน้ำไม่อยู่ เต้นท์เป็นพัน ๆ หลังกางเรียงรายอยู่ภายในอาคารผู้โดยสาร ที่เคยเป็นที่พักทางผ่านของผู้คนที่มาใช้บริการสนามบินแห่งนี้ เป็นภาพที่เห็นแล้วชวนหดหู่และหวาดหวั่นพรั่งพรึง แต่ในตอนนั้นคงยังไม่มีใครคาดคิดไปว่า ยังมีสิ่งน่ากลัวที่ใหญ่กว่ารออยู่ เมื่อในอีกไม่นานวันต่อมา สนามบินดอนเมืองได้กลายเป็นบึงน้ำ–น้ำท่วมเครื่องบิน โดยที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน นายกรัฐมนตรียังยืนยันคำเดิมมาจากศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ศปภ.) ที่ย้ายจากธรรมศาสตร์รังสิต มาอยู่ที่ตึก ปตท. ว่า “เอาอยู่ค่ะ”

ช่วงที่ถนนวิภาวดีรังสิตและถนนพหลโยธินยังพอสัญจรได้โดยรถล้อสูงอย่างรถยีเอ็มซีของทหาร เครือข่ายพุทธิกา ร่วมกับองค์กรเครือข่ายจิตอาสาหลายองค์กร อาทิ มูลนิธิโกมลคีมทอง หอจดหมายเหตุพุทธทาสอินทปัญโญ ฯลฯ ร่วมกันระดมความช่วยเหลือทั้งข้าวของและแรงกาย เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดอยุธยาซึ่งถูกน้ำท่วมก่อน

ข้าวของบริจาคหลายคันรถยีเอ็มซี ถูกถ่ายใส่เรือใหญ่ของกองทัพเรือ ที่ละจากภารกิจตรวจการทางทะเล มาช่วยรับมือกับภัยน้ำท่วม ลำเลียงเสบียงปัจจัยแล่นทวนกระแสน้ำเชี่ยวกราก ของลำน้ำเจ้าพระยาขึ้นไปยังแถบที่ความช่วยเหลือเข้าไม่ถึง

ซึ่งแม่น้ำเจ้าพระยาในยามนั้นแทบมองไม่เห็นสองฟากฝั่งของลำน้ำเดิมอีกแล้ว ผืนน้ำแผ่กว้างจนหาขอบเขตไม่เห็น คนในพื้นที่บอกว่ากระแสน้ำหลากไปถึงอำเภอต่ออำเภอ คนในพื้นที่ต้องอาศัยการสัญจรทางเรือเป็นหลัก

อาคารบ้านเรือนที่อยู่ตามริมลำน้ำ บางส่วนถูกน้ำท่วมมิดหลังคา ที่อยู่สูงขึ้นไปก็อยู่รอดไปตามสัดส่วนความสูง แต่ก็สูญเสียภาวะการอยู่อาศัยตามปรกติสุข วัดวาอาราม รวมไปถึงศาสนสถานของทุกศาสนา ทั้งวัด สุเหร่า โบสถ์ ถูกน้ำท่วมโดยเท่าเทียม โบราณสถานที่ผ่านกาลเวลามานับร้อย ๆ ปี ที่มีความสำคัญถึงได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางประวัติศาสตร์ ก็ไม่มีอะไรสามารถโอบอุ้มไว้ให้พ้นน้ำได้ หรือสิ่งสร้างสมัยใหม่อย่างห้องน้ำที่สวยงามหรูหราในวัดบางแห่ง ที่เคยเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยว ให้ชาวบ้านในท้องถิ่นได้พึ่งพาเป็นที่ขายของหารายได้ ก็มาถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมด วัดเองยังต้องกลายเป็นผู้รับความช่วยเหลือ

หลังชาวจิตอาสาจากกรุงเทพฯ กลับจากอยุธยาได้ไม่กี่วัน มวลน้ำขนาดมหาศาลก็ตามหลังมาถึง และก็เป็นอย่างที่เรารู้ น้ำเข้าสู่พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองหลวง เป็นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2485

จากนั้นคำว่า เอาอยู่ ก็กลายเป็นคำล้อเล่น ที่ไม่มีใครออกมาพูด ในท่วงทีขึงขังจริงจังแบบเดิมอีก อาจถือเป็นความพ่ายแพ้ และเสียหน้าของผู้นำ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ที่เอามวลน้ำใหญ่ไว้ไม่อยู่ และถือเป็นโอกาสให้เราทั้งหลายได้เรียนรู้และตระหนักอีกครั้งหนึ่งว่า มิใช่แต่ภัยธรรมชาติเท่านั้นที่มนุษย์เราเอาชนะไม่ได้

แม้แต่ตัวเราเอง วันหนึ่งเราก็เอาไว้ไม่อยู่…

วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง

แสดงความคิดเห็น

*