index_27.jpg อโนทัย   เจียรสถาวงศ์ index_29.jpg
 

                                                                                      ความสุขของมาคันทิยา
    
                                                                                                                                                ‘ อาทิตย์ยามเช้า’

       “กายประกอบแล้วด้วยกระดูกและเอ็น  ฉาบด้วยหนังและเนื้อ  ปกปิดด้วยผิว  เต็มด้วยไส้  อาหาร  มีก้อนตับ  มูตร  หัวใจ  ปอด  ม้าม  ไต  น้ำมูก  น้ำลาย  เหงื่อ  มันข้น  เลือด ไขข้อ  ดี  เปลวมัน  อันปุถุชนผู้เป็นพาลย่อมไม่เห็นตามความเป็นจริงของอันไม่สะอาดย่อมไหลออกจากช่องทั้งเก้าของกาย
นี้ทุกเมื่อ คือ ขี้ตาจากตา  ขี้หูจากหู  และน้ำมูกจากจมูก  บางคราวย่อมสำรอกออกจากปาก  ดีและเสลดย่อมสำรอกออก  เหงื่อและหนองฝีซึมออกจากกาย
     อนึ่ง  อวัยวะเบื้องสูงของกายนี้เป็นโพรง  เต็มด้วยมันสมอง  คนพาลถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว  ย่อมสำคัญกายนั้นโดยความเป็นของสวยงาม”  วิชยสูตรหลง
สมัยพุทธกาลมีผู้หญิงอินเดียคนหนึ่ง  เป็นคนแคว้นกุรุรัฐ  เกิดอยู่ในวรรณะพราหมณ์ (๑)  พ่อแม่เป็นชนระดับผู้นำ  น้องชายแท้ๆ ของพ่อรับราชการใกล้ชิด
กับกษัตริย์  เธอเป็นผู้หญิงสวยมากขนาดที่ผู้คนกล่าวขานเรื่องความงามกันทั่วบ้านทั่วเมือง  ชายหนุ่มและไม่หนุ่มทั้งหลาย  จำพวกมหาเศรษฐีจากตระกูลใหญ่
ทั้งที่อยู่ในกุรุรัฐและแคว้นใกล้ไกล ต่างเฝ้าวนเวียนมาสู่ขอ แต่พ่อกับแม่ยังไม่ปลงใจยกให้ใคร  เพราะคิดว่าบรรดาชายเหล่านั้น  ยังไม่มีผู้ใดคู่ควรกับลูกสาว
ของตน มาคันทิยา เติบโตขึ้นมาจากการพะเน้าพะนอ  เรียกร้องการปรนเปรอจากผู้คนและสิ่งต่างๆ รอบตัวมาก เธอมีทุกอย่างอย่างเหลือเฟือและใช้สอยมัน
อย่างฟุ่มเฟือย  ไม่ว่าจะเป็นอาหาร  เสื้อผ้า  เครื่องประดับ  หรือข้าทาสบริวาร  ความจริงปัจจัยต่างๆ ที่มีอย่างล้นเหลือนี้  น่าจะทำให้เธอได้ฉุกคิดและเหลียว
มองเพื่อนมนุษย์รอบข้าง  ซึ่งยังอยู่ในสภาพที่ทุกข์เข็ญกว่าบ้าง  แต่กลับไม่ใช่เช่นนั้น  เธอไม่มีความคิดที่จะทำอะไรหรือสิ่งใดเพื่อใครอย่างจริงจัง ไม่มีใคร
รู้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้  ความสุขในแต่ละวันของมาคันทิยาได้แก่การเฝ้าชื่นชมความงามของตัวเอง  ภาคภูมิใจกับสถานภาพพิเศษทางสังคมที่ติดตัวมาแต่เกิด
มาก การอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะดี  และโดยเฉพาะการเกิดมาเป็นคนในวรรณะพราหมณ์นั้น  ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองอยู่‘เหนือ’กว่าบรรดามนุษย์ทั้งหลายยิ่งนัก
มาคันทิยาไม่ได้เฉลียวใจสักนิดว่า “เงา” ที่เธอหลงยึดอยู่นี้  มันไม่ใช่ของยั่งยืนอะไร  แท้จริงแล้วมันไม่ได้มีอยู่จริงเสียด้วยซ้ำ  แค่การรวมกันชั่วคราวของ
องค์ประกอบต่างๆ  เท่านั้น  แต่ที่มันเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้  เพราะเธอคิดของเธอเอง เชื่อของเธอเองว่ามันเป็นเช่นนั้น  เหมือนที่คนทั้งหลายโดยส่วนมากคิด
และเชื่อ  เมื่อมองสิ่งต่างๆ ผิดไปจากความเป็นจริง  การสำคัญตนและความเข้าใจในตนเองก็ต้องผิด  สิ่งที่ใช้ยึดเป็นหลัก  เป็นแก่นแกนของชีวิตก็ผิดและ
บิดเบี้ยวไปด้วย   หญิงสาวผู้นี้ค่อยๆ กลายเป็นบุคคลที่ใครจะว่ากล่าวแตะต้องไม่ได้   เพราะเธอแน่ใจเสียแล้วว่าตัวเองดีวิเศษกว่าผู้อื่น จิตที่ถูกปล่อยให้ตกจม
อยู่ในวิธีคิดแบบมิจฉาทิฐิทั้งวันทั้งคืนอย่างสม่ำเสมอ  ได้เป็นดั่งสะพานอันมั่นคงที่ทอดให้ความโลภ โกรธ หลง  ไหลเข้าครอบครองและสิงสถิตอยู่ในใจจน
ท่วมท้น  จากความคิดก่อให้เกิดเป็นวาจาและการกระทำ  ซึ่งที่สุดแล้วได้นำพาชีวิตของเธอ  ให้ต้องดำดิ่งลงสู่หายนะวิบัติอย่างชนิดที่ยากจะเกิดกับใคร  แม้ใน คนวรรณะที่ถูกดูแคลนว่าต่ำทราม 

