“ความคิดเลือกชีวิต ชีวิตเลือกทางเดิน”
แทนคุณ จิตอิสระ
วิทยากร โสวัตร : สัมภาษณ์และเรียบเรียง
คนส่วนใหญ่ในประเทศอาจจะพบเห็นเขาผ่านทางโทรทัศน์ ทั้งในบทบาทดาราละครและพิธีกรหนุ่มหล่อผู้มาดมั่น แต่ถ้าสังเกตให้ดี สิ่งที่ทำให้เขาต่างไปจากคนโทรทัศน์โดยส่วนใหญ่คือแววตาที่คมและนิ่ง เช่นเดียวกับในเวทีเสวนาเชิงคุณค่าชีวิตที่องค์กรต่างๆ จัดขึ้น เราจะ เห็นการดำเนินรายการที่เปี่ยมไหวพริบ สรุปประเด็นชัดเจนทำให้การพูดคุยไหลเลื่อน พร้อมมุมมองที่คมและลึกของเขา... และไม่สำคัญ หรอกว่าชื่อ-สกุลเดิมของเขาคืออะไร แต่ที่ปรากฏในปัจจุบันก็กินความและคุณค่าได้เต็มที่ตามเจตนารมณ์ของเขาแล้ว แทนคุณ จิตอิสระ
“จริงๆ แล้ว ผมสนใจวิธีที่จะทำให้ชีวิตตัวเองดีที่สุด...” มันอาจจะฟังดูเหมือนสำนวนในหนังสือ HOW TO ทั่วไปสำหรับประโยคแรก ของเขาในการสนทนาครั้งนี้ ใช่ บางทีเขาอาจจะหมายความตามนั้น “ผมจึงมีคำถามตามมาว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต ก็เลยค้นหาสิ่งต่างๆ และคิดว่าหนังสือน่าจะเป็นทางลัดให้เราได้รู้และเข้าใจ จึงได้อ่านเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นสามก๊กหรือหนังสือเกี่ยวกับปรัชญาต่างๆ ที่เวลาเกิด ปัญหาก็เอามาแก้ได้ตามลำดับ เพราะสนใจวิธีคิดที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้นๆ” ลองฟังอดีตของเขาดู...
“ผมทำงานเยอะตั้งแต่เด็ก ผมไม่อยู่นิ่งทำงานทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ก็ไปขายของ ไปเป็นเด็กส่งของ เด็กเสิร์ฟ วันที่คนอื่นไปเที่ยว ผมเองก็อยากเที่ยวนะ แต่ครอบครัวลำบากยากจนต้องทำงาน พ่อแม่ไม่ให้เราว่าง เสาร์-อาทิตย์ ก็เรียกเราแต่เช้าเพราะไม่ได้เรียน วันธรรมดา ตีห้าหรือหกโมงเป็นอย่างช้า ทำงานถึงเจ็ดโมงครึ่งแล้วไปโรงเรียน ทำอย่างนี้ทุกวันจนชินติดเป็นนิสัย จนรู้สึกว่าให้อยู่เฉยๆ จะอยู่ไม่ได้ ต้องทำโน่นทำนี่ ผมเรียนรู้ชีวิตเร็วกว่าคนอื่น แต่โลกนี้เป็นโลกแห่งมูลค่าซึ่งทุกอย่างก็นำไปสู่ตรงนั้น การศึกษาบอกให้เราแข่งขันถึงจะรวย ต้องประกอบอาชีพเยอะๆ ถึงจะดีถึงจะเก่ง การสื่อสารยิ่งไม่ต้องพูดถึงโฆษณานี้อัดกันเข้าไป ศาสนาก็เสื่อม หลักธรรมไม่ได้เสื่อมแต่คนที่ ปฏิบัติเสื่อม เพราะเอาทางโลกมาตีกรอบทางธรรม
“ผมอยากให้พ่อแม่มีความสุข... คิดว่าชีวิตมันต้องทำงานหาเงินเยอะๆ ถึงจะใช่คำตอบของชีวิต คือเป็นไปตามกระแสหลักของสังคม ของโลกทั้งใบเลยว่าคนมันต้องรวยต้องมีเงินถึงจะมีความสุข ผมคิดอย่างนั้นและผมก็ทำอย่างนั้น ผมมีช่วงชีวิตที่ฟู่ฟ่าหลงแสงสี เพื่อนใช้ มือถือสาม-สี่หมื่น ผมเห็นอยากใช้บ้างก็ซื้อ ไม่ได้คิดมากอะไร อาจจะมีเสียดายตังค์ แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องถูกต้องที่เราจะต้องโชว์” แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบคิดมาตั้งแต่เด็กและไวต่อการเรียนรู้จึงทำให้ชีวิตเขาพลิกเปลี่ยน...
