วัฒนธรรมความร่ำรวย เมื่อเทียบกับสมัยก่อนแล้ว โลกทุกวันนี้มีความมั่งคั่งอย่างยิ่ง แต่เคียงคู่กับความมั่งคั่งนั้นก็คือความยากจนซึ่งแพร่กระจายไปทั่วทั้งโลก แม้ว่าความยากจนจะเกิดกับคนส่วนน้อยของโลก แต่รวมแล้วก็มีปริมาณไม่ต่ำกว่า ๑,๓๐๐ ล้านคน (ซึ่งยังชีพด้วยเงินไม่ถึง ๑ ดอลลาร์ต่อวัน) จริงอยู่ความยากจนนั้นเป็นสิ่งที่อยู่คู่โลกมาช้านานแล้ว แต่ความยากจนในยุคนี้ก็มีลักษณะพิเศษหลายประการที่แตกต่างจากยุคก่อน ๆ ประการแรกก็คือ ความยากจนทุกวันนี้ เกิดขึ้นกับผู้คนชนิด " ยกกระบิ " คือเกิดขึ้นกับคนทั้งชุมชน ทั้งภาค หรือทั้งประเทศด้วยซ้ำ ผิดกับสมัยก่อนที่ความยากจนเกิดขึ้นกับบุคคลเป็นราย ๆ ไปในแต่ละชุมชน จะเป็นเพราะค่าใช้จ่ายเกิดตัวหรือผลิตไม่พอกินก็แล้วแต่ สาเหตุที่ความยากจนในยุคนี้เกิดขึ้นกับผู้คนคราวละมาก ๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะโครงสร้างทางสังคมที่ไม่ยุติธรรม หรือนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่ลำเอียงต่อภาคอุตสาหกรรม ทำให้ชาวบ้านสูญเสียที่ดินกันทั้งชุมชนทันทีที่มีการสร้างเขื่อน หาไม่ก็เป็นเพราะหนี้สินท่วมทับ อันเป็นผลจากการกดราคาข้าวและพืชผลอื่น ๆ นโยบายป่าไม้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้คนยากจนโดยฉับพลัน เนื่องจากถูกขับไล่ออกจากที่ทำกินแต่ละครั้งปู่ย่าตายาย การร้องทุกข์ของสมัชชาคนจนซึ่งยืนยันว่า "แต่เดิมพวกเราไม่ใช่คนจน" เป็นการฟ้องประจานความผิดพลาดของการพัฒนาประเทศ ที่ทำให้เกิดคนจนอย่างมากมายในชั่วเวลาไม่กี่ปี ขณะเดียวกันระบบการค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม ก็มีผลทำให้ประเทศทั้งประเทศยากจนลงไปได้ โดยเฉพาะประเทศที่ส่งออกสินค้าทางเกษตรและนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมเป็นหลัก ยิ่งเมื่อมีการตั้งเกณฑ์วัดสถานภาพของประเทศโดยเอารายได้ต่อหัวเป็นตัวตั้งด้วยแล้ว (โดยเริ่มจากธนาคารโลกนับแต่ปี ๒๔๙๑) ประเทศเหล่านี้ก็ถูกลดสภาพกลายเป็นประเทศยากจนและด้อยพัฒนาไปในชั่วพริบตา กล่างได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่มีการตีตราประเทศทั้งประเทศว่ายากจน (โดยที่เจ้าของประเทศก็เห็นคล้อยตามด้วย) ประการที่สอง ความยากจนทุกวันนี้เกิดขึ้นเคียงคู่กับความมั่งคั่งอันล้นเหลือ และนับวันช่องว่างระหว่างความยากจนกับความมั่งคั่ง จะถ่างกว้างขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน อีกทั้งยังเกิดขึ้นในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน จังหวัด ประเทศ ไปจนถึงระดับโลก แม้แต่ประเทศที่ถือว่าร่ำรวยที่สุดในโลกคือสหรัฐอเมริกา ก็มีเด็กยากจนถึงร้อยละ ๒๕ ของเด็กทั่งประเทศ โดยที่สินทรัพย์ของคนรวยก็มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่สินทรัพย์ของคนจนมีสัดส่วนลดลงตามลำดับ ความสุดขั้วระหว่างความรวยกับความจนในโลกสมัยใหม่ยังเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ว่า บุคคลที่รวยที่สุดในโลก ๓ คน มีทรัพย์สินรวมกันแล้ว มากกว่ามูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ของประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ๔๘ ประเทศ (๑ ใน ๔ ของโลก) รวมกัน ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงช่องว่างระหว่างประเทศในซีกโลกเหนือกับซีกโลกใต้ ที่ถ่างกว้างขึ้นทุกที ประการที่สาม ทั้ง ๆ ที่โลกมีความมั่งคั่งขึ้น คนส่วนใหญ่มีมาตรฐานความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่คนที่รู้สึกว่าตนยากจนนั้นกลับมีมากกว่าแต่ก่อน ตรงกันข้ามกับคนในอดีตซึ่งแม้จะอยู่อย่างอัตคัด แต่ไม่รู้สึกว่าตนจนเลย ความยากจนประการหลังนี้ เป็นภาพที่สร้างขึ้นในใจ มากกว่าจะเป็นความอัตคัตขัดสนจริง ๆ แต่ภาพที่สร้างขึ้นนับวันจะเป็นอิทธิพลอย่างยิ่งต่อผู้คน ดังเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการวิจัยครอบครัวไทย ๑๖ จังหวัดทั่วทุกภาคของประเทศ ร้อยละ ๘๐ บอกว่าต้องการร่ำรวย ทัศนะดังกล่าวบ่งเป็นนัยว่าคนไทย ๔ ใน ๕ ยังรู้สึกว่ายากจนหรือยังมีไม่พอ ทั้ง ๆ ที่หากวัดด้วยระดับรายได้แล้วคนยากจนในเมืองไทยมีไม่ถึงร้อยละ ๑๕ ด้วยซ้ำ อะไรทำให้ความรู้สึกยากจนหรือมีไม่พอเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย คำตอบสำคัญประการหนึ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่า "วัฒนธรรมความร่ำรวย" วัฒนธรรมดังกล่าวถือว่าความร่ำรวยเป็นของดี และถือว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ต้องรวยขึ้น มีเงินและทรัพย์สมบัติการขึ้น ค่านิยมภายใต้วัฒนธรรมนี้คือการอวดมั่งอวดมี และการประชันขันแข่งในเรื่องบริโภค แน่นอนว่าแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังวัฒนธรรมนี้ก็คือทัศนะแบบวัตถุนิยม ที่เห็นว่าความสุขที่อยู่ที่วัตถุและสิ่งเสพ ขณะเดียวกันก็มีแนวคิดเรื่องความก้าวหน้าควบคู่ไปด้วย ดังนั้นจึงทำให้เกิดความเชื่อว่า คนเราต้องแสวงหาความก้าวหน้าในชีวิตด้วยการมีทรัพย์มากขึ้น มีเงินเดือนสูงขึ้น มีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายเพิ่มขึ้น และมีสิ่งใหม่ ๆ มาไว้ในครอบครองมากด้วย (โดยเฉพาะเทคโนโลยีล่าสุด) วัฒนธรรมความร่ำรวยดังกล่าวทำให้ผู้คนคิดแต่จะสะสมและแสวงหา ทำงานหาเงินไม่รู้จักหยุดหย่อนและปรารถนารายได้เพิ่มมากขึ้น แต่ได้มาเท่าไรก็ไม่รู้จักพอ เพราะยังมีสิ่งที่ต้องการอีกมากหลาย ยิ่งเห็นคนอื่นรวยกว่าตน ก็ยิ่งรู้สึกด้อย จำต้องหาดิ้นรนให้ทัดเทียมหรือล้ำหน้ายิ่งกว่า แต่ถึงจะล้ำหน้าใครต่อใคร ก็ยังมีคนอื่นที่ไปไกลกว่าตน จึงต้องขวนขวายต่อไป ความไม่รู้จักพอภายใต้วัฒนธรรมความร่ำรวยนี้แหละ ที่ทำให้ผู้คนเป็นอันมากรู้สึกว่าตนยากจน หรือยังมีไม่พอ ทั้ง ๆ ที่แต่เดิมอาจจะไม่เคยรู้สึกว่ายากจนเลย