index_27.jpg ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ index_29.jpg
 

                                                                                 อังคาร กัลยาณพงศ์
                                                                              "ความสุขคือการเรียนรู้"

      "เรียนรู้ประวัติศาสตร์มนุษยโลก และ จักรวาล พระบรมครูปูชนียบุคคล เช่น พระพุทธเจ้าและ พระอรหันต์ทั้งปวง  ทั้งพระโพธิสัตว์ และครูบาอาจารย์อัจฉริยะมนุษย์ทั้งหลายแสวงการเรียนรู้จากครูที่รู้จริงแท้ แล้วสั่งสอนตัวเอง สุ จิ ปุ ลิ อยู่ในภวังค์มิติใหม่แห่งดวงใจนักปราชญ์ พยายามเรียนรู้เพื่อมีสติปัญญาเลอเลิศสูงสุด สอนตัวเอง เข้มงวดกับตัวเอง ตรวจแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเอง  
ถึงจะมีครูบาอาจารย์ที่ดี ก็ไม่เท่าเราเป็นครูบาอาจารย์สอนจิตรวิญญาณของตัวเราเอง" ลายมืออันวิจิตรโดดเด่นของ "อังคาร กัลยาณพงศ์" หรือที่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาเรียกด้วยความเคารพยกย่องว่า "ท่านอังคาร" ปรากฏออกมาเป็นบทกวี บอกเล่าเรื่องราว "การเรียนรู้”...
ท่านอังคาร เกิดในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๖๙ ที่ จ.นครศรีธรรมราช ร่ำเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในจังหวัดบ้านเกิด ความที่มีใจรักทางศิลปะ ท่านอังคารจึงมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาต่อที่โรงเรียนเพาะช่าง จากนั้นใช้ชีวิตเป็นนักศึกษาในรั้วศิลปากร คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ - สถานที่บ่มเพาะศิลปินชั้นเยี่ยมของเมืองไทย  
       ท่านอังคารมีพรสวรรค์และความสามารถในเชิงจิตรกรรมและวรรณศิลป์อย่างเอกอุ โดยเฉพาะด้านการประพันธ์บทกวี ที่ได้รับการกล่าวขานถึงความ
ไพเราะ ความงดงาม และความทรงพลัง ซึ่งผลงานที่กลั่นจากความคิด จินตนาการ และประสบการณ์ของท่านอังคาร มีอยู่มากมาย อาทิ กวีนิพนธ์
ลำนำภูกระดึง บางบทจากสวนแก้ว นิราศนครศรีธรรมราช หยาดน้ำค้างคือน้ำตาของเวลา ฯลฯ   ความเชี่ยวชาญเชิงกวี ส่งให้ท่านอังคารได้รับหลายรางวัล เช่น รางวัลซีไรต์ จากผลงาน "ปณิธานกวี" ในปี ๒๕๒๙ และในปี ๒๕๓๒ ท่านอังคารก็ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์   ในวัย ๘๓ ปี แม้ท่านอังคารจะเจ็บป่วยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่หนักหนาถึงขั้นเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสรรค์ "กวีนิพนธ์" อันเป็นงานที่เปรียบเสมือน "ลมหายใจ" ของท่าน  
"มนุษย์เราต้องเรียนรู้ ถ้าไม่เรียนรู้ก็นึกไม่ออกว่ามาจากไหน พอร้องอุแว้ พ่อแม่ก็เริ่มสอนให้รู้เห็น ถ้าไม่เรียนก็เป็นไอ้แต้มหน้าบ้านแล้ว" ท่านอังคารเริ่มต้นบทสนทนา พลางปรายตามองไปที่สุนัข "แต้ม" ที่วิ่งไปวิ่งมาอยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก    ก่อนพูดถึงเรื่อง "การเรียนรู้" ที่เชื่อมโยงไปถึง "ความสุข" ว่า...   แม้แต่ปูนาในนาก็ยังต้องเรียน ควายจะไถนาก็ต้องเรียน ชาวนาต้องฝึกควายไว้ไถนา มีภาษาที่ใช้สื่อสารกับควาย มีการเรียนรู้ กบยังต้องเรียนรู้ อย่างที่คนโบราณบอกว่า พอกบร้องก็แสดงว่ากบรู้แล้วว่าฝนจะมา   มนุษย์ต้องเรียนรู้ทุกคน คนที่ไม่เรียนเลยก็เหมือนมนุษย์อยู่ถ้ำหรือ
แม้แต่มนุษย์ถ้ำจะทำขวานหิน อย่างไรเสียก็ต้องเรียนจากคนรุ่นก่อน...เรียนรู้ไปตามลำดับ   ขั้นแรกต้องมีครูบาอาจารย์ ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ผู้ที่เป็นครูคนแรก คือ พ่อแม่ หนังสือที่พ่อแม่เก็บไว้สั่งสม ถ้าภายหลังลูกหลานละเลยไม่สนใจอ่านก็ทำให้ตระกูลเรียวลง สติปัญญาก็จะเรียวลงด้วย  
การไม่ฝึกฝนอะไรเลยคือขี้เลื่อย จะให้กลับไปเป็นไม้ซุงเดิมก็ยาก เพราะกลายเป็นขี้เลื่อยไปแล้ว มนุษย์ต้องมีครูบาอาจารย์ และมีหลักกตัญญูในใจ หากมนุษย์มีก็จะเจริญงอกงามเหมือนต้นไม้ที่หยั่งรากลงไปลึก "จะมีความสุขได้ก็ต้องเรียนรู้ เรียนรู้จากไหน...ก็จากพ่อแม่ครูอาจารย์และต้องตั้งมั่นใน
หลักธรรมะ เรียนรู้หลักธรรมะ เมื่อเรียนรู้แล้วก็จะเกิดปัญญาตามมา ปัญญาคู่กับสติ เหมือนขันติต้องคู่กับโสรัจจะ เป็นธรรมะที่ทำให้มนุษย์งาม เมื่อมีปัญญาแล้วก็ต้องมีสติควบคู่ไปด้วย มีแต่ปัญญาเฉยๆ เยอะแยะไป แต่ปัญญาที่คู่กับสติหาได้น้อย  
"มนุษย์มีสิ่งพิเศษคือสติและปัญญา ยกตัวอย่างก็สายบัว ไม่ใช่แค่เอาไปทำแกง แต่มนุษย์มองสายบัวในแง่ที่สอนชีวิตได้ อย่างที่โคลงโลกนิติว่าไว้ว่า
  
