สัญญาณลวงของเทคโนโลยี 

จำได้ไหมว่าเมื่อ ๑๕ ปีก่อน ใคร ๆ ก็คาดการณ์กันว่าสังคมในอนาคตจะเป็น "สังคมไร้กระดาษ" เพราะ คอมพิวเตอร ์จะทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บข้อมูลลงในแฟ้มกระดาษ อีกต่อไป จดหมายและหนังสือพิมพ์กระดาษจะตกยุคไป เพราะถูกอีเมล์และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มาแทนที่ ต้นไม่ทั้งหลายจะได้ไชโยโห่ฮิ้วเสียที แต่มาถึงตอนนี้ ชะตากรรมของต้นไม้กลับเลวร้ายกว่าเดิม การใช้กระดาษแทนที่จะลดลง กลับเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีวี่แววว่าจะชะลอตัว ๑๐ ปีที่ผ่านมาการใช้ากระดาษเพื่อเขียนและพิมพ์ในสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นร้อยละ ๖๕ ต่อคน ในทวีปปอเมริกาเหนือในระยะ ๕ ปีที่ผ่านมา อันเป็นช่วงที่อินเตอร์เน็ตขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปรากฏว่าการใช้กระดาษเพื่อเขียนและพิมพ์ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๓ เมื่อประมวลทั่วทั้งโลกแล้ว

      นับแต่ปี ๒๕๒๕ เป็นต้นมา กระดาษถูกใช้เพิ่มขึ้นเท่าตัว กระดาษที่ปลิวว่อนไปทั่วโลก ส่วนหนึ่งมาในรูปของจดหมาย ขยะ ใบปลิวโฆษณาและนิตยสารนานาชนิด ที่ผุดเพิ่มขึ้นตามความหลากหลายของผู้คน และอีกไม่น้อยเป็นผลจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตามบ้านและสำนักงานโดยตรง เฉพาะสหรัฐอมริกาประเทศเดียว ในปี ๒๕๓๙ ประมาณว่ามีกระดาษถึง ๘๖๐,๐๐๐ ล้านแผ่น ทะลักออกจากเครื่องอัดสำเนา เครื่องโทรสาร และเครื่องพิมพ์คอมพิวเตอร์ ตัวการหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการใช้กระดาษอย่างมากมายก็คือ อินเตอร์เน็ต เมื่ออินเตอร์เน็ตทำให้ข้อมูลหาได้ง่ายขึ้นและราคาถูกลง ก็เลยมีเรื่องที่จะพิมพ์เผยแพร่ลงในกระดาษได้มากขึ้นตามไปด้วย

        แม้แต่อีเมล์ก็เป็นตัวการทำให้ต้นไม้ถูกตัดเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน จริงอยู่ ผู้ส่งอีเมล์ไม่ต้องใช้กระดาษเลยสักแผ่น แต่ผู้รับนั้นมักจะถ่ายข้อมูลที่สำคัญลงในกระดาษเพื่อเก็บไว้ และถ้าเป็นจดหมายยาว ๆ ด้วยแล้ว แทนที่จะอ่านจากหน้าจอก็พิมพ์ใส่กระดาษก่อนเพราะอ่านได้สะดวกกว่า และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้นี่เอง หนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นจำนวนมากเมื่อถึงปลายทางคือผู้อ่าน จึงมักถูกแปรรูปเป็นกระดาษ

      ดังนั้นในระยะหลังหนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ จึงมีการจัดรูปหน้าหรือฟอร์แมตให้สะดวกแก่การพิมพ์ข้อมูลใส่กระดาษ ในสหรัฐอเมริกามีการส่งอีเมล์วันละหลายร้อยล้านฉบับ และมีหนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์เผยแพร่ตามเว็บไซต์ ต่าง ๆ เดือนละ นับพันล้านหน้า ลองคิดดูว่าจะมีกระดาษกี่ร้อยล้านแผ่นถูกใช้ เพื่อการแปรข้อมูลให้อ่านง่ายขึ้น   

       "สังคมไร้กระดาษ" จึงกลายเป็นความฝันที่ไม่เป็นจริง และอาจไม่มีวันเป็นจริงเลยก็ได้ นี้ก็เช่นเดียวกับความฝันอีกมากมายที่ผู้คนวาดหวังจากคอมพิวเตอร์ อาทิเช่น ประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ กล่าวกันมากกว่า ๑๐ ปีแล้วว่า การปฏิวัติทางด้านโทรคมนาคมซึ่งเป็นไปได้เพราะคอมพิวเตอร์ จะทำให้การเข่นฆ่าสังหารหมู่ประชาชนเป็นไปได้ เพราะทั่วโลกสามารถรับรู้เหตุการณ์ได้ทันที เนื่องจากการถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียม

       แต่เหตุการณ์นองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เหตุการณ์พฤษภามหาโหดที่ราชดำเนิน และการสังหารโหดที่ติมอร์ตะวันออก พิสูจน์ว่า คอมพิวเตอร์ ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนรอดพ้นจากการเป็นเหยื่อของระบอบเผด็จการได้เลย

       จริงอยู่อินเตอร์เน็ตช่วยให้เผด็จการไม่สามารถควบคุมหูตาและปาก (กา) ของประชาชนได้เหมือนก่อน แต่ในเวลาเดียวกัน คอมพิวเตอร์ก็ทำให้ผู้มีอำนาจ ติดตามความเคลื่อนไหวของผู้คนได้อย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะจากการดักฟังทางวิทยุและโทรศัพท์ ทั้งในห้องและนอกอาคาร ยิ่งในประเทศอุตสาหกรรมด้วยแล้ว การติดตามความเป็นไปของผู้คนยิ่งมีประสิทธิภาพขึ้น ถึงขั้นรู้ว่าซื้ออะไร ชอบหนังสือประเภทใด เจ็บป่วยด้วยโรคอะไร เดินทางไปไหนมาไหน ติดต่อคนกลุ่มไหน หรือมีความโน้มเอียงทางเพศแบบใด ทั้งนี้ก็ด้วยการประมวลข้อมูลจากเครดิตการ์ด บัตรลดราคา บัตรห้องสมุด บัตรผ่านทาง และจากฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน

      ในขณะที่เรากำลังวาดหวังจากคอมพิวเตอร์ว่าจะช่วยให้มีสิทธิเสรีภาพเพิ่มขึ้น ในความเป็นจริงมันกลับทำให้สิทธิสำคัญอย่างหนึ่งของประชาชน ได้แก่ สิทธิในความเป็นส่วนตัวหดหายไป สิทธิดังกล่าวไม่จำเป็นว่าจะต้องถูกรุกรานด้วยผู้ปกครองเท่านั้น หากยังถูกละเมิดได้โดยเอกชน โดยเฉพาะบรรษัทธุรกิจ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายข้อมูลผู้บริโภคกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา กระทั่งว่า บางบรรษัทในสหรัฐมีข้อมูลเกี่ยวกับครัวเรือนต่าง ๆ มากถึงร้อยละ ๙๕ ของครัวเรือนทั้งประเทศ แม้จะมีความพยายามออกกฎหมายควบคุมข้อมูลส่วนตัวของผู้คน แต่ก็อยากจะเป็นผลจนน่าวิตกว่าในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าสิทธิในความเป็นส่วนตัวของประชาชนจะมีอยู่เหลืออีกเท่าใด

      คำมั่นสัญญาอีกประการหนึ่งที่มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์เมื่อเกือบ ๑๐ ปีที่แล้วก็คือ การเชื่อมโยงมนุษย์ให้สัมพันธ์กันใกล้ชิดขึ้น ไม่มีใครปฏิเสธว่า อินเตอร์เน็ตช่วยให้ผู้คนทั่วทุกมุมโลกสื่อสารกันได้มากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แม้จะไม่รู้จักเลยก็สามารถสนทนากันได้สะดวก แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ขณะที่ผู้คนหมกมุ่นกับการโต้ตอบอีเมล์ หรือสนทนาทางอินเตอร์เน็ตกับคนที่ไม่รู้จัก วันละหลายชั่วโมง กลับไม่มีเวลาให้แก่ลูก พ่อแม่ หรือคนในบ้าน ความสัมพันธ์ในครอบครัวมีแต่จะห่างเหิน

      นี้ก็เช่นเดียวกับโทรทัศน์ เมื่อแรกมีการถ่ายทอดรายการโทรทัศน์ในอเมริกา ใคร ๆ ก็คาดว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวจะดีขึ้น เพราะพ่อแม่และลูกจะอยู่ในบ้านด้วยกันเพื่อดูโทรทัศน์ แทนที่จะออกไปดูหนังหรือเล่นกีฬา ในบ้านแย่ลง เพราะทุกคนเอาแต่เฝ้าดูโทรทัศน์ จึงไม่มีเวลาให้แก่กัน

      จะว่าไป คำมั่นสัญญาที่มากับคอมพิวเตอร์นั้น มิใช่ของใหม่อะไรเอย มันเคยมากับเทคโนโลยีอื่น ๆ ก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อมีการประดิษฐ์ เครื่องไฟฟ้าในเกือบร้อยปีก่อน ก็เคยหวังกันว่ามันจะนำอิสรภาพมาให้แก่มนุษย์ ช่วยปลดเปลื้องผู้คนออกจากงานอันน่าเบื่อ แต่มาถึงเวลานี้แม้แต่ในประเทศที่มั่งคั่งด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น สหรัฐอเมริกา ผู้หญิงยังต้องใช้เวลา ๖๐ ชั่วโมงหรือกว่านั้นในการทำงานบ้าน ส่วนในประเทศยากจน เครื่องไฟฟ้า เป็นตัวการทำให้คนเป็นอันมากเป็นหนี้สินจากระบบเงินผ่อน หรือระบบเงินกู้ ยังไม่ต้องพูดถึงคนงานตามโรงงานต่าง ๆ ซึ่งแทบจะถูกพันธนาการให้อยู่กับเครื่องจักรไฟฟ้าแรมเดือนแรมปี