“แล้วผมก็พบว่า ความจริงของชีวิตมันไม่ใช่แค่นั้น เมื่อวันหนึ่ง คุณพ่อผมเสียไปในคืนเดียวคือนอนหลับไปแล้วไม่ตื่น ผมช็อคมาก! เลยได้คำตอบบางอย่างว่า เงินไม่ใช่คำตอบ...”
อย่างไรก็ตามเขายังบอกด้วยความรู้สึกที่แท้จริงว่า เข้าใจคนที่อยู่ในโลกที่เขาเคยอยู่เคยเป็นมาก่อน “แต่เมื่อเปิดใจและลองเรียนรู้อีก มุมหนึ่งซึ่งมีคุณค่าสูงกว่า ก็พบว่าคนเราไม่ได้มีแค่มูลค่า คนเราไม่ได้วัดกันที่เงินทองว่าคุณราคาเท่าไหร่ แต่วัดกันที่คุณค่าว่าคุณทำอะไร มาบ้าง ผมก็ถามตัวเองว่าผมมีคุณค่าอะไรบ้าง แต่นึกไม่ค่อยออก ผมทำงานแลกเงินก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร แต่รู้สึกว่ามันมีสิ่งที่สูงกว่านั้น (แต่ผมยังไม่รู้เท่านั้นเอง) จึงลองอ่านหนังสือธรรมะตามที่มีคนแนะนำ
เล่มแรกที่อ่านคือคู่มือมนุษย์ของท่านพุทธทาสภิกขุ ตอนนั้นไม่ค่อย เข้าใจในเนื้อหาแต่รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่สะกิดอิสรภาพ บางอย่างในจิตใจของเรา และเกิดความสงสัยว่าเราเป็นมนุษย์ทำไมต้องมีคู่มือ ซึ่งมันก็จริงตามที่ท่านบอกว่าทุกอย่างเป็นธรรมชาติ เรายึดและเข้าใจเองว่าเราเป็นตัวเรา เราเข้าใจไปเองว่านี้คือฉัน คืออะไรต่างๆ เหล่านี้ จริงๆ แล้วมันไม่มีอะไรเลยที่เป็นของเราจริงๆ มันก็คือ ธรรมชาติ เพียงแต่เราเข้าใจผิด เมื่อเราเข้าใจถูกแล้วว่าเราคือธรรมชาติเราก็ใช้ชีวิตอย่างไม่ยึดมั่นเกินไป แล้วก็ปล่อยวางเป็นและทำในสิ่งที่ ควรทำ ทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง “จึงได้เรียนรู้ว่าชีวิตที่อยู่บนฐานของการให้หรือการเสียสละเป็นชีวิตที่มีคุณค่า
ผมได้โจทย์ใหม่แต่จะเริ่มตรงไหนก่อนดี เสียสละสิ่งที่เรารักที่สุดให้คนอื่น เอาตัวเราเข้าไปช่วยงานคนอื่น หรือแม้แต่ที่สุดเสียสละ ความเห็นแก่ตัว สละเอาความเห็นแก่ตัว ความไม่รู้ความเข้าใจผิด ความหลงผิดซึ่งเป็นตัวอวิชชาที่ไม่ใช่ปัญญาออกไป เริ่มต้นจากความเข้าใจผิดที่ว่าเงินทองคือคุณค่า เอาออกไปให้ได้ แล้วกระโดดเข้าไปทำงานด้านอาสาสมัครเพื่อจะทำให้ตัวเองมีคุณค่า เพื่อจะเอาคุณค่านี้เป็นความภาคภูมิใจให้กับตัวเองให้กับครอบครัวโดยเฉพาะกับพ่อที่เสียไป อยากทำบุญให้กับท่านเพราะว่าที่ผ่านมาเราไม่มี ความสุขเท่าที่ควร เป็นการปฏิบัติบูชาด้วยการทำสิ่งดีๆ แล้วอุทิศให้ท่าน เพราะผมรู้สึกว่าแค่เงินทองมันไม่พอ คนเราไม่ได้จบแค่นั้นแต่ผมต้อง เอาตัวเองเข้าไปทำ”