เชิงอรรถ

  1. ประชาชนส่วนใหญ่(มากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์)ในอินเดียนับถือศาสนาฮินดู  ซึ่งแบ่งคนโดยกำเนิดออกเป็น ๔ วรรณะ ได้แก่ 

                 วรรณะพราหมณ์   เป็นผู้ประกอบพิธีทางศาสนา  เป็นอาจารย์ 
วรรณะกษัตริย์       เป็นนักรบ  นักปกครอง 
วรรณะแพศย์         เป็นพ่อค้า 
วรรณะศูทร           เป็นผู้ใช้แรงงาน

“ผู้มีปัญญานั้นย่อมพิจารณาเห็นกามคุณทั้งหลาย  โดยความเป็นของไม่เที่ยง  เป็นทุกข์และเป็นโรค  ผู้เห็นแจ้งอย่างนี้  ย่อมละความพอใจทั้งหลายในกาม  อันเป็นทุกข์มีภัยใหญ่หลวงเสียได้  ผู้นั้นปราศจากราคะแล้ว  กำจัดโทสะได้  พึงเจริญเมตตาจิตไม่มีประมาณ  งดอาชญาในสัตว์ทุกจำพวกแล้ว  ไม่ถูกติเตียน  ย่อมเข้าถึงแดนพรหม”
สรภังคชาดก

ปัญญา
พ่อกับแม่ของมาคันทิยา  แม้จะดำรงชีวิตแนบแน่นอยู่กับความเชื่อ  ประกอบพิธีบูชาไฟอย่างไม่ขาดตกบกพร่องก็จริง  แต่ส่วนลึกในหัวใจแล้ว  พราหมณ์สองผัวเมียไม่อาจปฏิเสธได้ว่า  ตลอดทั้งชีวิตนี้พวกเขายังค้นไม่พบ “อะไร” ที่อาจนับได้ว่า  เป็นความสุขแท้จริงของชีวิตเลย
วันหนึ่งพราหมณ์ผู้พ่อมีโอกาสได้พบพระผู้มีพระภาคโดยบังเอิญ  เพียงแรกเห็นสัญชาตญาณบางอย่างในตัวเขาเหมือนถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง  เขาไม่รู้ว่าพระองค์คือใคร  แต่ลักษณะที่สูงส่งนั้นชวนให้อยากหมอบราบคาบแก้วนัก  แล้วยังความรู้สึกปีติจนน้ำตาเอ่อไหลเมื่อได้อยู่ใกล้อีก  หัวใจที่ลึกล้ำของเขาบอกว่า  บุรุษผู้นี้มีกระแสแห่งความสงบสุขและพลังพิเศษบางอย่าง  ที่เป็นดังคลื่นซึ่งแผ่ซ่านอยู่ในอณูของอากาศ   ไม่เคยมีผู้ใดทำให้เขาเกิดความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน

เขาตัดสินใจจะยกลูกสาวสุดที่รักให้กับพระองค์  จึงทูลขอให้พระองค์ประทับรอ  แล้วรีบไปตามภรรยาและลูกมา
เมื่อทุกคนมาถึง  พระผู้มีพระภาคไม่ได้ประทับอยู่ตรงนั้นแล้ว  พราหมณ์ผู้แม่ถึงกับอุทานขึ้น  เมื่อสังเกตเห็นรอยพระพุทธบาทที่ทรงอธิษฐานทิ้งไว้  นางซึ่งเป็นผู้ชำนาญการดูลายเท้าที่แม่นยำที่สุดในยุคนั้นได้กล่าวกับสามีของตนว่า  “นี่ไม่ใช่รอยเท้าของผู้เสพกามคุณ ๕  เขาไม่มีวันรับลูกสาวที่เราจะยกให้”  แต่พราหมณ์ผู้พ่อไม่ย่อท้อ  เฝ้าตามหาจนกระทั่งพบกับพระองค์
พระผู้ทรงเปี่ยมด้วยเมตตา  ตรัสขึ้นด้วยพระสุรเสียงอ่อนโยน  หลังจากที่สดับความปรารถนาของพราหมณ์ผู้พ่อจบลงว่า  “ความพอใจในเมถุนธรรมไม่ได้มีแก่เรา  เพราะได้เห็นนางตัณหา  นางอรดี  และนางราคาเลย  ความพอใจในเมถุนธรรมอย่างไรจักมีได้  เพราะการเห็นสรีระแห่งธิดาของท่าน  อันเต็มไปด้วยมูตรและคูถเล่า (๑)  เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระแห่งธิดาของท่านนั้นแม้ด้วยเท้า”
หากจะเปรียบความรู้สึกของพราหมณ์ทั้งสองในขณะนั้น  คงคล้ายดังว่า..  ได้เกิดมีแสงที่สาดวาบอย่างฉับพลันเข้ามายังซอกหลืบซึ่งเคยมืดมิดในหัวใจ  ทำให้ทั้งสองบังเกิดปัญญามองเห็นความจริงว่า “ร่างกายนี้ไม่ว่าของเราหรือของลูกสาวเรา  ล้วนเจริญเติบโตขึ้นได้  เพราะอาศัยข้าวสุกและผักปลาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง  มีความเสื่อม  ความทรุดโทรม  เป็นทุกข์  เป็นโรค  ต้องคอยขัดสีชำระล้างสิ่งโสโครกอยู่เสมอ  ร่างกายนี้เป็นของไม่เที่ยง  ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนแท้ ๆ”
เมื่อเห็นความไม่เป็นสาระของชีวิต  ที่มีกรรมเป็นตัวการพาเวียนว่ายขึ้นลงในสงสารแล้ว  ทั้งพราหมณ์และพราหมณีต่างหมดเยื่อใย  หมดอาลัยในร่างกายของตน  นาทีนั้นจึงได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผลทันที(๒)
ท่านผู้พ้นไปจากปุถุชนทั้งสอง  ก้มกราบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาค  ด้วยดวงใจที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างลึกซึ้ง  ความสงสัย  ความพร่อง  ความคับข้องที่เคยมีอยู่ในใจได้มลายหายไปจนสิ้นประจักษ์แจ้งว่า  ความสุขแท้ที่พยายามแสวงหามาตลอดชีวิตนั้น คือ ความสุขในความสงบระงับ  จากการปล่อยวางสิ่งที่เคยยึดถือมาทั้งสิ้นทั้งมวลนั่นเอง   

เชิงอรรถ
(๑)   มูตร  น้ำปัสสาวะ
คูถ     ขี้
(๒) อนาคามิผล  ผลที่ได้รับจากการละสังโยชน์ คือ กามราคะและปฏิฆะด้วยอนาคามิมรรค 
อันทำให้เป็นพระอนาคามี 
พระอริยบุคคลมี ๔ ระดับ คือ ๑.พระโสดาบัน  ๒.พระสกิทาคามี  ๓.พระอนาคามี  ๔.พระอรหันต์

