ความเห็นแก่ตัวของนักบวช คือ ความสุขของคนหมู่มาก
สุขแท้ด้วยปัญญาในทัศนะท่านจันทร์
วิทยากร โสวัตร : สัมภาษณ์และเรียบเรียง
ถามว่า...แล้วเราจะมีคำถามอะไรอีกในประเด็นนี้ (สุขแท้ด้วยปัญญา) กับผู้ที่ดำรงตนเป็นสมณะบุคคลที่นุ่งห่มเพียงน้อยชิ้น ฉันอาหาร เพียงมื้อเดียวต่อวัน นอนพื้นแข็ง เดินเท้าเปล่า ไม่สั่งสมทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา มีชีวิตอยู่ในธรรม สั่งสอนธรรมแก่ผู้คนเหมือน ไม่รู้เหน็ดเหนื่อย...
“อาตมานอนวันละไม่ถึง 4 ชั่วโมง” นี่คือคำยืนยันของ สมณะเพาะพุทธ จนฺทเสฏโฐ หรือที่เราท่านคุ้นกันในนาม ‘ท่านจันทร์’ แห่งสันติอโศก สมัยก่อนทำรายการวิทยุ โทรทัศน์ แทบไม่ได้นอนเลย ทุกวันนี้อาตมาเขียนหนังสือ (บทกวี) ลงหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ทุกวันเสาร์ เขียนลงในคมชัดลึกทุกสัปดาห์ ๆ ละ ๑- ๒ ครั้ง และเขียนลงในนิตยสารฉบับต่างๆ อีกหลายฉบับ- - ”
นี่ยังไม่นับการจัดรายการธรรมทางวิทยุทุกวัน และกิจนิมนต์ไปบรรยายธรรมนอกสถานที่อีกนับไม่ถ้วนในหนึ่งปี และทุกๆวันของการ ทำงาน มันคือการงานแห่งความสุข
“ความสุข? ก็อย่างที่คุณเห็นตอนนี้ ความสุขแบบสงบเงียบเรียบง่าย แม้จะอยู่บนตึกสูง อาตมายังนั่งเปลญวนอยู่บนดาดฟ้าซึ่งปกติ มันต้องอยู่ใต้ถุนเรือนของชาวบ้าน แต่อาตมาก็ยังหามาผ่อนคลายนั่งอ่านหนังสือแต่งบทกวี อาตมาเป็นนักบวชที่ต้องทำงานกับสังคมค่อนข้าง เยอะอยู่กับประชาชน อยู่กับเรื่องราวต่างๆนานา มีรายการวิทยุ มีรายการโทรทัศน์ มีหนังสือพิมพ์ มีสื่อที่ตัวเองจะต้องทำอยู่ไม่ใช่น้อย อาตมาพบว่านั่นคืองานที่เราต้องสื่อสารไปสู่สังคม แต่ชีวิตของเรามันควรจะเป็นชีวิตที่อยู่กับความสงบเงียบเรียบง่าย ซึ่งอาตมาว่าเป็นความสุข ที่แท้จริง”
“ความสุขที่แท้จริงของอาตมา คือ การดำรงชีวิตให้ดีที่สุด ง่ายที่สุด แต่ทำตนให้เป็นประโยชน์สูงสุด มีประสิทธิภาพ มีศักยภาพที่จะทำ เพื่อสังคม อาตมาจะไม่แยกกันระหว่างการทำประโยชน์ให้กับสังคม การช่วยคน กับการมีพื้นที่ให้กับความสุขของตนเอง แทนที่ว่าความสุข ของเราควรจะเป็นการไปมีชื่อเสียง เกียรติยศ อำนาจ แต่ทุกวันนี้สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นขยะในความรู้สึก ทั้งที่สมัยเป็นเด็ก อาตมามี ความทะเยอทะยานอยากจะเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่อายุ 10 ขวบ อยากมีเมียเป็นสิบ ไปไหนมาไหนมีคนล้อมหน้าล้อมหลัง แต่เดี๋ยวนี้เวลา เห็นภาพที่ผู้หลักผู้ใหญ่มีคนล้อมหน้าล้อมหลัง กลับไม่ได้มีความรู้สึกว่า คนๆ นั้นมีความสำคัญ อาจจะเป็นเพราะว่าจิตของเราซึ่งอยู่กับธรรมะ เราเสาะแสวงหาความสุขแบบประณีตมากขึ้น เพราะฉะนั้นการที่จะไปติดยึดกับความสุขที่สมมติมันก็น้อยลงๆ จนทุกวันนี้เราไม่ได้สมมติร่วม ด้วยกับเขาแล้ว ความยิ่งใหญ่ในทางยศถาบรรดาศักดิ์มันไม่ได้อยู่ในใจของเราอีกแล้ว”
“พูดถึงการทำงานเพื่อสังคมในระยะหลังอาตมามีศิลปะในการทำงาน คือยิ่งทำงานเพื่อสังคมมากเท่าไหร่ อาตมายิ่งรู้สึกว่าตัวเองต้อง พักผ่อนให้พอเพียง มีเวลาอยู่กับความวิเวก มีเวลาอยู่กับความสงบให้มากพอเพื่อที่จะให้มีพลังทำงานให้กับสังคม แต่ก่อนอาตมาคิดว่า อาตมาทำงานเพื่อสังคม ต้องทำงานเพื่อมนุษยชาติ ทำงานช่วยคน ทำงานเพื่อสังคม เราจะต้องเสียสละ ปัจจุบันนี้อาตมาคิดว่าอาตมาทำงาน เพื่อตัวเอง”