เฮเลนา นอร์เบอร์ก - ฮ็อดซ์ ผู้เขียน อนาคตอันเก่าแก่ เล่าว่าตอนที่เธอไปเยือนเมืองลาดัคในอินเดียเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน เธอถามชายหนุ่มคนหนึ่งว่า บ้านที่ยากจนที่สุดในชุมชนนั้นอยู่ที่ไหน ชายผู้นั้นตอบว่า "ในหมู่บ้านเราไม่มีบ้านไหนยากจนเลย" แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปี เธอได้ยินชายคนเดียวกันนั้นพูดกับนักท่องเที่ยงอเมริกันว่า "ช่วยเราหน่อย เราจนเหลือเกิน" ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวัฒนธรรมความร่ำรวยได้ระบาดไปยังหมู่บ้านนั้นแล้ว สังคมสมัยก่อนไม่มีวัฒนธรรมความร่ำรวยอย่างสมัยนี้ ดังนั้น ผู้คนจึงไม่ดิ้นรนที่จะรวย หากพอใจที่จะอยู่อย่างง่าย ๆ แสวงหาสิ่งต่าง ๆ เท่าที่จำเป็น ซึ่งส่วนใหญ่ก็ผลิตได้เองอยู่แล้ว มีเพียงไม่กี่อย่างที่ต้องซื้อ ดังนั้นเงินจึงมีความหมายน้อยมาก ครั้งหนึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ไปเยี่ยมหมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้ ๆ กับเมืองขอนแก่น ท่านเล่าว่าทุกบ้าน "ทำสวนปลูกผักฟักแฟงที่กินเป็นอาหาร กับคอกเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ลานบ้านนอกรั้งออกไปทำไร่ฝ้ายและสวนกล้วยสวนพลู สวนปลูกต้นหม่อนสำหรับเลี้ยงไหม กับคอกเลี้ยงวัวควาย ต่อหมู่บ้านออกไปถึงทุ่งนา พวกชาวบ้านต่างมีนาทำทุกครัวเรือน .. ทุกครังเรือนสามารถหาอาหาร และสิ่งที่จำเป็นจะต้องใช้ในการเลี้ยงชีพได้ โดยกำลังลำพังตนเพียงพอไม่อัตคัด" มีสิ่งของเพียงไม่กี่อย่างที่ชาวบ้านต้องซื้อเช่นมีดพร้า และไม้ขีดไฟ เวลาชาวบ้านต้องการใช้เงินเพื่อซื้อสิ่งของดังกล่าวก็เอาสัตว์เลี้ยงไปขาย แม้จะได้เงินมาไม่มาก แต่ก็ "ได้เงินพอซื้อของที่ต้องการทุกอย่าง" (เน้นในที่นี้) แล้วท่านก็พรรณนาต่อ "ว่าโดยย่อก็คือคนในตำบลนั้นที่มีอยู่และมีที่ทำมาหากินพอกัน ไม่มีใครอดอยาก… ทั้งตำบลไม่มีเศรษฐี และไม่มีคนจนเข็ญใจ" ความที่ชาวบ้านรู้สึกว่าตนมีเงินพอซื้อทุกอย่างที่ต้องการได้ จึงไม่ได้คิดอยากจะหาเงินเพิ่ม และความที่ชาวบ้านมีทุกอย่างเท่าที่ต้องการจึงรู้จักพอ ไม่รู้สึกว่าจำเป็นจะต้องหาเงินมาเยอะ ๆ กล่าวอีกนัยหนึ่งชาวบ้านไม่รู้สึกว่าตนยากจนตรงไหน ความคิดที่ว่าคนเราทุกคนอยากจะร่ำรวยหรือมีเงินมาก ๆ นั้นเป็นความคิดที่เพิ่มมีไม่นานมานี้เอง คนแต่ก่อนหาได้ต้องการเงินมาก ๆ ไม่ ตรงกันข้ามเขาหาเงินเท่าที่จำเป็นต้องใช้ เมื่อได้ความต้องการแล้วก็แสวงหา หมดเมื่อใดจึงค่อยหาใหม่ พฤติกรรมเช่นนี้คนสมัยปัจจุบันเรียกอย่างดูแคลนว่า " ตำข้าวสารกรอกหม้อ " โดยคิดว่าจำเพาะคนไทยเท่านั้นที่เป็นเช่นนั้น แต่ที่จริงแม้กระทั่งคนยุโรปเมื่อศตวรรษที่แล้วก็มีทัศนะคล้าย ๆ กัน แม็กซ์ เวเบอร์ นักสังคมวิทยาลือนามชาวเยอรมัน พูดถึงคนยุโรปก่อนยุคทุนนิยมว่า สมมติว่าเขาหาเงินได้วันละ ๒.๕ มาร์ค โดยรับจ้างเกี่ยวหญ้า ๒.