“ธรรมดาไฟย่อมเกิดขึ้นที่ไม้สีไฟ  อันบุคคลสีอยู่  ไฟเกิดขึ้นแต่ไม้ใด  ย่อมเผาไม้นั้นเองให้ไหม้  ความโกรธย่อมเกิดขึ้นแก่คนโง่เขลาเบาปัญญา  ไม่รู้จริง  เพราะความแข่งดี  แม้เขาก็ถูกความโกรธนั้นแหละเผาลน”
จุลลโพธิชาดก

ความพยาบาท
พระวาจาที่ตรัสออกจากพระโอษฐ์เพียงสั้นๆ ทำให้พ่อกับแม่ของมาคันทิยากลายเป็นพระอริยบุคคล  แต่...สำหรับมาคันทิยา...  ต่อหน้าต่อตาผู้คนที่ยืนอยู่อย่างมากมายนี้  เธอรู้สึกเหมือนถูกน้ำกรดสาดโครมลงบนใบหน้าและร่างกาย  มันสร้างความรู้สึกเจ็บแสบจนแทบจะลงไปนอนดิ้นเร่าๆ บนพื้นดิน  โทสะของเธอระเบิดออกราวเปลวเพลิงที่พลุ่งอย่างเดือดดาลขึ้นมาจากนรกโลกันตร์เลยทีเดียว  มือของหญิงงามกำแน่นจนเล็บจิกผ่านเนื้อ  ใบหน้าบิดเบี้ยว  เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน  ร่างกายสั่นสะท้าน  กรีดเสียงต่ำๆ ออกมาจากลำคอ  วินาทีนั้นเธอได้ตัดสินชะตาชีวิตของตัวเอง  ด้วยการตั้งจิตที่จะขอจองเวรกับสมณะโล้นผู้นี้  จนกว่าชีวิตจะหาไม่เลยทีเดียว 
ทำไมคำพูดประโยคเดียวกัน  จึงให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันราวสวรรค์กับนรกเช่นนี้  ทั้งๆ ที่บุคคลทั้งสามเป็นพ่อแม่ลูกกันแท้ๆ  กินข้าวจากหม้อเดียวกัน  อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน  และหายใจเอาอากาศเข้าปอดเหมือนๆ กัน 
ความจริงพระพุทธองค์มิได้ตรัสสิ่งใด  ที่เป็นการตั้งใจจะหยามเหยียดดูหมิ่นมาคันทิยาเลย  หากทรงต้องการจะแสดงความจริงแท้ให้ทุกคนซึ่งอยู่ ณ ที่นั้นได้ประจักษ์  ทว่าผู้มีปัญญากับคนพาลนั้น  แม้จะฟังหรือเห็นในสิ่งเดียวกันก็ย่อมคิดต่างกัน  คนบางคนยิ่งเติบโตยิ่งไม่รู้เสียทุกอย่างที่คิดว่าตัวเองรู้  แม้บางขณะจะมีโอกาสได้ประจักษ์แจ้งอะไรๆ ขึ้นมาบ้าง  ก็กลับไปเสียท่าสิ่งที่ใจมันหลงเชื่อและผูกยึดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น  ทำให้มองไม่เห็นความจริงตรงหน้าที่ควรจะเห็นเสียที  เสมือนคนเดินทางที่ผ่านมาพบรัตนะอันมีค่าแล้ว  แต่กลับเลือกที่จะหยิบขี้หมาขึ้นใส่ย่ามไว้เป็นสมบัติแทน 
อัตตาที่ยิ่งใหญ่ของมาคันทิยา  ได้ถูก“ความจริงแท้”ซึ่งพระองค์ตรัสในวันนั้นพุ่งตรงเข้ากระแทก  แต่เพราะทั้งชีวิตเธอไม่เคยฝึกที่จะขัดเกลาใจตน  จึงไม่อาจสกัดกั้นความเกลียดกลัว  ความโกรธ  ความอาฆาตพยาบาทไม่ให้เข้าครอบครองใจได้  และอานุภาพของประดากิเลสพวกนี้นั้น  รุนแรงเสียยิ่งกว่าอสรพิษร้ายหลายเท่านัก  มันจึงแผ่เข้าปกคลุมเบียดบังพื้นที่ภายในอย่างรวดเร็ว  จนไม่เหลือที่ว่างให้ปัญญาของเธอมีโอกาสเจริญงอกงามได้เลย

