เราเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ชื่อว่า “แก้ว” ชีวิตเรามีแต่ความสุขมาตลอด เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น สมบูรณ์ ถูกเลี้ยงดูมาโดยคุณย่า คุณอา เติบโตขึ้นท่ามกลางความรักความเอาใจใส่ของทุกคน เป็นแก้วตาดวงใจของครอบครัว เราได้รับการศึกษาอย่างดีมาตั้งแต่เล็กจนจบมหาวิทยาลัย ชีวิตไม่ค่อยได้พบเจอกับความทุกข์ ความผิดหวัง
เมื่อจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง เราก็เข้าทำงานในบริษัทใหญ่โต ได้เงินเดือนมากมาย ใช้ชีวิตอิสสระแบบสาวทำงานในกรุงเทพ ได้เงินเดือนมาก็ช๊อปปิ้ง ซื้อทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ ทำงานได้สักพักก็เริ่มมีความรัก มีแฟน เริ่มวางแผนจะสร้างครอบครัว วาดฝันถึงงาน แต่งงาน ชุดเจ้าสาวแสนสวย และลูกเล็กๆ ที่น่ารัก
เราลาออกจากงานเพื่อมาเรียนต่อปริญญาโท โดยวางแผนว่าเมื่อจบปริญญาโท เราก็จะหางานใหม่ที่เงินเดือนสูงกว่าเก่า แล้วก็จะแต่งงาน จะซื้อบ้าน จะมีลูก
เมื่อเรียนจบปริญญาโท เราก็สอบเข้าทำงานในบริษัทที่ใหญ่โต มั่นคง ชีวิตกำลังจะก้าวหน้า แต่แล้วก็เหมือนถูกฟ้าผ่า เหมือนโลกถล่มลงตรงหน้า เพราะผลการตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน ผลเลือดออกมาว่า เรามีเลือดบวก เราติดเชื้อเอชไอวี เราเป็นโรคเอดส์
ชีวิตพลิกผันลง ณ วินาทีนั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความหวัง ความฝัน มันพังทลายลงหมด งานที่ได้ก็ต้องโทรศัพท์ไปขอสละสิทธิ์ เพราะไม่สามารถส่งผลตรวจเลือดให้เขาได้ เพราะใบตรวจเลือดมันประทับตัวแดงว่า HIV Positive เป็นเหมือนตราบาปประทับไปชั่วชีวิต
ในเมืองไทย ความรู้ ความเข้าใจ หรือการยอมรับในเรื่องโรคเอดส์หรือคนที่ติดเชื้อเอชไอวีนั้นยังน้อยอยู่มาก โรคเอดส์เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ คนที่ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเอดส์ จึงถูกรังเกียจ ถูกกีดกันออกจากสังคมไปด้วย
วันที่รู้ผลเลือด จึงเป็นวันที่ชีวิตเราเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ความสุข ความสนุกสนาน มันหายไปในพริบตา เหลือแต่ความทุกข์ ความกลัว ความโดดเดี่ยว
ในตอนแรกเรายังไม่กล้าบอกครอบครัวว่าเราติดเชื้อ ก็ได้แต่โกหกไปต่างๆ นานา ว่าทำไมถึงสละสิทธิ์ไม่ไปทำงาน ส่วนแฟนเราก็รู้ผลเลือดว่าติดเชื้อเอชไอวี ในเวลาใกล้เคียงกับเรา แต่แฟนจะไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น รับไม่ได้ที่ตัวเองต้องเป็นโรคที่ใครๆ รังเกียจ เขาจึงทุกข์ และ ท้อ มากกว่าเรา