๕ เอเคอร์ในอัตราเอเคอร์ละ ๑ มาร์ค หากค่าจ้างเพิ่มเป็น ๑.๒๕ มาร์ค แทนที่เขาจะเกี่ยวหญ้าเพิ่มเป็น ๓ เอเคอร์ เพื่อจะได้เงินเพิ่มเป็น ๓.๗๕ มาร์ค เขากลับจะเกี่ยวเพียง ๒ เอเคอร์ (คือน้อยกว่าเดิม ๐.๕ เอเคอร์) ทั้งนี้เพื่อจะได้เงิน ๒.๕ มาร์คเท่าเดิมสำหรับเขาแล้ว "โอกาสที่จะได้เงินเพิ่มมีความเย้ายวนใจน้อยกว่าการทำงานน้อยลง" ความร่ำรวยไม่มีอยู่ในหัวคนสมัยก่อน ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาไม่มีแนวคิดเรื่องความก้าวหน้าอย่างคนสมัยนี้ที่มองว่า คนเราจะต้องก้าวหน้าด้วยการมีเงินเดือนเพิ่มขึ้น มีบ้านหลังใหญ่ขึ้น หรือมีรถยี่ห้อดีขึ้นนอกจากอิทธิพลของศาสนาที่เน้นชีวิตสมถะ และการให้คุณค่าแก่จิตใจมากกว่าวัตถุแล้ว สาเหตุที่เขาไม่คิดอยากจะมีเงินมากขึ้น ส่วนหนึ่งยังเป็นเพราะเงินไม่สู้มีความหมาย เนื่องจากตนสามารถผลิตของส่วนใหญ่ที่ต้องการได้อยู่แล้ว มีเพียงไม่กี่อย่างที่ต้องใช้เงินซื้อ มิใช่แต่ในเมืองไทยสมัยก่อนเท่านั้น แม้กระทั่งในสหรัฐอเมริกาเมื่อศตวรรษที่ ๑๙ มีบันทึกว่า ชาวนาในรัฐแมซซาชูเสท สามารถผลิตของที่ต้องการได้เกือบหมด ดังนั้นปีหนึ่ง ๆ จึงใช้เงินไม่ถึง ๑๐ ดอลลาร์ แน่นอนว่าทัศนคติและความเป็นอยู่ดังกล่าวดำรงอยู่ได้ ก็เพราะมีระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพเป็นพื้นฐาน ต่อเมื่อเศรษฐกิจแบบตลาดเข้ามาแทนที่ เงินย่อมกลายเป็นสิ่งสำคัญเพราะทุกอย่างสามารถซื้อได้ด้วยเงิน ไม่จำเพาะแต่ปัจจัยสี่ซึ่งคนส่วนใหญ่ผลิตเองไม่ได้แล้วเท่านั้น ตลาดยังนำสินค้านานาชนิดมาเสนอขายอย่างไม่จำกัด ชนิดที่มีเงินเท่าไรก็ซื้อไม่หมด ยิ่งถูกกระตุ้นเร้าด้วยการโฆษณาด้วยแล้ว ความต้องการก็เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัดตามประเภทและปริมาณของสินค้า ถึงตรงนี้ความรวยก็กลายเป็นจุดหมายของชีวิต และเพราะเหตุนี้ใครต่อใครจึงรู้สึกว่าตนยากจน เพราะมีเงินเท่าไรก็ไม่สมอยากสักที วัฒนธรรมความร่ำรวยจึงนำผู้คนทั้งโลกไปสู่ความทุกข์ เพราะมันทำให้คนทั้งโลกสำคัญตนว่ายากจน ไม่เว้นแม้แต่คนมั่งมี ใช่แต่เท่านั้น ยังทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบและกดขี่บีฑากัน ยังผลให้มีคนจำนวนมหาศาลยากจนลง เดือดร้อนมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะมั่งมีหรือยากจนต่างก็กลายเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน เห็นซึ่งกันและกันเป็นเหยื่อหรือศัตรูสร้างความทุกข์แก่กันและกัน ทั้งนี้เพียงเพื่อจุดหมายประการเดียวนั่นก็คือ ความร่ำรวยมั่งคั่ง ความร่ำรวยที่แท้จริงนั้น มิอาจได้มาด้วยการแสวงหาหรือสะสม หากเกิดขึ้นได้ทันทีที่รู้จักพอ เพราะเหตุนี้มิใช่หรืออมตพจน์ของพระพุทธองค์ที่ว่า "ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง" จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับยุคปัจจุบัน
|