“อันชื่อ คือ นามและโคตรที่กำหนดตั้งไว้นี้  เป็นสักแต่ว่าโวหารโลก  เพราะเกิดขึ้นมาตามชื่อที่กำหนดตั้งกันไว้ในกาลนั้น ๆ  ทิฐิอันนอนเนื่องอยู่ในหทัยสิ้นกาลนานของสัตว์ทั้งหลายผู้ไม่รู้  เมื่อสัตว์ทั้งหลายไม่รู้ก็พร่ำกล่าวว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติ(การเกิด)  บุคคลจะชื่อว่าเป็นคนชั่วเพราะชาติ(กำเนิด)ก็หาไม่  จะชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติก็หาไม่  ที่แท้ชื่อว่าเป็นคนชั่วเพราะกรรม(การกระทำ)  ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม”
วาเสฏฐสูตร
พาล
ไม่มีสิ่งใดอีกแล้วในขณะนั้น  ที่จะเหมาะสมกับสถานภาพของพราหมณ์ทั้งสอง  เท่ากับการดำรงชีวิตนักบวช  แต่ใครจะเป็นผู้ปกป้องดูแลบุตรสาวผู้น่าเป็นห่วงคนนี้  ไตร่ตรองไปมาอยู่นานทั้งพ่อและแม่สรุปว่า  นอกจากจูฬมาคันทิยะซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ แล้ว  ก็ไม่มีญาติคนไหนอีกเลย  ที่จะมีความสนิทสนมกันมากพอที่จะฝากฝังลูกได้     
เมื่อจูฬมาคันทิยะผู้เป็นน้องชาย  ตกปากรับคำที่จะดูแลมาคันทิยาแล้ว  ท่านจึงพากันออกบวช  ต่างมุ่งมั่นในการปฏิบัติมาก  เพียงไม่นานก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งคู่ 
น่าสงสารสาวน้อยมาคันทิยา  ทั้งๆ ที่มีผู้ให้กำเนิดเป็นถึงพระอริยบุคคลขั้นสูงสุด  ทว่าหัวใจของเธอกลับปิดประตูเสียสนิท  สำหรับพระธรรมที่บิดามารดาเพียรรินหลั่งให้  แต่กับผู้เป็นอาแล้ว  เธอถึงกับเทใจถวายชีวิตเลยทีเดียว  เพราะไม่ว่าจูฬมาคันทิยะจะคิด พูด หรือทำอะไร  เธอเป็นเห็นดีเห็นงามถูกอกถูกใจไปเสียทุกสิ่ง  สมจริงดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า  ธาตุชนิดเดียวกันย่อมไหลรวมเข้าหากัน  เพราะจูฬมาคันทิยะผู้นี้เป็นบุรุษที่มักใหญ่ใฝ่สูงมาก  เขายอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินตรา  โดยไม่สนใจว่าการกระทำนั้นจะผิดศีลธรรมหรือนำความเดือดร้อนมาสู่ผู้ใดบ้าง พราหมณ์ทั่วไปบูชาไฟ  แต่จูฬมาคันทิยะบูชาลาภ ยศ สรรเสริญ  เขาเชื่อเสียสนิทว่า “เงินตรา” เท่านั้นคือสิ่งเดียวที่นำความสุขมาสู่ชีวิตของมนุษย์ได้ 
เมื่อมีทัศนคติที่ต้องตรงกัน  ผู้เป็นอาจึงนำหลานสาวแท้ๆ มาตกแต่งประดับประดาจนเลิศเลอ  แล้วนำเธอไปเข้าเฝ้าพระราชาที่พระราชวังแห่งกรุงโกสัมพี  ผู้เป็นหลานสาววาดฝันถึงหนทางแห่งชีวิต  ที่ต่อแต่นี้จะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ  ส่วนผู้เป็นอาฝันถึงลาภสักการะที่จะไหลมาเทมาจนท่วมท้นตัวเขาไปหมดทีเดียว   
พระเจ้าอุเทนนั้นทรงเป็นราชาผู้กาจกล้า  เป็นยอดนักรบที่ชนะศึกสงครามทั่วสารทิศ  แต่สิ่งเดียวที่ทรงแพ้เสมอมาคืออิสตรี  เมื่อจูฬมาคันทิยะถวายหลานสาวของเขาแด่พระองค์นั้น  อาจเรียกได้ว่าทรงหลงใหลความงามของเธอแทบจะทันทีทันใด  ถึงกับทรงตั้งเธอไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี  เฉกเช่นพระนางสามาวดีที่ทรงดำรงตำแหน่งนี้อยู่แล้วในขณะนั้น
พระนางสามาวดีอัครมเหสีองค์แรก  ทรงเป็นพุทธมามกะที่มีศรัทธาและมีปัญญาเป็นเลิศ  ทั้งพระนางและเหล่าสนมกำนัลที่อยู่ในตำหนักของพระนาง ล้วนแล้วแต่ปฏิบัติธรรมจนกระทั่งบรรลุเป็นพระโสดาบันเกือบทุกคน  เป็นเรื่องธรรมดาเสียเหลือเกิน  ที่คนอย่างพระนางมาคันทิยาจะต้องไม่ชอบหน้าอัครมเหสีผู้มาก่อน  แต่สำหรับกรณีนี้มีความพิเศษที่ผิดแผกจากธรรมดาทั่วไป  เพราะความไม่ชอบหน้านั้นได้พัฒนาแบบก้าวกระโดด  ไปสู่ความเกลียดชังจนเข้ากระดูกดำอย่างรวดเร็วยิ่ง  ทันทีที่พระนางได้รับรู้ว่า  ผู้ที่อัครมเหสีองค์แรกทรงมอบความเคารพบูชาอย่างสูงสุดให้นั้น  คือมหาบุรุษที่“พาลสตรี”อย่างพระนางจัดอันดับให้พระองค์เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง  ที่ต้องจองล้างจองผลาญไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่
หัวใจของพระนางมาคันทิยาเต้นแรง  เมื่อรู้ข่าวในวันหนึ่งว่าขณะนี้พระผู้มีพระภาคได้เสด็จมายังกรุงโกสัมพี  มหานครที่บัดนี้อำนาจและความยิ่งใหญ่ของพระนางได้แทรกซึมแผ่กระจายไปทั่วแล้ว