เมื่อใจไม่สู้ ร่างกายมันก็ไม่สู้ตาม แฟนเราจึงป่วยหนัก และตายภายใน 3 เดือนที่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ เมื่อแฟนตาย เราก็เหมือนเหลือตัวคนเดียวในโลก จะมีก็เพียงเพื่อนๆ ในโลกอินเตอร์เนท ที่เราเขียนบันทึกออนไลน์ลงในเว็บ คอยส่งข้อความมาเป็นกำลังใจ
เราอาจจะเป็นผู้ติดเชื้อที่แปลกมาก (ในยุคนั้น) เพราะเราเลือกที่จะบอกเล่าเรื่องของเราในเว็บไซต์ เราเขียนเรื่องของตัวเองไปเรื่อยๆ เพราะอยากมีเพื่อน และอยากให้บทเรียนจากชีวิตเรามีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ดังนั้นเราจึงไม่โดดเดี่ยวเท่าไหร่นัก เพราะมีเพื่อนๆ จากโลก อินเตอร์เนทคอยคุยด้วย
เรื่องราวของเรานับว่าแปลกมาก สำหรับคนในโลกออนไลน์ เพราะไดอารี่ที่เราเขียนมันไม่ค่อยเศร้าเท่าไหร่ คือจริงๆ แล้ว เราร้องไห้แค่คืนเดียว พอวันรุ่งขึ้นเราก็ทำใจได้แล้ว เราไม่เคยคิดฆ่าตัวตาย เรายอมรับสิ่งที่เราเป็นได้เร็ว และอยู่กับมันได้อย่างดี
ชีวิตของคนที่ติดเชื้อเอชไอวี จะขึ้นอยู่กับจำนวนภูมิคุ้มกันที่เหลืออยู่เป็นสำคัญ โดยคนธรรมดา มักจะมีภูมิคุ้มกันอยู่ที่ 500 ขึ้นไป ส่วนคนที่ติดเชื้อเอชไอวี ตัวเชื้อมันจะกินภูมิคุ้มกันไปเรื่อยๆ จนลดน้อยลง เมื่อต่ำกว่า 200 เขาก็จะถือว่าภูมิคุ้มกันบกพร่อง ดูแลตัวเองไม่ค่อยได้ ถ้าต่ำกว่า 100 เขาก็ถือกันว่าเป็นเอดส์ในระยะท้ายๆ แล้ว
เราเอง ก็ศึกษาหาข้อมูลเรื่องโรคจากอินเตอร์เนท แล้วก็ไปตรวจภูมิคุ้มกันดู ปรากฏว่าตรวจครั้งแรกก็มีแค่ 69 เจ้าหน้าที่แนะนำว่าไป โรงพยาบาลด่วนเลย แต่เมื่อ 9 ปีก่อนนั้น ยาต้านเอชไอวี ยังไม่เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ ถ้าจะกินยาต้องซื้อเอง ราคาก็สูง ตกเดือนละหลายหมื่นบาท
งานก็ไม่มีทำ เงินก็ไม่มีซื้อยา เราจึงคิดว่า เราคงอยู่ได้อีกไม่ถึง 1 ปีหรอก จึงตัดสินใจบอกความจริงกับครอบครัว ทุกคนเสียใจ แต่ก็ไม่มีใครรังเกียจ ครอบครัวยังรัก และ ให้กำลังใจเราเหมือนเดิม
เมื่อคิดว่าตัวเองกำลังจะตาย เราจึงไม่คิดจะพยายามหางานทำอีก ทางครอบครัวก็สนับสนุน เราจึงใช้ชีวิตหมดไปกับการตระเวนทำบุญ พยายามใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ เราเขียนหนังสือเรื่องชีวิตตัวเอง แล้วก็ได้รับความสนใจมาก ต่อมาก็มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง มีสื่อมาขอสัมภาษณ์มากมาย มีโรงเรียน มหาวิทยาลัย เชิญไปเป็นวิทยากรบรรยาย มีคนโทรศัพท์มาขอคำปรึกษา ขอกำลังใจ ทุกงานเราก็เต็มใจทำ เพราะเราคิดว่า ถ้าชีวิตหนึ่งชีวิตของเรา มีประโยชน์ต่อคนอื่นบ้าง นั่นเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ คำถามหลักที่จะถูกถามทุกครั้งก็คือ “ ทำไมไม่ทุกข์ ทำไมทำใจได้ ทำไมถึงอยู่ได้อย่างมีความสุข”
