หลักการและเหตุผล
องค์การอนามัยโลก ได้นิยามไว้ว่า “ สุขภาพ หมายถึงสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย จิตใจ สังคม และปัญญา มิใช่เพียงการปราศจากโรคหรือความพิการเท่านั้น ” นำมาสู่วิสัยทัศน์ ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คือ “ คนไทยมีสุขภาวะยั่งยืน หมายถึงคนไทยมีสุขภาวะดีครบทั้งสี่ด้าน ได้แก่ กาย จิต
สังคม และปัญญา”
เรื่องสุขภาวะทางปัญญานับเป็นเรื่องที่สำคัญมากเป็นรากฐานและเงื่อนไขสำคัญที่จะส่งผลต่อเนื่องถึงสุขภาวะทางกาย จิต และสังคมโดยรวม พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ได้กำหนดไว้ว่า “ สุขภาพทางปัญญา หมายความว่า ความรู้ทั่วรู้เท่าทัน และความเข้าใจอย่างแยกได้ในเหตุผลแห่งความดีความชั่ว ความมีประโยชน์และ
ความมีโทษ ซึ่งนำไปสู่ความมีจิตใจอันดีงามและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่"
นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่สังคมไทย ได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องสุขภาพเพิ่มมากขึ้น มีการรณรงค์กันอย่างมากมาย แต่ก็มุ่งเน้นและจำกัดอยู่เฉพาะเรื่องสุขภาวะทางกาย
(การรักษาสุขภาพและการออกกำลังกาย) ประกอบกับสังคมไทยที่ขับเคลื่อนด้วยกระแสบริโภคนิยม และวัตถุนิยมผู้คนพึงพอใจ และแสวงหาเรื่องทางกายภาพ วัตถุเป็นด้านหลัก
นำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ มากมาย ทั้งปัญหาในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาวะด้านต่าง ๆ (กาย จิต สังคม) ต่อเนื่องตามมาอย่างมิสิ้นสุด เป็นส่วนสำคัญที่
ก่อให้เกิดภาวะบกพร่องทางภูมิคุ้มกันของสังคม ทำให้ผู้คนและสังคมอ่อนแอ ประสบปัญหาและความทุกข์มากมายเป็นเรื่องน่าห่วงใยเป็นอย่างยิ่งที่คนไทย และสังคมไทยยังตื่นตัว
และมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสุขภาวะทางปัญญากันน้อยมาก จึงเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องสร้างเสริมให้คนไทยและสังคมไทยมีสุขภาวะทางปัญญา นั่นคือ
“ สุขภาวะที่เกิดจากปัญญา หรือสุขแท้ด้วยปัญญา ” โดยมุ่งหมายให้ผู้คนแสวงหาความสุขที่แท้ คือความสุขที่เกิดจากการมีทัศนคติที่ถูกต้อง รู้เท่าทันความจริง
ของชีวิตและโลก สามารถคิดถูก คิดชอบ และรู้จักแก้ทุกข์ได้ด้วยปัญญา รวมทั้งมีความสุขจากการดำเนินชีวิตถูกต้องดีงาม จากการเป็นผู้ให้และการทำความดี
เพื่อคนอื่นหรือส่วนรวม
การมีทัศนคติที่ถูกต้อง (สัมมาทิฐิ) เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้วางใจถูกต้อง เมื่อวางใจได้ถูกต้องความสุขก็เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ และทุกเวลาก่อให้เกิดสุขภาวะทางปัญญาซึ่ง
เป็นพื้นฐานสำคัญ สู่การพัฒนาสุขภาพองค์รวมโครงการสร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญานี้ ตั้งใจดำเนินการให้เกิดมรรคผลอย่างจริงจัง จึงมุ่งหวังดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง 3 ปี
ซึ่งโครงการเริ่มแรกนี้เป็นโครงการนำร่อง 1 ปี โดยจะเปิดโอกาสใ ห้มีการดำเนินการสร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญา โดยองค์กรเครือข่ายภาคีต่างๆ ไปพร้อม ๆ กัน รวมประมาณ
40 โครงการ ในหลากหลายพื้นที่ และหลากหลายรูปแบบกิจกรรม ทั้งที่เป็นโครงการริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ หรือเป็นการแตกหน่อต่อยอด หรือพัฒนาต่อจากงานเดิมที่ทำได้ผลดี พร้อมไปกับการสร้างและพัฒนา ทั้งคนและเครือข่าย รวมทั้งการสื่อสารเผยแพร่ ให้สังคมไทยได้รับรู้ และเห็นคุณค่าในเรื่อง “ สุขภาวะทางปัญญาหรือสุขแท้ด้วยปัญญา ”
(ฉลาดใช้ชีวิต ฉลาดมีความสุขด้วยการมีทัศนคติที่ถูกต้อง) มากยิ่งขึ้น
เนื้อหาหลักของโครงการ
การสร้างเสริมสุขภาพทางปัญญาคือความรู้ทั่วรู้เท่าทัน และความเข้าใจอย่างแยกได้ในเหตุผลแห่งความดีความชั่ว ความมีประโยชน์และความมีโทษ ซึ่งนำไปสู่ความมีจิตใจ
อันดีงามและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โดยโครงการนี้มุ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ 4 ประการ อันเป็นพื้นฐานสู่สุขภาวะทางปัญญา ได้แก่
1. การคิดถึงผู้อื่นมากกว่าตนเอง
การคิดถึงแต่ตนเอง ทำให้จิตใจคับแคบ อัตตาหรือตัวตนใหญ่ขึ้น ทำให้ถูกกระทบหรือเป็นทุกข์ได้ง่าย ขณะเดียวกันก็เป็นคนสุขยาก เพราะได้เท่าไรก็ไม่พอใจเสียที ใน
ทางตรงข้ามการคิดถึงผู้อื่น ช่วยให้ตัวตนเล็กลงเห็นความทุกข์ของตนเองเป็นเรื่องเล็กน้อย ยิ่งช่วยผู้อื่นมากเท่าไรก็ยิ่งมีความสุข เพราะได้เห็นผู้อื่นมีความสุขด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง
ความสุขของเราย่อมไม่แยกจากความสุขของผู้อื่น
2. การไม่พึ่งพิงความสุขทางวัตถุอย่างเดียว
วัตถุนั้นให้ความสุขเพียงชั่วคราว แต่ก่อให้เกิดภาระทางจิตใจต่าง ๆ มากมาย การยึดติดความสุขทางวัตถุทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ แท้จริงที่มาแห่งความสุขนั้นมีอยู่
มากมาย และสามารถเข้าถึงได้ โดยไม่ต้องใช้เงิน เช่น ความสุขจากมิตรภาพ จากความสัมพันธ์ที่ดีงามกับผู้อื่น จากการทำงาน จากการทำความดี และจากสมาธิภาวนา เป็นต้น การตระหนักว่าความสุขมีหลายมิติและสามารถเข้าถึงความสุขที่ไม่อิงวัตถุ จะช่วยให้มีสุขได้ง่ายขึ้นและเป็นสุขที่ยั่งยืน
3. การเชื่อมั่นในความเพียรของตน ไม่หวังลาภลอย คอยโชค
การหวังลาภลอย คอยโชค หรือการหวังความสำเร็จโดยไม่ต้องเหนื่อย เป็นที่มาแห่งความทุกข์ทั้งในระดับบุคคลและสังคม การหันมาตระหนักว่า ความสุขเกิดขึ้นได้จาก
ความเพียรพยายามของตน ทำให้ความสุขอยู่ในอำนาจของเราเอง และทำให้เราสามารถพึ่งตนเองได้ ไม่หวังพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โชควาสนา หรือหันเข้าหาวิธีการที่เป็นโทษ เช่น อบายมุข การพนัน และการฉ้อโกง
4. รู้จักคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นประโยชน์เกื้อกูล
แม้คนทุกวันนี้จะคิดเก่ง แต่ก็มักเอาอารมณ์เข้ามาเจือปน ทำให้มองคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และโน้มเอียงไปในทางเข้าข้างตนเอง การพิจารณาสิ่งต่าง ๆ โดยคำนึงถึง
เหตุผลยิ่งกว่าอารมณ์ จะช่วยให้มองสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรอบด้าน สามารถแยกแยะถึงความแตกต่างระหว่าง “ถูกใจ” กับ “ถูกต้อง” ได้ ซึ่งช่วยให้สามารถคิดในสิ่งที่เป็นประโยชน์
เกื้อกูลต่อส่วนรวม อีกทั้งยังสามารถลดทอนอคติ นำไปสู่การเป็นอยู่ด้วยปัญญา และสามารถแก้ทุกข์ได้ด้วยตนเอง
หลักการในการดำเนินงาน
- ทำให้เกิดการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม รวมทั้ง ผ่านประสบการณ์จริง
- ให้ความสำคัญกับกระบวนการก่อน และหลังทำกิจกรรม (เพื่อทบทวนตนเอง ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงตนเองทั้งก่อนและหลังทำกิจกรรมอย่างไรบ้าง)
- ใช้กระบวนการกลุ่ม เพื่อให้เกิดความสนุก ความสุข และเกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ
- พยายามใช้สื่อต่าง ๆ ในการเผยแพร่ข้อมูล, เนื้อหา แนวทางปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมทัศนคติและพฤติกรรมสุขภาวะทางปัญญา
วัตถุประสงค์
- เพื่อให้สังคมรับรู้และมีช่องทางใหม่ ๆ ที่หลากหลายในการเข้าถึงสุขภาวะทางปัญญา
- เพื่อสร้างเสริมให้เยาวชนและคนทั่วไปมีความเข้าใจและเกิดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ในทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เอื้อให้เกิดความสุขจากการคิดถึงผู้อื่นมากกว่าตนเอง
ไม่พึ่งพิงความสุขจากวัตถุเพียงอย่างเดียว เชื่อมั่นในความเพียรของตน และรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล
- เพื่อสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ในการรณรงค์ให้เกิดรูปธรรมและพื้นที่ปฏิบัติการในการสร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญาให้เพิ่มมากขึ้น
- เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ เครื่องมือ และกระบวนการที่แปลกใหม่ในการสร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญา
|