“เมื่อบาปยังไม่ส่งผล คนชั่วก็เห็นว่าเป็นของดี  ต่อเมื่อมันเผล็ดผลเมื่อใด  เมื่อนั้นแหละเขาจึงรู้พิษของบาป”
คาถาธรรมบท

กรรม
จูฬมาคันทิยะรับถุงเงินจากหลานสาวผู้เป็นอัครมเหสี  เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับดำเนินงานตามแผนที่พระนางได้วางไว้  อันดับแรกเขาต้องไปว่าจ้างพวกอันธพาล  ทาส  กรรมกร  หรือใครก็ตามที่มีนิสัยอันเลวอยู่ในกมลสันดาน  รวบรวมให้ได้ขบวนใหญ่ที่สุด แบ่งคนพวกนี้ออกเป็นกลุ่มเพื่อง่ายต่อการควบคุม  เลี้ยงดูด้วยอาหารและเหล้ายาไม่ให้ขาดตกบกพร่อง  จากนั้นอบรมให้เข้าใจในหน้าที่ว่า  ไม่ว่าสมณโคดมจะอยู่ที่ไหน  ทำอะไร  ทุกคนจะต้องตามไปอย่าได้ละเว้นในทุกที่ทุกเวลา โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าฝูงชนจำนวนมาก  “ให้พวกมันแห่ด่า  ตะโกนใส่ว่า  ไอ้บ้า  ไอ้มหาโจร  ไอ้สัตว์นรก  ไอ้เดรัจฉาน  สุคติของแกไม่มี  ทำอย่างนี้จนกว่าสมณโคดมจะอับอายแล้วหนีไปจากเมืองนี้”
หากกรรมหมายถึงการกระทำ  โดยนัยยะนี้เราทุกคนกำลังทำกรรมกันอยู่ตลอดเวลา  และไม่มีใครที่เกิดมาแล้ว  จะทำแต่กรรมชั่วเพียงอย่างเดียวโดยไม่เคยทำกรรมดีเลย  ขึ้นอยู่กับว่าในขณะนั้น  เราจะเท่าทันกับกิเลสที่กำลังบงการอยู่ในใจมากน้อยเพียงใด  ชาวพุทธเชื่อว่าสิ่งที่ทำลงไปแล้วไม่ว่าดีหรือเลว  ผู้กระทำจะต้องได้รับผลอย่างเที่ยงตรงเสมอ  สุขหรือทุกข์ของคนเราขึ้นอยู่กับการกระทำ  ดังนั้นการฝึกฝนให้ตนเองมีความสามารถ  ที่จะเท่าทันกับกิเลสที่อยู่ในใจย่อมเป็นเรื่องสำคัญ  มิเช่นนั้นเราจะเป็นผู้ที่เผลอทำร้ายตัวเองหรือผู้คนรอบข้างอยู่เสมอ
ดูเหมือนที่ผ่านมาพระนางมาคันทิยาจะไม่ได้สำเหนียกว่า  สนิมนั้นเกิดขึ้นจากเหล็กเอง  ครั้นเกิดแล้วย่อมกัดกินเหล็กนั้นฉันใด  กรรมชั่วก็ย่อมนำผู้กระทำไปสู่ทุคติอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ฉันนั้น
เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเช่นนี้  พระอานนท์จึงทูลขอให้พระพุทธองค์เสด็จไปเสียจากกรุงโกสัมพี  แต่พระพุทธองค์ตรัสตอบพระอานนท์ว่าการทำเช่นนี้ไม่สมควร  เพราะอธิกรณ์ (๑) เกิดขึ้นในที่ใดควรให้อธิกรณ์สงบระงับในที่นั้นแล้วจึงไปที่อื่น  ทรงอธิบายเพิ่มเติมว่าคนเหล่านี้จะด่าได้เพียง ๗ วันเท่านั้น  เพราะอธิกรณ์ที่เกิดกับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่เกิน ๗ วัน 
จากนั้นทรงแสดงธรรมกถาว่า “ในหมู่มนุษย์  ผู้ใดอดกลั้นถ้อยคำล่วงเกินได้  ผู้นั้นชื่อว่าฝึกตนแล้ว  เป็นผู้ประเสริฐสุด  ม้าอัสดร ม้าอาชาไนย ม้าสินธพที่ฝึกแล้ว เป็นสัตว์ประเสริฐ  พระยาช้างชาติกุญชรที่ฝึกแล้ว  ก็เป็นสัตว์ประเสริฐ  แต่มนุษย์ผู้ฝึกตนเองได้  ประเสริฐกว่า”

เชิงอรรถ

  1. อธิกรณ์  เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วสงฆ์ต้องดำเนินการมี ๔ อย่าง คือ

                       วิวาทาธิกรณ์     การเถียงกันเกี่ยวกับพระธรรมวินัย 
อนุวาทาธิกรณ์  การกล่าวหากันด้วยอาบัติ 
อาปัตตาธิกรณ์  การต้องอาบัติ  การปรับอาบัติ  และการแก้ไขตัวให้พ้นอาบัติ 
กิจจาธิกรณ์       กิจธุระต่างๆ ที่สงฆ์ต้องทำเช่นให้อุปสมบท ให้ผ้ากฐิน
“วิเวกเป็นสุขของผู้ยินดี  มีธรรมอันสดับแล้ว  พิจารณาเห็นอยู่  ความไม่เบียดเบียนคือความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย  เป็นสุขในโลก  ความเป็นผู้มีราคะไปปราศแล้ว  คือความก้าวล่วงซึ่งกามทั้งหลายเสียได้  เป็นสุขในโลก  ความนำซึ่งอัสมิมานะเสียได้นี้  เป็นสุขอย่างยิ่ง”
มุจจลินทสูตร