“ปัจจุบันนี้อาตมารู้สึกว่าทุกครั้งที่ทำอะไรออกไปแล้ว คนอื่นได้รับประโยชน์ นั่นเป็นเพียงผลพลอยได้ แต่คนแรกที่ได้รับผลประโยชน์ จากการกระทำนั้นก็คือตัวเราเอง เดิมทีอาตมาได้รับนิมนต์ไปเทศน์ที่นั่นที่นี่บ่อยมาก อาตมาจะขึ้นต้นว่า ณ บัดนี้ เป็นเวลาของการแสดง พระธรรมเทศนาขอให้ท่านทั้งหลายจงตั้งจิตจดจ่อ และตั้งใจจดจำพระธรรมเทศนานี้ให้ดีเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการฟังตามสมควรแก่เวลา แล้วก็เทศน์ต่อไป ระยะหลังอาตมาจะพูดขึ้นต้นใหม่ว่า บัดนี้เป็นเวลาแห่งการแสดงธรรมเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่อาตมาเองเป็น อันดับแรก และเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่ท่านทั้งหลายเป็นผลพลอยได้ ญาติโยมก็งง แต่อาตมาเห็นว่ายิ่งเราทำงานมากยิ่งเห็นบุญคุณ ของสังคมที่ให้เราได้ทำงาน ถ้าสังคมไม่มีปัญหา มีหรือเราจะได้ออกไปทำงาน เพราะฉะนั้นเราต้องขอบคุณปัญหาของสังคม ขอบคุณความ ทุกข์ยากของสังคม ขอบคุณเรื่องราวและคนต่างๆ นานา เราพบว่าถ้าไม่มีงาน ปัญญาก็ไม่เกิด ส่วนใหญ่งานเขียนของอาตมาจะปรากฏ กับคนข้างนอก (ในช่วง 2 ปีนี้ มีหนังสือพิมพ์ที่ให้พื้นที่เยอะมาก) ในส่วนสันติอโศกจะไม่เท่าไหร่ เขียนกันเอง อ่านกันเอง ทุกวันนี้จิตอาตมา มันเป็นไปเอง ไม่ใช่จากการไปอ่านหนังสือเล่มไหนมา จิตอาตมาจะขอบคุณคนที่เอางานมาให้อาตมา อาตมารู้สึกมีความสุขที่ได้เผยแพร่สิ่งดีๆ ออกไป เพราะฉะนั้นความสุขของเรามันเป็นความสุขที่ได้ทำ ได้ให้ ถ้าคนเขาไม่หยิบยื่นโอกาสที่จะทำ มีโอกาสที่จะให้ เราก็ไม่เก่ง เราก็ไม่มีความรู้ความสามารถ ยิ่งในสังคมที่เราเห็นว่ามีปัญหาหนักๆ อย่างเศรษฐกิจ สังคม การเมืองนั้น แท้จริงแล้วมีปัญหาที่ใหญ่กว่า อีกคือปัญหาศีลธรรม พระสงฆ์ต้องเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ กล่าวคือจะต้องไม่อ่อนแอต่อกระแสสังคม ต้องกล้าที่จะคิด กล้าที่จะพูด กล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้สังคมจะไม่เห็นด้วย ท่านพุทธทาสชัดเจนที่สุดในแง่ของการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ แต่ท่านก็นำได้ในเรื่อง ความคิด แต่การสร้างองค์กรท่านไม่ได้ทำ ซึ่งการที่ท่านไม่ได้ทำ มองในอีกมิติหนึ่งก็คือการเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ทำ เปิดโอกาสให้คนอื่น ได้เติบโต ท่านเป็นผู้ให้นโยบาย ให้ความคิด ให้จิตวิญญาณ ท่านเปิดพื้นที่ทางปัญญา พูดตามจริงเลยว่า อาตมาชอบท่านมากกว่าสันติอโศก อาตมามองว่าสันติอโศกพยายามสร้างชุมชน มีความเป็นตัวของตัวเองสูง อาตมาพูดในแง่ที่ว่าเป็นผู้หนึ่งที่ทำงานเพื่อสังคม สันติอโศกจะ ไม่ค่อยเปิดพื้นที่ให้เกิดความกลมกลืนกับสังคมเท่าไรนัก แต่สันติอโศกเป็นตัวอย่างแก่สังคม แต่สังคมก็ไม่อยากมาเป็นแบบสันติอโศก”
อย่างที่เกริ่นนำไว้ มีอะไรต้องถามในประเด็น ‘สุขแท้ด้วยปัญญา’ อีกกับผู้ดำรงตนในครรลองแห่งธรรมเยี่ยงนี้บางทีสิ่งที่น่าสนใจ กว่านั้น อาจเป็นเรื่องความทุกข์...
