สุขด้วยปัญญาของแม่
โปรยนำ.. คือแนวคิดวิธีปฏิบัติตัวของแม่ที่นำมาซึ่งสุขภาพดี ชีวีเป็นสุข
อีกประมาณหนึ่งเดือนกว่าๆ แม่ก็จะอายุเต็ม 79 ปี อย่างมีความสุข และภาคภูมิใจว่า ผ่านไปอีกหนึ่งปีด้วยความสุขที่เพิ่มมากขึ้น แม่ชอบ อ่านหนังสือมาก แม่มีความสุขกับการอ่านหนังสือ แต่ก่อนแม่จะอ่านวรรณกรรมชีวิต เช่นเรื่อง โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง, ต้นส้มแสนรัก, ข้าวกำมือเดียว, แม่ของแม็กซิม กอกี้ เป็นต้น ต่อมาแม่ชอบอ่านนวนิยายสืบสวนสอบสวนของ อกาธา คริสตี้, ซิดนีย์ เซลดอน, เชอร์ล็อก โฮมส์ และคนอื่นๆ แม่ให้เหตุผลว่ามันลับสมองให้ต้องคิดตาม นอกจากนี้แม่ก็จะอ่านนวนิยายแปลที่เน้นผู้หญิงเก่ง ฉลาด ปราดเปรื่อง เพราะแม่รู้ว่า แท้ที่จริงนั้นผู้หญิงเก่งจริงๆ แม่ชอบเรื่องแปลเพราะให้ความรู้ สมจริง ตรงไปตรงมา มีมิติแห่งเรื่องราว ต่อมาเมื่อแม่อายุย่างเข้าวัยกว่า 70 ปี แม่มีปัญหาสุขภาพ เพราะเป็นคนที่ใช้ชีวิตตรากตรำงานหนัก ห่วงลูกซึ่งมี 8 คน และคนอื่นๆอีกรอบตัว ไม่ค่อยจะเอาใจใส่ตนเองนัก ร่างกายแม่ จึงทรุดโทรมเจ็บป่วยด้วยอาการต่างๆหลายชนิดมาก เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยแพทย์แผนปัจจุบันถึง 6-7 คน มีทั้งหมอหัวใจ หมอปอด หมอกระดูก หมอความดัน หมอฟัน แล้วยังหมอปรับสมดุลสมองอีกด้วย เมื่อย่างเข้าวัย 75 ปีเป็นต้นมา แม่หันมารักษาสุขภาพ ในแนวธรรมชาติบำบัด ด้วยการเข้าคอร์สธรรมชาติบำบัด และอ่านหนังสือ แม่เป็นคนที่ได้ความคิดที่ดีใดๆเข้ามาก็จะนำมาใช้กับตัวเอง อย่างมีวินัย
ในระยะนี้เช่นกัน แม่หันมาอ่านหนังสือที่ให้ความคิดมากมาย ทั้งในแนวธรรมะ ปรัชญาและสุขภาพ ความที่แม่เริ่มมีปัญหาสายตาบ้างแล้ว ฉันจึงต้องนำหนังสือที่แม่รักแม่ชอบไปถ่ายเอกสาร ขยายตัวหนังสือให้โตขึ้นสัก 2-3 เท่าตัว เข้าเล่มใหม่ นำกลับมาให้แม่เป็นหนังสือ สำหรับแม่แต่เพียงผู้เดียว แม่ชอบมาก แม่มีความสุขมากที่จะได้อ่านทวนซ้ำ แม่เก็บรักษาไว้อย่างดี ใครจะยืมไปบ้างแม่ก็ไม่ว่า แต่แม่ตาม ทวงถามเอากลับคืนมา หนังสือที่แม่อ่าน เช่น
ชวนม่วนชื่น : ธรรมบันเทิงหลายเรื่องเล่า
|
ของ พระอาจารย์พรหม |
| ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ |
ของ ท่านติช นัท ฮันห์ |
| วิถีแห่งบัวบาน |
ของ ท่านติช นัท ฮันห์ |
| เดิน วิถีแห่งสติ |
ของ ท่านติช นัท ฮันห์ |
| ตาวิเศษ |
ของ หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ |
| อารมณ์การปฏิบัติ |
ของ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ |
| รู้อย่างไรไม่รู้ รู้อย่างผู้รู้ |
ของ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ |
| ศิลปะแห่งความสุข |
ของ ท่านทะไลลามะ ที่ 14 และโฮเวิร์ด ซี. คัทเลอร์(วัชรีวรรณ ชัยวงศิลป์ แปล) |
| เดอะ ซีเคร็ท |
ของ รอนดา เบิร์น |
