จินตนาการของความสุขและความทุกข์ซ้ำซาก
ข่าวของชาย ๒ คนที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน คนหนึ่งตกเป็นข่าวเพราะฆ่าเพื่อนสนิทและภรรยา พร้อมจับลูกของผู้ตายไปด้วย เด็กซึ่งเรียกคนก่อเหตุว่า ”พ่อ” เพราะเป็นผู้ที่สนิทสนมมากกับพ่อแท้ๆ ของตน หลังถูกตำรวจจับได้ เขาสารภาพว่าทำไปเพราะโกรธที่ผู้ตายไม่ยอมให้เงินตนเองไปเที่ยวปีใหม่ตามที่ขอ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยขอเงินผู้ตายอยู่เสมอและได้มาโดยตลอด
ส่วนชายอีกคนหนึ่งมีอาชีพขับรถแท็กซี่ พบเงินเป็นแสนของผู้โดยสารซึ่งลืมไว้บนรถ จึงนำไปประกาศหาเจ้าของเพื่อคืนให้ และในที่สุดก็ตามหาเจ้าของจนกระทั่งพบ
ชาย ๒ คนนี้ น่าจะมีภูมิหลังแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการอบรมเลี้ยงดู สภาพครอบครัว การใช้ชีวิตที่ผ่านมา ฯลฯ น่าเสียดายที่ไม่มีสื่อมวลชนใดเลยที่เจาะลึกข่าวมานำเสนอ นอกจากเพียงบอกเล่าข่าว ”ความชั่ว” และ ”ความดี” ของทั้ง ๒ คน คนหนึ่งเป็นข่าวเพราะคนธรรมดาทั่วไปเมื่อรับรู้ย่อมสะเทือนใจที่คนๆ หนึ่งสามารถฆ่าเพื่อนที่สนิทมากและมีบุญคุณมาก่อนเพียงเพื่อจะเอาเงินไปเที่ยวปีใหม่ ในขณะที่คนขับแท็กซี่มีพฤติกรรมดีงามเป็นข่าวเพราะทำสิ่ง ”แปลก” เนื่องจากสังคมปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่ไขว้คว้าแย่งชิงเงินทองกันด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าด้วยการโกงกิน ลักขโมย ทรยศหักหลัง ไปกระทั่งทำร้าย ฆ่ากัน ฯลฯ โดยไม่เว้นแม้กระทั่งคนในสายเลือดเดียวกัน เพื่อหาเงินมาเสพความสุข แต่เขาในข่าวกลับเอาเงินจำนวนมากที่พบไปคืนคนแปลกหน้า เพราะเห็นใจความเดือดร้อนของคนอื่นซึ่งมิได้เป็นญาติมิตรของตัว หากเป็นเพียง ”ผู้โดยสาร”
อะไรที่ทำให้เขาทั้ง ๒ คนในข่าว มีการกระทำที่สุดขั้วกัน? ประเด็นที่น่าเจาะลึกลงไปในภูมิหลังของเขาทั้งคู่ มิใช่เพียงว่าได้รับการเลี้ยงดูหรือเติบโตมาอย่างไร เพราะเหมือนเราจะพอคาดเดาได้ แต่ที่น่าสนใจคือ ชายทั้ง ๒ คนมีจินตนาการหรือวาดฝันต่อ ”ความสุข” อย่างไร เพราะจินตนาการที่แตกต่าง มักนำไปสู่การกระทำที่แตกต่างกันด้วย