ความสุขของมาคันทิยา
คนเรานั้นแสวงหาความสุขของชีวิตต่างกัน  สำหรับพระนางมาคันทิยา..เมื่อใดก็ตามที่จิตของพระนางมีโอกาสได้เข้าไปสัมผัส  เคล้าเคลีย  และยุ่งเกี่ยวกับความคิดในการวางแผน  ซึ่งมุ่งหน้าไปสู่การกระทำที่ชั่วร้ายสุดๆ แล้ว  พระนางจะรู้สึกตื่นเต้นและมีชีวิตชีวาเสมอ 
ความจริงพระนางไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างจากมนุษย์ทั้งหลาย  ที่ยังต้องการความรัก  ความเข้าใจ  ความเอาใจใส่จากคนรอบข้าง  ต้องการให้ตัวเองมีความสุขปราศจากความทุกข์  แต่ความผิดพลาดทั้งหลายแหล่นั้นเกิดจากเพียงสิ่งเดียว คือ “อวิชชา”  ทุกข์มีอยู่ของมันตามธรรมชาติ  ความไม่รู้ทำให้เจ้าตัวยื่นมือออกไปคว้ามาแบกไว้เป็นสมบัติเฉพาะตัว  เมื่อไม่ขวนขวายที่จะ “รู้” ให้ได้ด้วยปัญญา  ก็ต้องทนแบกทุกข์กองนี้ข้ามภพข้ามชาติกันต่อไป  หาต้นไม่ได้หาปลายไม่พบไม่รู้จบรู้สิ้น
จิตที่เสพความชั่วร้ายวันแล้ววันเล่าเป็นอาหารจนเคยชินนั้น  เดินทางมาถึงจุดที่มโนธรรมตามธรรมชาติที่เคยมีอยู่ในใจได้จางหายไป  ถึงตอนนี้ความชั่วที่คนทั่วไปทำได้ยากที่สุด  กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ทำได้ง่าย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเงินและอำนาจที่มีอยู่ในมือมาเป็นอาวุธร้ายของตน
เมื่อไม่อาจทำอะไรพระพุทธองค์ได้  ความคั่งแค้น  ความอาฆาตประดามี  จึงพุ่งตรงเข้าใส่ผู้ที่มีความรัก ความศรัทธา และเทิดทูนพระพุทธองค์เป็นสรณะยิ่งชีวิต  จูฬมาคันทิยะผู้เป็นอาถูกเรียกมาพบอีกครั้ง  สองอาหลานร่วมกันคิด  ร่วมกันวางแผน  ไม่มีใครห้ามปรามหรือขัดแย้งใคร  ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนทั้งสองนี้  หากเป็นไปในทางสร้างสรรค์แล้ว  คงจะเป็นพลังยิ่งใหญ่ที่นำความดีมาสู่โลกนี้มิใช่น้อย  น่าเสียดายที่ไม่ใช่เช่นนั้น....
ในวันที่พระเจ้าอุเทนเสด็จประพาสป่า  ปราสาทของพระนางสามาวดีถูกล้อมด้วยกำลังพลที่มีจูฬมาคันทิยะเป็นหัวหน้า  เจ้าของปราสาทและเหล่านางสนมกำนัลนับร้อยคน  ถูกต้อนไปขังไว้ภายในห้องโถง  ประตูด้านนอกถูกลั่นดาล  เสาไม้ทุกต้นถูกพันด้วยผ้าที่ชุบน้ำมันจนชุ่ม  ไฟถูกจุดขึ้น  เปลวเพลิงได้โลดแล่นลุกลามไปทั่วปราสาทอย่างรวดเร็ว  ชายฉกรรจ์ยืนรายล้อมอยู่ด้านนอก  ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดที่จะไม่ให้มีผู้ใดเล็ดลอดออกมาได้  ใบหน้าของพวกเขาเฉยเมย  แม้ใจจะสั่นสะท้านเมื่อได้ยินเสียงร้องขอชีวิตจากผู้ที่ดิ้นรนอยู่ภายใน     

“ผู้แพ้ย่อมก่อเวร  ผู้พ่ายย่อมอยู่เป็นทุกข์  ผู้ละความแพ้และความพ่ายเสีย 
มีใจสงบระงับนั่นแหละอยู่เป็นสุข”
คาถาธรรมบท