เราก็เคยงงกับตัวเองเวลาถูกถาม แต่เมื่อทบทวนตัวเอง คำตอบที่ได้จากคำถามเหล่านั้น ก็คือ เราโชคดี ที่เติบโตมากับครอบครัวที่เคร่งครัดในศาสนา เติบโตโดยคุณย่าเป็นคนเลี้ยงดู เด็กที่โตมากับคนแก่ มักจะคิดอะไรได้เกินอายุ แล้วการที่อยู่กับคุณย่า เราก็ตามย่าเข้าวัดตั้งแต่เด็ก
ย่าชอบให้อ่านหนังสือ ย่าจะรับนิตยสารหลายเล่ม และมักมีบทความเรื่อง กฎแห่งกรรม โทรทัศน์ย่าก็ให้ดูละคร พิภพมัจจุราช มาตั้งแต่จำความได้ คุณย่าจะสอนให้เชื่อในเรื่องบาปบุญคุณโทษ เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม แล้วคุณย่าเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีมากๆ ไม่เคยมองใคร หรือ อะไร ไม่ดีสักครั้ง
สิ่งต่างๆ เหล่านี้มักก็แทรกซึมมาอยู่ในตัวเราโดยไม่รู้ตัว แต่มันจะผุดขึ้นมาช่วยชีวิตตัวเองไว้ ในยามที่เผชิญทุกข์หนักที่สุดในชีวิต คือเรื่อง เอดส์
นึกย้อนไปว่า ทำไมเราร้องไห้แค่คืนเดียว ทำไมเราไม่เคยคิดฆ่าตัวตายเลยนะ นั่นก็เพราะ ใจมันสอนตัวเองได้ว่า มันก็คงเป็นบาปเป็นกรรมที่เราเคยทำมา ไม่รู้ในชาติไหน เมื่อกรรมตามมาทันในชาตินี้ เราก็ต้องยอมรับผลของมันให้ได้ แล้วอีกอย่างแฟนคนนี้เราก็รักเขา เราก็เลือกเอง ก็เท่ากับว่าเราหาโรคมาเองด้วย เราจะไปโทษใครได้
เราไม่เคยคิดฆ่าตัวตาย เพราะจำได้ตั้งแต่เด็ก ย่าเคยสอนไว้ว่า การเกิดเป็นคนมันยากลำบากมากมายนัก ย่าเล่านิทานเรื่องเต่าตาบอด โผล่ขึ้นมาในมหาสมุทร ต้องโผล่มาให้ตรงห่วงยางเล็กๆ ถึงจะได้เกิดเป็นคน ดังนั้น คนที่อุตส่าห์ได้เกิดเป็นคนแล้ว ดันมาฆ่าตัวตาย จะบาปมหันต์
เราว่าสิ่งต่างๆ ที่เคยเรียนรู้มาตอนเด็กๆ มันมาช่วยชีวิตเราได้ในปัจจุบัน เราจึงอยู่กับโรคเอดส์ได้ อย่างไม่ทุกข์เท่าใดนัก และยังสามารถมีความสุข ความพอใจในชีวิตได้ทุกวัน
เมื่อเรายอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้ ไม่คิดโทษใคร ไม่คิดน้อยใจในชีวิต ไม่หนีปัญหา เราก็จะอยู่กับสิ่งที่เราเป็นได้ อย่างไม่ทุกข์ ไม่ทรมาน แต่ถ้าอยากให้มีความสุขเพิ่ม ต้องรู้จักมองโลกในแง่บวก และรู้จักพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีและเป็น
ชีวิตเราในปัจจุบัน ผ่านมาจะ 9 ปีแล้ว เราก็ยังไม่ได้ทำงานประจำ ปริญญาโทที่จบมาไม่เคยได้ใช้ ทุกวันนี้เราทำงานมูลนิธิที่ดูแลเด็กกำพร้าที่ติดเชื้อเอชไอวี ได้เบี้ยเลี้ยงน้อยนิดพออยู่รอดไปวันๆ นอกจากนั้นก็เป็นงานอาสาที่ทำฟรีๆ ก็คือ เป็นวิทยากรบรรยายเรื่องเอดส์ ทำเว็บไซต์ และ รับโทรศัพท์ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเอดส์
เรื่องเงิน เรื่องรายได้ มันต่างจากแต่ก่อน ราวฟ้ากับเหว แต่เมื่อมันเป็นไปแล้วก็ต้องยอมรับให้ได้ ต้องปรับตัวเอง ต้องรู้จักคำว่า “พอเพียง” แล้วเราก็ได้เรียนรู้ว่า ชีวิตคนเรานั้น ใช้เงินไม่มากเลยนะที่จะอยู่รอด ทำไมตอนมีเงินเดือนเยอะๆ เราจึงใช้หมด ไม่เคยเหลือเลยนะ