     รถยนต์ก็เช่นกัน คำมั่นสัญญาของมันก็คือ จะทำให้เราเดินทางน้อยลงและมีเวลาว่างมากขึ้น แต่ปรากฏว่าเรากลับมีเวลาว่างน้อยลง และเสียเวลากับการเดินทางมากขึ้น ทุกวันนี้คนอเมริกันใช้เวลาการเดินทางถึงร้อยละ ๒๘ ของเวลาที่ใช้ในการเกี่ยวข้องกับผู้คนในสังคม (ขณะที่คนในสังคมเกษตรกรรมใช้เวลาในการเดินทางเพียงร้อยละ ๔ เท่านั้น) และถ้ารวมเอาเวลาที่เกี่ยวข้องกับรถ (เช่น เวลาที่หมดไปกับการทำงานหาเงินซื้อรถ จ่ายค่าซ่อมรถ ค่าน้ำมัน ค่าประกัน และเวลาที่เสียไปเนื่องจากอุบัติเหตุ) จะพบว่ารถยนต์ไม่ได้ช่วยให้เรามีเวลาว่างมากขึ้นเลย

      ทั้งหมดนี้บอกให้เรารู้ว่า เทคโนโลยีมักมาพร้อมกับคำมั่นสัญญาหรือความฝันอันสวยหรูเสมอ แต่ความเป็นจริงนั้นหาได้งดงามเช่นนั้นไม่ บางครั้งกลับตรงข้ามกันเลย การที่เทคโนโลยีให้ผลตรงข้ามกับคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้นั้น ไม่อาจอธิบายด้วยคำตอบง่าย ๆ ว่า "มันขึ้นอยู่กับคนใช้" ประโยคข้างต้นมีนัยว่า ผลของเทคโนโลยีขึ้นอยู่กับเจตนาของคนใช้ ถ้ามีเจตนาดีก็ให้ผลดี ถ้ามีเจตนาร้ายก็ให้ผลร้าย พูดง่าย ๆ ก็คือ เราสามารถควบคุมเทคโนโลยีให้เป็นไปตามความต้องการ หรือเจตนาของเราได้ แต่ตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นกลับบ่งชี้ไปในทางตรงกันข้าม นั่นคือบางครั้งเทคโนโลยีก็ให้ผลตรงข้ามกับความต้องการหรือเจตนาของเรา

      เทคโนโลยีไม่เป็นไปตามความต้องการของเราเสมอไป ส่วนหนึ่งก็เพราะเหตุปัจจัยต่าง ๆ ในสังคมนั้นซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้ทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นเหตุปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม จิตวิทยา และพฤติกรรมมนุษย์ เมื่อ ๓๐ ปีก่อน การปฏิวัติเขียวก็เคยให้คำมั่นสัญญาแก่เราว่า จะขจัดความหิวโหยให้หมดไปจากโลก แต่จนทุกวันนี้ คนที่อดอยากหิวโหยก็ยังมีถึง ๘๐๐ ล้านคน สาเหตุนั้นไม่ได้อยู่ที่ข้าวขาดแคลน ทุกวันนี้โลกสามารถผลิตข้าวได้เพิ่มขึ้นมากมาย แต่ที่ผู้คนยังอดอยากหิวโหย ก็เพราะระบบเศรษฐกิจการเมือง เป็นอุปสรรคในการกระจายข้าวให้ถึงมือคนยากจน พร้อมกันนั้นก็ไม่ควรมองข้ามความจริงอีกประการหนึ่งก็คือ การปฏิวัติเขียวนั้นเองก็มีส่วนทำให้ชาวบ้านยากจนด้วย เพราะต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นกับยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ยเคมี เครื่องจักรทางการเกษตร ขณะที่ราคาพืชผลไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก มิหนำซ้ำ เทคโนโลยีแบบปฏิวัติเขียวกลับทำให้การผลิตลดลง เพราะปุ๋ยเคมี และยาปราบศัตรูพืชได้ทำลายดิน ส่วนระบบชลประทานก็ทำให้ดินเค็มขึ้น ทำให้ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีหนักขึ้นและจนลงกว่าเดิม