ก่อนลมหายใจสุดท้าย
ขณะที่ไฟกำลังโหมกระหน่ำด้วยความร้อนสูงสุด  และก่อนที่กลุ่มควันจะถาโถมเข้ามามากกว่านี้  พระนางสามาวดีได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่น้อยนิด  รวบรวมพละกำลังและลมหายใจ  กล่าวกับบริวารทั้งหลายว่า  ขอให้ทุกคนมีสติ อย่าตื่นตกใจ  ให้ทุกคนทำสมาธิภาวนาอย่างพร้อมเพรียงกัน  ด้วยการกำหนดเอาทุกขเวทนาแรงกล้าขณะนั้นเป็นอารมณ์  แทนการดิ้นรนผลักไสความตายตรงหน้าซึ่งไม่อาจหนีพ้น
ช่วงสายกลุ่มพระภิกษุที่กลับจากบิณฑบาตในนครโกสัมพี  ได้กราบทูลเรื่องที่เกิดขึ้นให้พระพุทธองค์ทรงทราบ  คำตอบของพระองค์น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก  ตรัสว่า  สตรีเหล่านั้นทุกคนไม่มีผู้ใดไร้ผลในการทำกาละ(ตาย)เลย  บ้างได้เป็นโสดาบัน  บ้างได้เป็นสกิทาคามี  บ้างได้เป็นอนาคามี
ไม่มีใครที่จะจินตนาการและหยั่งรู้ได้ถูกต้อง  ถึงความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสของผู้ที่ถูกเผาทั้งเป็นได้ แต่ที่พระนางสามาวดีและบริวาร สามารถยกจิตให้เป็นอิสระจากเวทนาและความตายได้นั้น  เพราะในขณะที่มีชีวิตสตรีเหล่านี้ดำรงตนอยู่ด้วยความไม่ประมาท  ประกอบคุณความดีเสมอทั้งทางกาย วาจา ใจ  ที่สำคัญได้เพียรปฏิบัติจนเห็นความจริงแล้วว่า  สรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง  เปลี่ยนแปลงไปมาเสมอตามเหตุปัจจัย  การเห็นเช่นนั้นทำให้สามารถละวางความยึดมั่นในชีวิตและร่างกายของตนเองได้  แม้ยามที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเช่นนี้  ไม่มีการจองเวร  ไม่มีความอาฆาตพยาบาทต่อผู้ใด  มีแต่ความเป็นจริงที่มองเห็น  ไตรสรณคมน์คือสิ่งที่จิตของพวกนางใช้ยึดมั่น  ก่อนลมหายใจสุดท้ายจะสิ้นไป
สำหรับพระนางมาคันทิยา  นับแต่วันที่เกิดการสังหารหมู่  พระนางไม่อาจเรียกร้องให้อะไรๆ กลับมาเป็นปกติได้เหมือนดังเก่า  ทั้งที่ศัตรูตายไปแล้วแต่พระนางก็ยังไม่มีความสุขอย่างที่วาดหวังเสียที  ตลอดทั้งวันจิตใจจะเต็มไปด้วยความหนักหน่วง หวาดผวา  ครั้นถึงยามค่ำก็ไม่อาจข่มตาให้หลับได้แม้แต่คืนเดียว  พระนางรู้สึกหวาดระแวงผู้คนรอบข้างไม่เลือกหน้า ด้วยรู้ดีว่าในความเงียบสงบของพระเจ้าอุเทนนั้น  แฝงอยู่ด้วยความทุกข์ระทมอย่างลึกซึ้งใหญ่หลวง  อันเนื่องมาจากที่ทรงสนิทเสน่หาพระนางสามาวดีเป็นอย่างมาก  และสิ่งนี้เองที่จะนำมาซึ่งการสืบสาวหาความจริง    
ทั้งๆ ที่เพิ่งเกิดเหตุไปไม่นาน  แต่ดูเหมือนว่าช่างเป็นเวลานานเหลือเกินสำหรับความทุกข์ที่กัดกินสิงสู่อยู่ในใจ  ไม่ว่าจะใช้เวลาปรุงโฉมนานแค่ไหน  ก็ไม่อาจปิดบังความทรุดโทรมที่ปรากฏอย่างชัดเจนบนใบหน้าได้  เวลานี้แทบไม่เหลือเค้าความเป็นหญิงงามให้เห็นอีกแล้ว 
ในที่สุด..สิ่งที่พระนางมาคันทิยาเฝ้าหวาดกลัวก็บังเกิดขึ้น 
พระเจ้าอุเทนทรงสืบทราบโดยละเอียด  ว่าผู้ใดบ้างที่อยู่เบื้องหลังความตายของพระนางสามาวดีและบริวาร  จูฬมาคันทิยะถูกลวงให้มาเข้าเฝ้าที่พระราชวัง  เขาถูกจับพร้อมพระนาง
มาคันทิยาและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน  ทั้งหมดถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการขุดหลุมฝังครึ่งตัว  ส่วนอีกครึ่งตัวและหัวที่โผล่พ้นจากดิน  ให้สุมด้วยกองฟางแล้วจุดไฟเผาให้ตายตกไปตามกัน
พระนางมาคันทิยาไม่เข้าใจว่า  พระสวามีหมดความรักความหลงใหลในตัวของพระนางได้อย่างไร  ทำไมจึงทรงกระทำเช่นนี้ต่อพระนางได้ลงคอ  พระนางไม่รู้ว่าตนเองผิดมากตรงไหน  ในเมื่อหญิงที่พระนางสังหารนั้น  ไม่ได้มอบความรักความภักดีให้กับพระสวามี  เหมือนที่ได้มอบความรักความภักดีทั้งหมดให้กับสมณโล้นนั่น 
ความเจ็บปวดแสนสาหัสกำลังเกิดขึ้นกับร่างกายส่วนบน  และมันได้ทวีความรุนแรงจนเกินขีดความสามารถที่มนุษย์ทั่วไปจะทนไหว  ความเจ็บแปรเปลี่ยนเป็นความเดือดดาลอย่างบ้าคลั่ง  ใจที่ถูกความทุกข์ห่อหุ้มกลืนกินจนมืดมิดนั้น  มีสภาพไม่ต่างอะไรกับสัตว์ป่าที่ติดกับดักของนายพราน  ยิ่งดิ้นรนขัดขืนด้วยความไม่รู้เท่าไหร่  คมของกับดักยิ่งบาดลึกจิกฝังเข้าไปจนถึงกระดูก  เจ็บปวดรวดร้าวจนเจ้าตัวแทบถอดใจที่จะมีชีวิต   
ก่อนลมหายใจสุดท้ายจะสิ้นสุด...ภาพของสมณโล้นได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง  แต่สิ่งนี้ไม่อาจจะยังความสุขความสงบเย็นให้เกิดกับพระนางได้แม้เพียงเท่าละอองธุลี  มีแต่เพลิงแห่งความคั่งแค้นความอาฆาตพยาบาทจองเวรเท่านั้น  และพลังมหาศาลของจิตชนิดนี้  ได้ฉุดกระชากให้พระนางมาคันทิยาต้องดำดิ่งลงสู่อเวจี  ตั้งแต่ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหมดไปจากร่าง 

หมดสิ้นแล้วความสุขและหนทางแห่งชีวิตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ......
อันหัวใจของพระนางปรารถนา   


index_15.jpg index_17.jpg