   ก้านบัวบอกลึกตื้น ชลธาร                         มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ
   โฉดฉลาดเพราะคำขาน ควรทราบ                 หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ  บอกร้ายแสลงดิน  

          "มนุษย์ไม่ใช่สัตว์สามัญธรรมดา มนุษย์สามารถบรรลุเป็นอรหันต์ก็ได้ หรือเป็นสัตว์นรกก็ได้ อยู่ที่มนุษย์เรียนรู้และวางตัวให้ถูกต้อง  
"การเรียนรู้นอกจากทำให้มีความสุขแล้ว ยังช่วยแปรคุณค่าของมนุษย์ ให้เป็นมนุษย์ที่แท้ขึ้น การเรียนรู้ช่วยเจียระไนความเป็นคนของเรา เพชรพลอยไม่ได้เจียระไนก็ยังไม่สวยงาม พอเจียระไนแล้วก็งาม ก็มีความสุข และความสุขยังต้องเกิดจากจิตที่สงบ เพราะความสุขคือความสงบ ส่วนสุขปัญญาต้องบำเพ็ญ" เป็นคำบอกของกวีซีไรต์   แล้วหากต้องประสบความทุกข์ มนุษย์สามารถเรียนรู้ที่จะเติบโตและมีสติปัญญาจากทุกข์นั้นหรือไม่  
ข้อนี้นั้น ท่านอังคารพยักหน้ารับ แล้วแนะว่า เมื่ออยู่ในสภาวะทุกข์ ให้พยายามดึงตนเองกลับมาอย่าจมจ่อมกับความทุกข์มากเกินไปจนกลายเป็นความ
หมกมุ่น  ต้องสอนตนเอง ต้องมีหลักยึดในชีวิต หนึ่งในนั้น คือ หลักธรรม  

เรื่องของความรัก?  
"เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง                มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า     
มิหวังกระทั่งฟากฟ้า                  ซบหน้าติดดินกินทรายฯ     
จะเจ็บจำไปถึงปรโลก               ฤารอยโศกรู้ร้างจางหาย     
จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย              อย่าหมายว่าจะให้หัวใจฯ"  
...เป็นบางตอนที่ปรากฏในบทกวี "เสียเจ้า" หนึ่งในกวีบทเด่นของท่านอังคาร ที่หลายคนเมื่อได้อ่านแล้วสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดอย่างเหลือแสนของการผิดหวังในความรัก  
"ถ้าเขาทิ้งไปเลย ผมว่านะ...เราก็ร่ำเรียนให้มีความรู้ความสามารถ เกิดมาเป็นคนต้องปรากฏ ทำให้เป็นบุคคลที่เป็นหลักขึ้นมา เป็นภูเขาขึ้นมา อย่าไปท้อถอย เขาไม่รักก็ดี เป็นแรงหนุน เขาไม่รักหรือ เราก็ทำตัวให้มีค่า ถ้าเราเป็นพลอยดีๆ ใครที่ไหนจะไม่เอาไปทำหัวแหวนเล่า" ท่านอังคารตอบด้วยใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม  
ท่านอังคารมองโลกอย่างลุ่มลึก และด้วยวัย  ด้วยประสบการณ์ที่มี ก็ยิ่งทำให้ท่านมองโลกอย่างเข้าใจมากขึ้น   เมื่อถามว่า "ความสุข" ของท่านอังคารคืออะไร ท่านนิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนบอกว่า   "เราหวังอะไร เงินทองหรือ ก็เห็นแล้วว่าบางคนมีเงินล้นฟ้าแต่ไม่มีความสุข สู้เรากินก๋วยจั๊บสักชามไม่มีอะไรติดคอ   
"ส่วนความสุขของผมหรือ...ก็เป็นกวีไง แต่งบทกวีก็มีความสุขแล้ว" ท่านอังคารบอกอย่างอารมณ์ดี  
"ธรรมชาติประดุจมารดาทิพย์ของมวลมนุษย์และสรรพสัตว์  
ใช้เวลานฤมิตตนเองนานนับด้วยกัปป์กัลป์  
จนเกิดคุณค่าวิเศษอเนกอนันต์อันหาค่าบ่มิได้   
ดุจดั่งดวงใจของโลกมนุษย์  
ควรแต่ทะนุถนอมคุณค่าแท้นั้นไว้  
ให้สถิตย์อยู่ชั่วนิจนิรันดร"  
...เป็นกวีนิพนธ์อีกบทที่ท่านอังคารฝากไว้ให้คิด  
"เราต้องอ่านธรรมชาติให้ออกถึงจะมีความสุข" เป็นประโยคปิดท้ายการสนทนาของท่านอังคาร...
    

index_15.jpg index_17.jpg