       เหตุปัจจัยทางเศรษฐกิจทางการเมือง เป็นเหตุผลกระการหนึ่งที่อธิบายได้ว่า เหตุใดคอมพิวเตอร์จึงไม่ได้ช่วยเสริมสร้างประชาธิปไตยเท่าไร ตรงกันข้ามกลับจะบั่นทอนด้วยซ้ำ ทั้งนี้ก็เพราะมีคนกลุ่มน้อยเท่านั้น ที่มีกำลังทรัพย์และความรู้ พอที่จะใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ได้ ขณะที่คนส่วนใหญ่นั้นอย่าว่าแต่คอมพิวเตอร์เลย แม้แต่สิ่งที่จำเป็นพื้นฐานสำหรับชีวิตก็ยังขาดแคลน ในโลกที่คน ๑,๓๐๐ ล้านคน ยังขาดแคลนน้ำสะอาด ๒,๖๐๐ ล้านคนขาดอนามัยพื้นฐาน และ ๓,๐๐๐ ล้านคน (หรือครึ่งหนึ่งของประชากรโลก) ไม่เคยใช้โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ย่อมมิใช่อะไรอื่น หากคือเทคโนโลยีที่เพิ่มอำนาจให้แก่ผู้ที่ได้เปรียบอยู่แล้วนั่นเอง ไม่ว่ารัฐ บรรษัท หรือชนชั้นกลาง

       แต่เหตุปัจจัยทางเศรษฐกิจการเมืองไม่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน จึงไม่ช่วยให้ผู้คนลดการใช้น้ำมันลงเลย และเหตุใดอาหารปลอดไขมัน กลับเป็นสาเหตุให้คนอ้วนขึ้น คำตอบนั้นอยู่ที่พฤติกรรมมนุษย์ คนเป็นอันมากเมื่อซื้อรถยนต์ประหยัดน้ำมันมาแล้ว จะยิ่งใช้รถมากขึ้น เพราะไม่ต้องห่วงค่าน้ำมันดังแต่ก่อน ในทำนองเดียวกัน คนที่กลัวอ้วน เมื่อเห็นอาหารและขนมติดป้าย "ไม่มีไขมัน" หรือ "ไขมันต่ำ" ก็จะซื้อมากินอย่างไม่บันยะบันยัง จึงอ้วนเอา ๆ โดยหาได้ตระหนักไม่ว่ากินอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่ากินเท่าไรและกินอย่างไร อาหารแม้จะมีไขมันน้อย แต่ถ้ากินมาก ๆ ไขมันจะไม่พุ่งพรวดได้อย่างไร

       ในยุคบริโภคนิยม เป็นธรรมดาที่ผู้คนจะยึดเอาเทคโนโลยีเป็นคำตอบ แทนที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตนเอง กลับมองหาว่ามีอุปกรณ์อะไรที่ช่วยแก้ปัญหาของตนได้ ใคร ๆ ก็อยากจะให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหมดไป จะให้ซื้ออะไรก็ว่ามา แต่ขอให้ได้ชีวิตเหมือนเก่าก็แล้วกัน ใคร ๆ ก็กลัวอ้วน จะจ่ายเงินเท่าไรก็ยอม ผ่าตัดเสริมทรงก็ได้ แค่ขออย่างเดียวก็คือ กินตามใจปากดังเดิม ใคร ๆ ก็ต้องการประหยัดมีเทคโนโลยีอะไรที่ประหยัดน้ำประหยัดไฟได้ ก็พร้อมจะจ่ายเงินซื้อ แต่จะให้ลดการกินการใช้หรือ รอไปก่อนเถอะ

        ไม่ว่าเราจะพัฒนาเทคโนโลยีเพียงใด แต่หากยังไม่พัฒนาจิตใจ หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตน เทคโนโลยีก็ยากที่จะแก้ปัญหาของเราได้ และตราบใดที่เรายังไม่เข้าใจความสลับซับซ้อนของเหตุปัจจัยต่าง ๆ ในสังคม เราก็จะต้องหลงเชื่อคำมั่นสัญญาอันสวยหรูของเทคโนโลยีต่อไปเรื่อย ๆ วันนี้ พืชแปลงพันธุกรรม (GMO) เป็นหนึ่งในบรรดาเทคโนโลยีล่าสุดที่กำลังวาดฝันให้เราเคลิ้มหลงอีก มันให้คำมั่นสัญญากับเราว่าจะช่วยให้โลกมีอาหารเหลือเฟือ เพิ่มพูนความหลากหลายทางชีวภาพ และช่วยให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ฯลฯ

       บทเรียนจากอดีตบอกเราว่า นี้คือคำมั่นสัญญาที่ไม่มีวันเป็นจริงได้ ตราบใดที่เศรษฐกิจ การเมือง และ พฤติกรรมมนุษย์ ยังเป็นเหมือนเดิม