แทนคุณ จิตอิสระ มีความคิดว่าการจะเลือกเป็นอาสาสมัครในมูลนิธิหรือองค์กรใดนั้นจะต้องเป็นไปในการส่งเสริมไม่ใช่สงเคราะห์ เพราะ การสงเคราะห์คือการเอาของไปให้แล้วก็จบตรงนั้น แต่ส่งเสริมคือไปทำกิจกรรมให้เกิดแรงบันดาลใจหรือแนวคิดที่จะสร้างสรรค์และ / หรือ
สานต่อ จึงได้เลือกมูลนิธิศุภนิมิตซึ่งทำเรื่องการศึกษาของเด็ก
และในระหว่างการทำงานนี้ร่วมสิบปี มีสิ่งหนึ่งที่ได้พบเห็นและตอกย้ำในคุณค่าที่เขาเลือกนั่นคือ “เราเองคิดว่าต้องรวยต้องมีเท่านั้น ถึงจะมีคุณค่า แต่ที่นี่กลับทำให้เราได้พบคนที่ลำบากกว่าเรา แต่เขาเสียสละเขาให้ยิ่งกว่าเราอีก คือเรามีเงินมีทองมากมายแต่ไม่ให้ใครเลย ยิ่งเห็นแก่ตัว เห็นแต่จะได้ เลยทำให้เข้าใจว่าชีวิตของคนที่มีคุณค่าต้องเสียสละ การเสียสละทำให้เราซื่อสัตย์ คือถ้าเราเสียสละเป็น เราจะไม่โกงใคร เพราะเราคิดแต่จะให้ไม่คิดจะเอา คนที่โกงคิดแต่จะเอาเห็นแก่ตัว เมื่อเสียสละและซื่อสัตย์ชีวิตจะสมดุล เมื่อเกิดสมดุลชีวิต นั่นแหละคือความพอเพียง สมดุลคือไม่เหวี่ยงไม่สุดโต่ง เพราะชีวิตมันสายกลางได้
เราทำงานหาเงินได้แต่ว่าควรจะอยู่กับจิตใจของเรา ไม่เป็นทาสของเงิน คือไม่ทำทุกอย่างเพื่อเงินหรือไม่ให้อะไรก็แล้วแต่ซื้อเราได้ เคยมีคนชวนให้ผมไปโฆษณาเหล้าเบียร์ให้ตังค์เยอะมาก ผมก็ปฏิเสธ เพราะผมคิดว่าถ้าไปโฆษณาผมจะละอายใจไปตลอดชีวิต แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ขอผู้ใหญ่ว่าผมพยายามหลีกเลี่ยงไม่ขอเกี่ยวข้องกับการทำลายชีวิตผู้คน โดยที่ไม่ต้องให้ใครรู้ก็ได้ว่าผมคิดแบบนี้ แต่ผมภูมิใจในตัวเอง มันเป็นความสุขด้วยคุณค่าของตัวเอง
สุขที่แท้จริงมันอยู่ตรงที่เราคิดเป็นเข้าใจเป็นและสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้น กับตัวเราเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาวัตถุสิ่งของ นั่นคือสุขแท้ด้วย ปัญญา เพราะมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยปัญญาไม่ใช่ตัณหา ความสุขสร้างปัญญา ปัญญาสร้างความสุข มันสัมพันธ์กันอย่างที่แยกส่วนไม่ได้”
คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าพุทธธรรมหรือศาสนาเป็นคำตอบของชีวิตก็จริง แต่เป็นไปในลักษณะการแสวงหาแบบปัจเจกชนไม่มีพลัง ขับเคลื่อนทางสังคม แต่ผู้ชายคนนี้ไม่ได้คิดเช่นนั้น “ผมคิดว่าถ้าเข้าถึงพุทธธรรมจริงๆ แล้วเราจะหลอมรวมกับธรรมชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทุกชีวิตคือธรรมชาติ เราจะเข้าใจและเกื้อกูลกันตามอัตภาพ คือมีความสมดุล