บางวันที่เพื่อนสมัยเรียนปริญญาโท โทรศัพท์มาคุยด้วย พอวางสาย เราก็มีความรู้สึกเศร้าๆ บ้าง เพราะเพื่อนๆ ไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นเอดส์ ถามเรื่องงาน เรื่องแฟน เราก็ต้องโกหกไปเรื่อยๆ พอเพื่อนเล่าเรื่องชีวิตเขา ก็มีบ้างที่เราจะน้อยใจ ก็ชีวิตเรากับเพื่อนมันต่างกันเหลือเกิน
แต่เราก็พยายามปลอบใจตัวเองว่า ถึงเราจะได้เงินเดือนน้อยนิด เทียบกันไม่ได้กับเพื่อนๆ แต่งานเราคืองานสร้างบุญนะ งานเราทำเพื่อช่วยชีวิตคนอื่น ถ้าเราดูแลเด็กๆ ที่ติดเชื้อให้ดีๆ เขาก็จะเติบโตเป็นคนดี ไม่สร้างปัญหาให้สังคม หรือ เราไปบรรยายตามที่ต่างๆ เราเอาชีวิตเราไปเป็นบทเรียนสอนคนอื่น คนอื่นอีกหลายร้อยหลายพันชีวิต เขาอาจจะรอดจากเอดส์ก็ได้
หรือผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ๆ ที่เขาโทรศัพท์เข้ามาปรึกษา ถ้าเขาได้กำลังใจที่ดี ถ้าเขาได้คนแนะนำการใช้ชีวิต การดูแลตัวเอง เขาก็จะไม่ฆ่าตัวตาย เขาจะมีชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุขพอสมควร และหวังว่าเขาจะไม่สร้างบาปโดยไปทำให้ใครติดเชื้อเพิ่ม
เรามักจะให้กำลังใจตัวเองอยู่เรื่อยๆ และพยายามมองหาข้อดีของการเป็นเอดส์ให้ได้ อาทิเช่น การเป็นเอดส์ทำให้เราไม่ต้องทำงานประจำ ไม่ต้องคิดหาเงินให้ได้มากมาย ทำให้เรามีเวลาว่างเยอะ มีอิสระ อยากไปเที่ยวไหนก็ได้ไป อยากทำอะไรก็ได้ทำ อยากไปฝึกวิปัสสนา 8 วัน 7 คืน กี่ครั้งกี่หนก็ได้ ไม่มีปัญหา เพราะเราไม่ต้องลางาน
ดังนั้นทุกวันนี้ เรามีความสุขกับชีวิต เราภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น และภูมิใจในสิ่งที่เราทำ คงต้องขอบคุณ การเลี้ยงดูอย่างอบอุ่นของครอบครัว และความเชื่อทางพุทธศาสนาที่คุณย่าสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก มันทำให้เราเกิดปัญญาในการการคิด เกิดปัญญาที่จะแก้ปัญหาชีวิต และทำให้เรามีความสุขในทุกวันนี้
เราให้ความสำคัญกับ “จิตใจ” มาก ใจต้องเข้มแข็ง ใจต้องมีความสุข เมื่อใจแข็งแรงแล้ว ร่างกายก็จะแข็งแรงตาม เชื่อหรือไม่ 9 ปีแล้ว ที่เรารู้ว่าเราติดเชื้อเอชไอวี เราไม่เคยป่วยหนักเลย ทั้งๆ ที่ภูมิคุ้มกันทางกายเรามีน้อยนิด
เราโชคดีที่มีภูมิคุ้มกันทางใจสูง เพราะมีธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวมาตั้งแต่เป็นเด็ก โรคเอดส์ก็เลยทำอะไรเราไม่ได้ เราเป็นเอดส์แต่เพียงกาย แต่ใจเราไม่ได้เป็นเอดส์ ใจเรามีสุข และเข้มแข็งเสมอ เราจึงอยู่ได้อย่างภูมิใจในตัวเอง และมีความสุขกับชีวิตที่เราเป็น
|