“แล้วพระคุณเจ้ามีความทุกข์บ้างไหมครับ”
“จริงๆ แล้ว อาตมาก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองสุข รู้สึกเพียงว่าชีวิตมันค่อนข้างจะสงบเรียบง่าย สบายๆ ไม่มีอะไรยุ่งยาก ซับซ้อน ไม่ต้องติดยึด อยู่กับเงื่อนไขของสังคมมากมายนัก แต่ถามว่ามีความทุกข์อะไรบ้างไหม อาตมาคิดหนัก ความทุกข์ของเราคืออะไร ส่วนใหญ่มันเกี่ยวเนื่อง กับการทำอะไรเพื่อสังคม เพียงแต่ว่าสังคมมันไม่ได้ดีขึ้นตามที่เราต้องการหรือมุ่งหมายให้ดี ถามว่าเป็นความทุกข์ไหม ตอบว่าไม่เป็น ความทุกข์ แต่เป็นความเข้าใจต่อสังคม ความเข้าใจมันนำไปสู่ความวางใจพอเราวางใจมันจะไปทุกข์อะไร เหมือนกับอาตมาเห็นพฤติกรรม ของคนใดคนหนึ่งซึ่งไม่เป็นไปอย่างใจ แทนที่เราจะไปทุกข์กับพฤติกรรมของเขา เรากลับเข้าใจว่าที่เขาต้องมีพฤติกรรมแบบนั้น เพราะเขามี ที่มาที่ไป มีเวรมีกรรมมีบุญมีกุศลแตกต่างไปจากคนอื่น”
“ถามว่าทุกข์กับอะไรไหม ตอบได้เลยว่าอาตมายังทุกข์กับกิเลสที่ยังไม่หมดของตัวเองมากกว่า กิเลสอะไรที่เราจะต้องตัดไม่ว่าจะเป็นราคะ โทสะ โมหะ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ถึงแม้ว่ามันจะลดน้อยลงจากที่เคยมี แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันทำให้เราทุกข์อยู่ ถ้าเป็นทางโลก ก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะมันเป็นธรรมดา แต่ของเรามันไม่ธรรมดาเพราะเป้าหมายของเราต้องไปสู่ความพ้นทุกข์ทั้งหมด เป็นเป้าหมายสูงสุดซึ่ง ต้องการจะไป”
แล้วตอนนี้พระคุณเจ้าตอบตัวเองได้แล้วใช่ไหมว่า พบความสุขของตัวเองแล้ว...
“พบความสุขในระดับหนึ่ง คือสุขสูงสูดต้องเป็นพระอรหันต์ อาตมาก็คิดว่าตัวเองน่าจะไปถึงจุดๆ นั้น สักวันหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่ใช่ชาตินี้ก็ได้
ทุกวันนี้อาตมาพอใจแล้ว เป็นพระองค์หนึ่งที่ทำงานอยู่กับสื่อ มีชีวิตที่เรียบง่าย ทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง !”
ครับ ท่านฟังไม่ผิดหรอกที่ว่า ‘ท่านจันทร์‘ ทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง แต่ถ้ายังสงสัยอยู่ บางทีท่านต้องกลับไปอ่านเรื่องนี้อีกรอบแล้วกระมัง
|