อย่างถ้ามีเมตตา พระพุทธเจ้าจะบอกให้มีคู่เป็นอุเบกขา เมตตาโดยไม่มีอุเบกขาคือความวางเฉยกำกับ ก็จะหลงใหลไปช่วยเหลือคนอื่น โดยที่ไม่ประมาณตนเอง เราก็จะเสียหาย อุเบกขาวางเฉยไม่เมตตาใครเลยก็แห้งแล้ง มีฉันทะก็ต้องมีวิมังสา ฉันทะคือความชอบ วิมังสาคือความรอบคอบ จะชอบแบบที่ไม่รอบคอบไม่ได้ รอบคอบอย่างไม่ชอบก็เครียด ชอบอย่างไม่รอบคอบก็พัง ทุกอย่างมันเป็นคู่ ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งแต่มันสมดุลกัน เป็นคู่ปฏิภาคที่สัมพันธ์กัน
“ผมคิดว่าตัวเองกับสังคมต้องดูเป็นสถานการณ์ไป อย่างผมมาช่วยงานก็มีเวลากับครอบครัว อย่างน้อยเวลาเราไปไหน มีกิจกรรมดีๆ เขาก็จะไปด้วยกับเรา เขาจะซึมซับสิ่งดีๆ ที่เราทำร่วมกัน ผมเลือกคบแฟนผมเพราะว่าเขาทำงานด้านนี้มาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าความคิดเลือกชีวิต ชีวิตเลือกทางเดิน และทางเดินก็เลือกครอบครัวที่เราอยู่ร่วม เราไม่สามารถเปลี่ยนความคิดทุกคน เราก็ไม่อยากให้ ทุกคนมาเปลี่ยนเรา ต่างคนต่างอยู่ในจุดที่เป็นทางสายกลาง ทางสายกลางอยู่ตรงนี้ อยู่ที่ความพอดีของสิ่งที่ถูกต้องไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ “ที่สำคัญที่สุดต้องประยุกต์เป็นแล้วมันจะไม่สุดโต่ง ผมเคยเหวี่ยงตัวเองไปสุดขั้วแล้วผมเหนื่อยมากที่จะต้องวิ่งตามอารมณ์ของผู้คน คนชื่นชม ว่าดีเราก็ลอยขึ้นมา คนด่าเราก็แฟบ แล้วอะไรคือตัวเราจริงๆ ความเป็นตัวเราคือที่ไม่มีตัวเรานั่นแหละ การจะเข้าถึงความไม่มีตัวเราจริงๆ มันไม่ใช่ง่ายๆ จะทำยังไงถึงจะไม่มีตัวเราได้โดยที่มีตัวเราอยู่อันนี้ยาก การไม่มีตัวเราได้บนฐานความเป็นตัวเราอันนี้คือสมดุล พระพุทธเจ้า สอนตรงนี้เอง อนัตตาไม่ใช่ไม่มีตัวตนแต่ไม่ยึดและถือว่าสิ่งต่างๆ เป็นตัวตน คือคนเข้าใจว่าอนัตตาที่พระพุทธเจ้าสอนคือการไม่มีตัวตน ไม่ใช่ ท่านสอนว่ามีแต่ไม่ยึดนี้แหละคือหัวใจสำคัญที่สุดของการมีความสุขด้วยปัญญา มีได้หมด จะมีบ้านหลังใหญ่ ทำงานได้เต็มที่จะมีรถแต่อย่ามี หนี้มีสิน พอมีพอใช้พอดีแต่ไม่ยึดติด”
ถึงตรงนี้...ไม่สำคัญหรอกว่าชื่อ-สกุลเดิมของเขาคืออะไร แต่ที่ปรากฏในปัจจุบันก็กินความและคุณค่าได้เต็มที่ตามเจตนารมณ์ของเขา แล้ว ด้วยความคิดที่คมชัดต่อเป้าหมายของชีวิต อันจะนำไปสู่เส้นทางแห่งคุณค่าที่สูงส่งและดีงามกว่าที่เป็นมา |