index_27.jpg อาจารย์อรศรี   งามวิทยาพงศ์ index_29.jpg
 

                                                            จินตนาการของความสุขและความทุกข์ซ้ำซาก

ข่าวของชาย ๒ คนที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน  คนหนึ่งตกเป็นข่าวเพราะฆ่าเพื่อนสนิทและภรรยา พร้อมจับลูกของผู้ตายไปด้วย  เด็กซึ่งเรียกคนก่อเหตุว่า ”พ่อ” เพราะเป็นผู้ที่สนิทสนมมากกับพ่อแท้ๆ ของตน  หลังถูกตำรวจจับได้  เขาสารภาพว่าทำไปเพราะโกรธที่ผู้ตายไม่ยอมให้เงินตนเองไปเที่ยวปีใหม่ตามที่ขอ  เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยขอเงินผู้ตายอยู่เสมอและได้มาโดยตลอด 
ส่วนชายอีกคนหนึ่งมีอาชีพขับรถแท็กซี่  พบเงินเป็นแสนของผู้โดยสารซึ่งลืมไว้บนรถ จึงนำไปประกาศหาเจ้าของเพื่อคืนให้  และในที่สุดก็ตามหาเจ้าของจนกระทั่งพบ  
ชาย ๒ คนนี้  น่าจะมีภูมิหลังแตกต่างกันอย่างมาก  โดยเฉพาะด้านการอบรมเลี้ยงดู สภาพครอบครัว การใช้ชีวิตที่ผ่านมา ฯลฯ น่าเสียดายที่ไม่มีสื่อมวลชนใดเลยที่เจาะลึกข่าวมานำเสนอ  นอกจากเพียงบอกเล่าข่าว ”ความชั่ว” และ ”ความดี” ของทั้ง ๒ คน คนหนึ่งเป็นข่าวเพราะคนธรรมดาทั่วไปเมื่อรับรู้ย่อมสะเทือนใจที่คนๆ หนึ่งสามารถฆ่าเพื่อนที่สนิทมากและมีบุญคุณมาก่อนเพียงเพื่อจะเอาเงินไปเที่ยวปีใหม่  ในขณะที่คนขับแท็กซี่มีพฤติกรรมดีงามเป็นข่าวเพราะทำสิ่ง ”แปลก” เนื่องจากสังคมปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่ไขว้คว้าแย่งชิงเงินทองกันด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าด้วยการโกงกิน ลักขโมย  ทรยศหักหลัง   ไปกระทั่งทำร้าย ฆ่ากัน ฯลฯ  โดยไม่เว้นแม้กระทั่งคนในสายเลือดเดียวกัน เพื่อหาเงินมาเสพความสุข แต่เขาในข่าวกลับเอาเงินจำนวนมากที่พบไปคืนคนแปลกหน้า  เพราะเห็นใจความเดือดร้อนของคนอื่นซึ่งมิได้เป็นญาติมิตรของตัว  หากเป็นเพียง ”ผู้โดยสาร”
อะไรที่ทำให้เขาทั้ง ๒ คนในข่าว  มีการกระทำที่สุดขั้วกัน? ประเด็นที่น่าเจาะลึกลงไปในภูมิหลังของเขาทั้งคู่ มิใช่เพียงว่าได้รับการเลี้ยงดูหรือเติบโตมาอย่างไร เพราะเหมือนเราจะพอคาดเดาได้ แต่ที่น่าสนใจคือ  ชายทั้ง ๒ คนมีจินตนาการหรือวาดฝันต่อ ”ความสุข” อย่างไร  เพราะจินตนาการที่แตกต่าง มักนำไปสู่การกระทำที่แตกต่างกันด้วย
