ปัญญาจากบันไดเลื่อน
ประมวล เพ็งจันทร์
ความสุขแท้อาจเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ เช่น ความสุขของเด็กทารกแรกเกิด ซึ่งเป็นความสุขชั่วขณะที่ปรากฏขึ้นเองโดยธรรมชาติ เนื่องจากสภาวะจิตที่ยังไม่ถูกรบกวนหรือเจือปนกับบางสิ่งบางอย่าง เป็นจิตที่ผ่องใสและเบิกบานหรือที่เรียกว่า “จิตประภัสสร” แต่นี่ไม่ใช่ ความหมายของ “ความสุขแท้ด้วยปัญญา” การแสวงหาความสุขที่แท้มักเป็นปัญหาของผู้ใหญ่ วัยที่ได้เรียนรู้อะไรมากมายหลายอย่างและมี กิเลสเกาะกุมในจิตใจให้ขุ่นมัวเป็นธรรมดาผู้ที่ปรารถนาความสุขแท้อาจเริ่มด้วยจิตที่ตั้งมั่นในการขจัดความหม่นหมองดังกล่าวให้จางหายไปจากใจ เพื่อดึงจิตกลับคืนสู่สภาวะเดิมที่เคยเบิกบานแจ่มใส ส่วนจะขจัดได้อย่างไรนั้น ต้องพึ่งพลังทางปัญญาเป็นตัวชี้นำ “ปัญญา” ในความหมาย อย่างกว้างๆ คือ จิตที่ได้สัมผัสหรือรับรู้โลก ทั้งโลกภายนอกที่ผ่านเข้ามาและโลกภายในใจที่มีปฏิกิริยาตอบสนอง สิ่งที่เราต้องพึ่งปัญญา คือบทบาทในการรักษา ความสมดุลระหว่างโลกภายนอกที่เข้ามากระทบกับโลกภายในที่เกิดการเปลี่ยนแปลง หากจิตของเราสามารถรับรู้สิ่งที่ เกิดขึ้นใดๆ โดยไม่หวั่นวิตก ไม่ตื่นกลัวหรือตระหนก เราสามารถพึงพอใจกับสิ่งที่ได้รับโดยไม่รู้สึกถึงความอยาก ความสุขแท้ด้วยปัญญาย่อมผุดขึ้น ในจิตใจ ตรงข้ามหากสิ่งนั้น เป็นเพียงสิ่งที่เข้ามาตอบสนองความปรารถนาของเรา เช่น ความสะดวกสบายในชีวิต ความสุขที่เกิดขึ้นย่อมเป็นเพียง “ความสุขเทียม” ที่เราปรุงแต่งขึ้นเองภายในใจ
ความหมายของปัญญาที่ผมให้ความสำคัญ ไม่ใช่นัยยะของปัญญาที่รับรู้โลกภายนอก หากแต่เป็นมิติของปัญญาที่มุ่งพิจารณาโลกภายในใจ เรา ซึ่งเป็นภาพเงาสะท้อนของโลกภายนอกอีกที ปัญญาในความหมายนี้เองที่ทำงานกับความสุขแท้ ปัญญาด้านในเกิดขึ้นจากภาพที่จิตของเรา ไปรับรู้โลกภายนอก แล้วนำภาพที่ได้รับรู้ดังกล่าวกลับมาบันทึกไว้ภายในภาพของโลกภายในที่เราบันทึกได้ จึงเป็นคนละชุดกับโลกภายนอก ลำดับการสัมผัสรับรู้ของจิตที่ว่านี้เกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการที่ละเอียดและซับซ้อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องการทำงานของจิตเพียงถ่ายเดียว แต่ยังมี กระบวนการที่ใจเราไปปฏิสัมพันธ์อย่างเชื่อมโยงกับโลกภายนอกด้วย เมื่อโลกภายในใจเราไม่จำเป็นต้องเหมือนกับโลกภายนอก ภาพลักษณ์ของ ความมืดมิดในใจเราจึงอาจน่าสะพรึงกลัวมากกว่าความมืดในโลกแห่งความเป็นจริง ขณะเดียวกันโลกใบนี้สำหรับเราก็อาจน่าอภิรมย์ยิ่งกว่าความ เป็นจริงก็เป็นได้ ทั้งความน่ากลัวและความน่าอภิรมย์ ล้วนเกิดขึ้นดั่งภาพเงาสะท้อนในใจเรา ไม่ใช่โลกแห่งความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ภายนอกจิตใจ เฉกเช่นรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ของผู้ร้ายที่เรามักรู้สึกมีเลศนัยแอบแฝงมากกว่ารอยยิ้มของพ่อค้าที่ส่งยิ้ม ก็ต่อเมื่อต้องการเรียกลูกค้าของตนเท่านั้น เพราะฉะนั้นขณะที่โลกภายนอกมืดและสว่างปรากฏและเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิตย์ โลกภายในของเราต่างหากที่ปรุงแต่งแปรความหมายของ ความมืดเป็นความพรั่นพรึง นี่คือตัวอย่างภาพความทุกข์ที่เราไม่ปรารถนา หนทางสู่ความสุขที่แท้ด้วยปัญญาในทัศนะของผม จึงหมายถึงการจัดการ กับปฏิบัติการของสภาวะจิตที่มักเผลอไปตีความและบันทึกภาพเงาที่ตีความดังกล่าวเสมือนโลกแห่งความเป็นจริงโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ผมขอเปรียบเทียบคำอธิบายข้างต้นกับกลไกการทำงานของสายพานบันไดเลื่อนอัตโนมัติในอาคารสำนักงานและห้างสรรพสินค้า กล่าวคือ เมื่อบันไดเลื่อนทำงานปรกติ ตัวเราที่ยืนอยู่บนขั้นบันไดพร้อมมือที่วางอยู่บนราวบันไดย่อมเคลื่อนที่ไปพร้อมๆกันไม่ว่าจะขึ้นหรือลง หากบันได เลื่อนทำงานผิดปรกติ ขั้นบันไดที่เลื่อนขึ้นลงทำงานไม่สอดคล้องกับราวบันได เช่น ขั้นบันไดเลื่อนขึ้นขณะที่ราวบันไดกลับหยุดนิ่ง หากตัวเราที่ กำลังเคลื่อนที่ยังคงจับราวบันไดอย่างยึดมั่นเราย่อมสูญเสียการทรงตัวเสียจังหวะ อาจล้มกลิ้งตกบันไดเลื่อนไม่เป็นท่า แต่ถ้าเราปล่อยมือที่จับราว บันไดนั้นเสีย เป็นอิสระจากราวบันได ตัวเราที่กำลังไหลเลื่อนย่อมเคลื่อนที่ได้ต่อเนื่อง การใช้ปัญญากำกับจิตให้ปล่อยละจากการถือมั่นในสิ่งใดๆ ก็เช่นกัน เหตุแห่งทุกข์จากตัวอย่างข้างต้นจึงมาจากการที่เราไม่ยอมปล่อยราวบันไดเลื่อนโดยคิดปรุงแต่งไปเองว่า สายพานของราวบันได นั้นยังคง เคลื่อนที่เป็นปรกติ ไม่ปล่อยวางจากการยึดมั่นถือมั่น เพราะถ้าหากเราสามารถฝึกฝนจิตใจให้ปล่อยละได้ ใจเราก็จะเป็นสุขแท้และเป็นอิสระจาก ความเป็นไปของโลกภายนอก ถึงแม้จิตกับโลกภายนอกจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ขัดแย้งตรงข้ามใจของเรากลับไม่ไหวเอน คือรับรู้โลกอย่างที่ ปรากฏและแปรเปลี่ยนไปอย่างปรกติสุข ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโลกแห่งความเป็นจริงภายนอกแต่ประการใด
หากเราสามารถใช้ ปัญญารักษาความสมดุลระหว่างจิตกับโลกอย่างเหมาะสม คือการเท่าทันสภาวะจิตและพินิจโลกที่ผ่านเข้ามาอย่างที่เป็น เห็นคุณค่าของความมืดที่ช่วยให้เราได้นอนหลับพักผ่อน ชื่นชมกลางวันที่ช่วยให้เรามีเวลาได้ทำกิจกรรมต่างๆ โดยไม่นำความคิดปรุงแต่งของตน เข้าไปเพิ่มเติมความกลัวภายในใจเราก็จะค่อยๆถูกขจัดให้หมดไป เมื่อนั้นใจเราก็จะเริ่มเป็นสุขรับรู้โลกอย่างปล่อยวาง ซึ่งเป็นความสุขง่ายๆที่แท้ ด้วยปัญญาญาณ
|