ชายคนแรกความสุขคือการได้ไปเที่ยว (กิน ดื่ม สนุกสนาน ฯลฯ) ยิ่งได้ก็ยิ่งไม่พอ ยิ่งได้ก็ยิ่งเบื่อความสุขของเดิม จนต้องแสวงหาความสุขแปลกใหม่ไปเรื่อยๆ หากเป็นคนที่ทำงานโดยสุจริตก็คงขยันอดทนทำงานหนัก เพื่อหาเงินของตนเองโดยไม่ต้องขอใครหรือชิงของคนอื่นเพื่อมาซื้อความสุขที่ตนเองจินตนาการไว้ (แม้ว่าบางคนอาจจะป่วย อัมพาต หรือตายไปก่อนจะได้พบความสุขที่วาดหวังเพราะโรคจากความเครียดในการทำงาน) ส่วนคนที่ไม่มีความอดทนจะรอคอยความสุขจากลำแข้งของตนเอง ก็ใช้วิธีการขอคนอื่นเหมือนชายในข่าว บางคนเมื่อไม่ได้หรือไม่มีใครจะให้ขอ ก็คิดทางลัดโดยการกู้ยืม ก่อหนี้ คอร์รัปชั่น ฉ้อโกง จี้ ปล้น ที่บางครั้งบานปลายกลายเป็นการฆาตกรรมเจ้าทรัพย์ไปด้วย ดังที่เรามักจะได้ยินข่าวอยู่เสมอๆ ว่า ยุคสมัยของการขโมยเพราะความยากจนข้นแค้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว ส่วนมากจี้ปล้นเพื่อเอาเงินไปเที่ยว ไปซื้อยาเสพ ไปเล่นการพนัน หรือไปใช้หนี้จากการเที่ยวเตร่ ฯลฯ
ความสุขในจินตนาการของคนเหล่านี้ คือการเสพสุขจากสิ่งปรนเปรอร่างกายจิตใจต่างๆ ซึ่งสังเกตได้ว่า มาง่าย สลายเร็ว ความสุขช่างแสนสั้นเสมอ จึงทำให้ชีวิตทุรนทุราย กระสับกระส่าย เป็นความทุกข์ซ้ำซากที่มักมาเยือนอย่างรวดเร็ว เมื่อทนไม่ไหว ก็ต้องเร่งหาความสุขใหม่มาถมเติมอย่างไม่รู้จักเต็ม เพราะแท้จริงแล้วมันเป็นความสุขที่ไม่มีวันเต็ม เนื่องจากมันจะเปลี่ยนรูปแบบของความสุขไปเรื่อยๆ ตามจินตนาการที่คนอื่นสร้างให้และป้อนใส่คนในสังคมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันทางสื่อต่างๆ จนกระทั่งคนส่วนใหญ่จินตนาการตามไปด้วยว่า “ความสุข” มีรูปแบบเดียว คือความสบาย ความสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ ท้าทาย เอร็ดอร่อย ฯลฯ ที่เกิดจากการเสพผ่านหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นความสุขที่มาจากการพึ่งพาภายนอกมากกว่าเราสร้างเอง เพราะความสุขสร้างเองไม่ได้
เมื่อเชื่อเช่นนี้ ความสุขทั้งหมดจึงต้องหาซื้อหรือแลกด้วยเงิน เงินทองจึงเป็นของมีค่าที่เป็นใบเบิกทางของความสุข ไม่มีเงิน-ไม่มีสุข ความสุขในจินตนาการแบบนี้ จึงนำความทุกข์ซ้ำซากที่ เกิดขึ้นง่ายและบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย เนื่องจากคนส่วนใหญ่ของสังคม ไม่มีเงินที่จะหาความสุขในจินตนาการแบบนี้ได้อย่างต่อเนื่อง-ทวีคูณ เมื่อยิ่งเสพติดก็ยิ่งต้องการเพิ่มมากขึ้นและจะต้องแปลกใหม่ไม่จำเจอีกด้วย เมื่อเงินมีจำกัด แต่ถลำลึกในความสุขแบบนี้เสียแล้ว ทางออกก็คือต้องหาเงินมาซื้อสุข ด้วยการก่อหนี้ และวิธีการอันผิดศีลธรรมต่างๆ