ชายคนแรกความสุขคือการได้ไปเที่ยว (กิน ดื่ม สนุกสนาน ฯลฯ) ยิ่งได้ก็ยิ่งไม่พอ  ยิ่งได้ก็ยิ่งเบื่อความสุขของเดิม  จนต้องแสวงหาความสุขแปลกใหม่ไปเรื่อยๆ  หากเป็นคนที่ทำงานโดยสุจริตก็คงขยันอดทนทำงานหนัก เพื่อหาเงินของตนเองโดยไม่ต้องขอใครหรือชิงของคนอื่นเพื่อมาซื้อความสุขที่ตนเองจินตนาการไว้  (แม้ว่าบางคนอาจจะป่วย อัมพาต หรือตายไปก่อนจะได้พบความสุขที่วาดหวังเพราะโรคจากความเครียดในการทำงาน)    ส่วนคนที่ไม่มีความอดทนจะรอคอยความสุขจากลำแข้งของตนเอง ก็ใช้วิธีการขอคนอื่นเหมือนชายในข่าว  บางคนเมื่อไม่ได้หรือไม่มีใครจะให้ขอ  ก็คิดทางลัดโดยการกู้ยืม ก่อหนี้ คอร์รัปชั่น ฉ้อโกง จี้ ปล้น ที่บางครั้งบานปลายกลายเป็นการฆาตกรรมเจ้าทรัพย์ไปด้วย   ดังที่เรามักจะได้ยินข่าวอยู่เสมอๆ ว่า  ยุคสมัยของการขโมยเพราะความยากจนข้นแค้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว  ส่วนมากจี้ปล้นเพื่อเอาเงินไปเที่ยว  ไปซื้อยาเสพ  ไปเล่นการพนัน  หรือไปใช้หนี้จากการเที่ยวเตร่  ฯลฯ
ความสุขในจินตนาการของคนเหล่านี้   คือการเสพสุขจากสิ่งปรนเปรอร่างกายจิตใจต่างๆ ซึ่งสังเกตได้ว่า  มาง่าย สลายเร็ว  ความสุขช่างแสนสั้นเสมอ  จึงทำให้ชีวิตทุรนทุราย  กระสับกระส่าย  เป็นความทุกข์ซ้ำซากที่มักมาเยือนอย่างรวดเร็ว  เมื่อทนไม่ไหว  ก็ต้องเร่งหาความสุขใหม่มาถมเติมอย่างไม่รู้จักเต็ม  เพราะแท้จริงแล้วมันเป็นความสุขที่ไม่มีวันเต็ม  เนื่องจากมันจะเปลี่ยนรูปแบบของความสุขไปเรื่อยๆ  ตามจินตนาการที่คนอื่นสร้างให้และป้อนใส่คนในสังคมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันทางสื่อต่างๆ  จนกระทั่งคนส่วนใหญ่จินตนาการตามไปด้วยว่า “ความสุข” มีรูปแบบเดียว  คือความสบาย ความสนุก  ตื่นเต้น  เร้าใจ  ท้าทาย  เอร็ดอร่อย  ฯลฯ  ที่เกิดจากการเสพผ่านหู ตา จมูก  ลิ้น กาย ใจ  เป็นความสุขที่มาจากการพึ่งพาภายนอกมากกว่าเราสร้างเอง  เพราะความสุขสร้างเองไม่ได้ 
เมื่อเชื่อเช่นนี้   ความสุขทั้งหมดจึงต้องหาซื้อหรือแลกด้วยเงิน   เงินทองจึงเป็นของมีค่าที่เป็นใบเบิกทางของความสุข  ไม่มีเงิน-ไม่มีสุข   ความสุขในจินตนาการแบบนี้  จึงนำความทุกข์ซ้ำซากที่  เกิดขึ้นง่ายและบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย เนื่องจากคนส่วนใหญ่ของสังคม ไม่มีเงินที่จะหาความสุขในจินตนาการแบบนี้ได้อย่างต่อเนื่อง-ทวีคูณ   เมื่อยิ่งเสพติดก็ยิ่งต้องการเพิ่มมากขึ้นและจะต้องแปลกใหม่ไม่จำเจอีกด้วย   เมื่อเงินมีจำกัด  แต่ถลำลึกในความสุขแบบนี้เสียแล้ว  ทางออกก็คือต้องหาเงินมาซื้อสุข  ด้วยการก่อหนี้  และวิธีการอันผิดศีลธรรมต่างๆ