| เดอะ ท็อปซีเคร็ท |
ของ ทันตแพทย์สม สุจีรา |
ผลจากการอ่านหนังสือทำให้เกิดความเข้าใจ ทำให้แม่มองดูชีวิตด้วยดวงตาอันใหม่ ตั้งแต่เรื่องอาการไอของแม่ที่ไม่สามารถรักษาหายได้ ไม่ว่าจะเป็นแผนปัจจุบันหรือในแนวธรรมชาติบำบัด แต่แม่เลือกใช้ในแนวธรรมชาติบำบัดที่ทำให้ทุเลาได้เป็นครั้งคราว แม่เลือกที่จะอยู่กับ อาการไออย่างสงบสันติ อยู่กับปัจจุบัน คือ เมื่อไอก็คือไอ ใจไม่ต้องข้องเกี่ยว ดูอาการไอไป เมื่อไม่ไอก็ลืมเรื่องไอไปเสีย อยู่กับอาการที่ปกติ แม่บอกว่าแม่ผ่อนคลายขึ้นเยอะ ความทรมานที่เคยรู้สึกเมื่อไอก็บรรเทาไปด้วย ความกังวลกลัวจะไอก็หายไป ตอนเช้าวันเสาร์ วันอาทิตย์ แม่จะไปเดินสูดอากาศอันบริสุทธิ์ที่สวนรถไฟกับฉันและสามี เราจะต่างคนต่างเดินเพราะเดินไม่เหมือนกัน สามีฉันจะเดินเร็ว ฉันจะเดินปกติ แต่เร็ว ส่วนแม่จะเดินช้าๆเอาจิตไปอยู่ที่เท้า ทำวิปัสสนาไปในตัว เมื่อเดินก็ให้รู้ว่าเดิน สามีฉันเดินหายไปแล้วกับแมกไม้ ฉันจะเดินกลับไป กลับมาให้อยู่ในรัศมีที่มองเห็นแม่ตลอด ส่วนแม่จะเดินในจังหวะที่สม่ำเสมอ ดูกายตลอดเวลา ระยะทางที่แม่เดิน 3 กิโลเมตร ของฉัน 4 กิโลเมตร ของสามี 6 กิโลเมตร หลังจากแต่ละคนเสร็จจากการเดินแล้ว คราวนี้แม่ก็จะเอาเงินที่เตรียมมาบริจาคให้กับนักเล่นไวโอลินบ้าง แซกโซโฟนบ้าง กีตาร์บ้าง รวมทั้งผู้มาขอเงินช่วยเหลือในการฟอกไต แม่พูดว่าเมื่อให้เงินแม้จะเล็กน้อย เพื่อไปเป็นประโยชน์กับคนอื่นแล้ว แม่รู้สึกสบายใจ แม่มีนิสัยหญิงชนบทที่มักชอบเจือจาน โดยเฉพาะเมื่อทำอาหารอร่อยๆ หรือรู้ว่าใครชอบอาหารฝีมือแม่ แม่ก็จะนึกถึง และหาโอกาสทำอาหารนั้นนำไปฝากแต่ละคน แม่พูดเสมอว่า “เมื่อได้ทำอาหารที่เขาชอบ เอาไปฝากเขาแล้ว แม่มีความสุขมาก” นี่แหละ การให้นั้นสร้างความสุขกับผู้ให้เสมอแม่อ่านหนังสือหลายเล่มจนแม่ประมวลกับตนเองได้ว่า
ทุกข์อยู่ที่คิด ไม่คิดก็ไม่มีทุกข์
ความคิดในแง่ดี หรือคิดบวก ย่อมนำความเบิกบานมาให้กับตนเอง และกับผู้อยู่ใกล้
คิดอะไรก็ได้สิ่งนั้น ฉะนั้นจึงควรคิดในแง่ดีเข้าไว้
ดังนั้นแม่จึงนำความคิดเหล่านี้มาใช้กับชีวิตประจำวัน เมื่อแม่ตื่นนอน ซึ่งเช้ามากอย่างไม่เป็นเวล่ำเวลา บางทีก็ตี 2 บางทีก็ตี 3 ถ้าโชคดีเป็นตี 4 ตี 5 แม่ก็จะ “สาธุ” แต่ถ้าไม่ใช่แม่ก็บอกว่าดี เราจะได้มีโอกาสทำวิปัสสนา ดูรูปเดิน ยืน นั่ง มีโอกาสสวดมนต์ยาวๆ มีโอกาสทำโยคะและบริหารขาให้แข็งแรง คิดเช่นนี้แล้วแม่ก็เลิกน้อยใจที่ “ทำไมร่างกายของเราต้องเป็นเช่นนี้ด้วย” ฟ้าสางสว่างแล้ว แม่ก็ฮัมเพลงเก่าโบร่ำโบราณเพื่อบริหารลำคอและกล่องเสียงอย่างสดชื่น มีโอกาสฝึกสมองรื้อฟื้นความจำ ไปเดินเก็บดอกไม้ ทั้งดอกสเลเต (มหาหงส์)และจำปีมาไหว้พระ เสียบแซมผมของแม่ ฉันก็ได้รับการเจือจานดอกไม้ให้นำมาไหว้พระในห้องทำงานของฉัน และเสียบแซมผม เพื่อดอมดมอีกด้วย