แม้คนมีเงินแต่มีจินตนาการของความสุขแบบเสพติดหาจากภายนอก ก็ใช่ว่าจะไม่พบความทุกข์ซ้ำซาก เพราะความเบื่อหน่ายจำเจ เซ็ง ฯลฯ จะมาหาในเวลาอันรวดเร็ว ใจจะคอยเสาะหาความสุขจากความแปลกใหม่ ชวนตื่นเต้น มาเสพอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะพบว่า สุดท้ายมักนำไปสู่การเบียดเบียนตนเองด้วยวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะการติดยาเสพติดแปลกใหม่ที่ให้รสชาติของความสุขชั่วขณะ (ยาอี ยาเค ฯลฯ) เสพติดเพศรสที่ต้องแปลกใหม่ (เด็ก สวิงกิ้ง คู่นอนหน้าใหม่ ฯลฯ) จินตนาการของความสุขแบบนี้ จึงมีความทุกข์เป็นคู่แฝดที่ผูกติดกันมาตั้งวินาทีที่ความสุขนับหนึ่ง ทุกข์จากการเบียดเบียนตนเอง (โดยไม่รู้ตัว) และทุกข์จากการเบียดเบียนผู้อื่น
แล้วคนขับรถแท็กซี่ผู้เก็บเงินได้จำนวนมาก รวมไปถึงพลเมืองดีอีกหลายคนที่เก็บเงินของคนอื่นได้แล้วเอาไปคืน โดยไม่ได้ตาลุกวาวว่า “ความสุข” ลอยมาหล่นใส่โดยไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อยยาก เขาเหล่านั้น มีจินตนาการเกี่ยวกับความสุขของชีวิตอย่างไร
จากคำให้สัมภาษณ์บางส่วนของบุคคลเหล่านี้หลายๆ คน สะท้อนว่า เขาทั้งหลายมีจินตนาการต่อความสุขของชีวิตอีกแบบซึ่งแตกต่างจากความสุขที่ต้องพึ่งพาภายนอกจนกระทั่งเสพติดอย่างที่กล่าวมา แม้ว่าความสุขของเขาก็มาจากการใช้เงินด้วย เพราะไม่ว่าอย่างไรเงินก็เป็นปัจจัยที่เอื้อให้เราทุกคนยังชีพได้ไม่อดอยากขาดแคลน ถูกบีบคั้นทางกายทางใจ เพียงแต่เงินมิใช่ทั้งหมดของ
”ความสุข”ในชีวิต หากเป็นเพียงส่วนหนึ่งในความสุขอีกมากมายหลายมิติที่เขามีอยู่ เขาจึงไม่ได้หัวใจพองโตกับการเอาเงินของคนอื่นมาเป็นของตนเอง โดยไม่คิดถึงความทุกข์ของเจ้าของเงินด้วย ความสุขของเขามาจากการให้ความสุขแก่คนอื่น (เจ้าของเงิน) ซึ่งมิได้เป็นเพียง ”ผู้โดยสาร” แต่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วย ความสุขในจินตนาการนี้จึงมีความหลากหลายไม่ต้องพึ่งพายึดติดกับสิ่งใด จนสุดท้ายกลายเป็นทาสของสิ่งนั้นไป ความสุขจึงนำมาซึ่งอิสระในการเลือกอย่างแท้จริง และมีหลายมิติ บางคนเพียงได้กอดลูก ได้อยู่พร้อมครอบครัวก็มีความสุขได้ มิหนำซ้ำเป็นความสุขที่แบ่งปันให้คนอื่นได้โดยที่ความสุขของตนเองไม่พร่อง ยิ่งไปกว่านั้นคือยิ่งแบ่งก็ยิ่งได้ความสุขเพิ่มกลับมาด้วย การนำเงินไปคืนเจ้าของจึงเป็นความสุข อันตรงข้ามกับความสุขของคนทั่วไปในสังคมเวลานี้ ที่ยิ่งมีก็ยิ่งไม่พอ ถูกแบ่งให้คนอื่นก็ทุรนทุรายทุกข์ร้อน
จินตนาการของความสุขในบุคคลจึงเกี่ยวข้องกับศีลธรรม ความวิปริตเดือดร้อนและความสงบสุขของสังคมด้วยโดยตรง โจทย์คือเราจะสร้างสรรค์จินตนาการความสุขของบุคคลที่นำมาซึ่งความสงบสุขของสังคมได้อย่างไร
อรศรี งามวิทยาพงศ์
เครือข่ายพุทธิกา
|