แม้คนมีเงินแต่มีจินตนาการของความสุขแบบเสพติดหาจากภายนอก ก็ใช่ว่าจะไม่พบความทุกข์ซ้ำซาก   เพราะความเบื่อหน่ายจำเจ  เซ็ง ฯลฯ จะมาหาในเวลาอันรวดเร็ว ใจจะคอยเสาะหาความสุขจากความแปลกใหม่  ชวนตื่นเต้น  มาเสพอยู่ตลอดเวลา  ซึ่งจะพบว่า สุดท้ายมักนำไปสู่การเบียดเบียนตนเองด้วยวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะการติดยาเสพติดแปลกใหม่ที่ให้รสชาติของความสุขชั่วขณะ (ยาอี ยาเค ฯลฯ)  เสพติดเพศรสที่ต้องแปลกใหม่ (เด็ก  สวิงกิ้ง คู่นอนหน้าใหม่ ฯลฯ)  จินตนาการของความสุขแบบนี้  จึงมีความทุกข์เป็นคู่แฝดที่ผูกติดกันมาตั้งวินาทีที่ความสุขนับหนึ่ง  ทุกข์จากการเบียดเบียนตนเอง (โดยไม่รู้ตัว) และทุกข์จากการเบียดเบียนผู้อื่น
แล้วคนขับรถแท็กซี่ผู้เก็บเงินได้จำนวนมาก รวมไปถึงพลเมืองดีอีกหลายคนที่เก็บเงินของคนอื่นได้แล้วเอาไปคืน  โดยไม่ได้ตาลุกวาวว่า  “ความสุข” ลอยมาหล่นใส่โดยไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อยยาก  เขาเหล่านั้น มีจินตนาการเกี่ยวกับความสุขของชีวิตอย่างไร  
จากคำให้สัมภาษณ์บางส่วนของบุคคลเหล่านี้หลายๆ คน สะท้อนว่า เขาทั้งหลายมีจินตนาการต่อความสุขของชีวิตอีกแบบซึ่งแตกต่างจากความสุขที่ต้องพึ่งพาภายนอกจนกระทั่งเสพติดอย่างที่กล่าวมา  แม้ว่าความสุขของเขาก็มาจากการใช้เงินด้วย   เพราะไม่ว่าอย่างไรเงินก็เป็นปัจจัยที่เอื้อให้เราทุกคนยังชีพได้ไม่อดอยากขาดแคลน  ถูกบีบคั้นทางกายทางใจ  เพียงแต่เงินมิใช่ทั้งหมดของ
”ความสุข”ในชีวิต  หากเป็นเพียงส่วนหนึ่งในความสุขอีกมากมายหลายมิติที่เขามีอยู่   เขาจึงไม่ได้หัวใจพองโตกับการเอาเงินของคนอื่นมาเป็นของตนเอง โดยไม่คิดถึงความทุกข์ของเจ้าของเงินด้วย   ความสุขของเขามาจากการให้ความสุขแก่คนอื่น (เจ้าของเงิน) ซึ่งมิได้เป็นเพียง ”ผู้โดยสาร” แต่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วย  ความสุขในจินตนาการนี้จึงมีความหลากหลายไม่ต้องพึ่งพายึดติดกับสิ่งใด จนสุดท้ายกลายเป็นทาสของสิ่งนั้นไป  ความสุขจึงนำมาซึ่งอิสระในการเลือกอย่างแท้จริง   และมีหลายมิติ  บางคนเพียงได้กอดลูก  ได้อยู่พร้อมครอบครัวก็มีความสุขได้   มิหนำซ้ำเป็นความสุขที่แบ่งปันให้คนอื่นได้โดยที่ความสุขของตนเองไม่พร่อง  ยิ่งไปกว่านั้นคือยิ่งแบ่งก็ยิ่งได้ความสุขเพิ่มกลับมาด้วย   การนำเงินไปคืนเจ้าของจึงเป็นความสุข  อันตรงข้ามกับความสุขของคนทั่วไปในสังคมเวลานี้  ที่ยิ่งมีก็ยิ่งไม่พอ  ถูกแบ่งให้คนอื่นก็ทุรนทุรายทุกข์ร้อน
จินตนาการของความสุขในบุคคลจึงเกี่ยวข้องกับศีลธรรม  ความวิปริตเดือดร้อนและความสงบสุขของสังคมด้วยโดยตรง   โจทย์คือเราจะสร้างสรรค์จินตนาการความสุขของบุคคลที่นำมาซึ่งความสงบสุขของสังคมได้อย่างไร 

อรศรี  งามวิทยาพงศ์
เครือข่ายพุทธิกา


index_15.jpg index_17.jpg