แม่มีความสุขกับการมองโลกในแง่ดีกับการคิดบวกในทุกสิ่งทุกอย่าง กับการขอบคุณผู้ที่ดูแลแม่ และผู้เป็นแม่บ้านคอย ทำอาหารให้รับประทาน บรรยากาศในบ้านจึงสดใสและสดชื่น สุขภาพแม่แข็งแรงขึ้นเป็นที่น่าพอใจ ลูกหลานที่ใกล้ชิดแม่จะรู้สึกว่า “คุณยายอารมณ์ดีจังเลย คุณยายดูหน้าตาผ่องใส” แม่เป็นชาวต่างจังหวัดที่ต้องเข้ามาอาศัยอยู่กับลูกยามแก่เฒ่า แม่พกพานิสัยชาวต่าง จังหวัดเข้ามาด้วยคือการโอภาปราศรัยกับผู้คน การแสดงความมีน้ำใจอย่างไร้ความรู้สึกเป็นกำแพงขวางกั้น แม่จึงกลายเป็นตัวแทนของ บ้านเราสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ตั้งแต่ข้างบ้านจนไปถึงหน้าปากซอย ด้วยการทักทาย ด้วยรอยยิ้ม ด้วยของฝากตามโอกาส ลูกๆจึงได้รับอานิสงส์ผลบุญจากแม่ไปด้วย ทำให้เกิดความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านาคนอื่นๆ เฉกเช่นบรรยากาศในต่างจังหวัด แม่มีโอกาสสอน ใครในเรื่องการคิดบวกมองโลกในแง่ดีแม่ก็จะสอน เช่น เช้าวันหยุดวันหนึ่ง ฉันกับแม่ไปเดินที่สวนรถไฟเช่นเคย วันนั้นฝนตกและตกหนัก ในที่สุด ดีแต่ว่าช่วงฝนตกหนัก เราสองคนแม่ลูกเข้ามาหลบฝนเรียบร้อยแล้วยังเต็นท์ขายของ แม่จึงใช้เวลาติดฝน เดินจ่ายตลาดเสียเลย ขณะที่แม่ซื้อกุ้งทะเลสดๆที่แผงขายอาหารทะเลสด แม่ค้าซึ่งคุ้นเคยกับการโอภาปราศรัยของแม่เป็นอย่างดี ก็ปรารภกับแม่ว่า
แม่ค้า “คุณยาย ฝนตกหนักอย่างนี้ หนูขาดทุนแน่ๆเลย ขายไม่ได้ ของเหลือไม่รู้จะทำอย่างไร”
แม ่“อย่าคิดในแง่ลบลูก เราต้องคิดใหม่ว่าแม้ฝนจะตกของเราสดและดีเสียอย่างต้องมีคนมาซื้อแน่นอน เราคิดดีเราก็จะได้รับสิ่งดีๆตามที่เราคิด นะลูก”
แม่ค้ายิ้มออกมาได้ แล้วบอกว่า “ค่ะ หนูจะทำตามที่คุณยายแนะนำ”
สักพักแม่ค้าได้รับโทรศัพท์ เมื่อพูดโทรศัพท์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็หันมายิ้มแป้นกับแม่ และบอกแม่ว่า
“คุณยายขา ลูกค้าโทรศัพท์มาสั่งกุ้งกับปลาหนูตั้ง 6 กิโลแน่ะค่ะ ที่คุณยายแนะนำ ใช้ได้ผลจริงๆ”
แล้ววันนั้นแม่ก็ซื้อกุ้งหอยปูปลาจากแม่ค้ามากเป็นกรณีพิเศษ ด้วยคำพูดว่า “ช่วยเขา คนเขาเดือดร้อน ช่วยเขาได้ก็เป็นเรื่องดี”
แม่เป็นผู้สูงอายุที่ลูกๆอยากก้มลงกราบวันละหลายๆรอบเพราะแม่จะดูแลตัวเองดีมากทั้งร่างกายและจิตใจ อย่างมีวินัยอย่างต่อเนื่อง ไม่ย่อท้อ ด้วยพลังความคิดที่ว่า “แม่ไม่อยากทำให้ลูกๆเดือดร้อน ไม่ว่ากรณีใดๆ แม่จึงทำทุกอย่างให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรง” นี่แหละแม่ของฉัน
สิ่งหนึ่งที่แม่ปรารถนา แต่ฉันยังจัดสรรตัวเองเพื่อแม่ไม่ลงตัวสักที ก็คือ การเข้าคอร์สอบรมของ พระไพศาล วิสาโล ในหัวข้อ “ตายก่อนตาย” ซึ่งแม่บอกว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ดีต่อจิตใจและความคิดของแม่ ฉันสัญญาว่าในปี 2552 ฉันจะต้องพาแม่เข้าคอร์สอบรมนี้ให้ได้?
นี่แหละคือความสุขด้วยปัญญาของแม่ฉันล่ะ |