index_27.jpg วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล index_29.jpg
 

ความสุขของคนรุ่นใหม่
วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

สุขแท้ด้วยปัญญา... สัมภาษณ์ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล
วิทยากร โสวัตร : สัมภาษณ์/เรียบเรียง

       “ความสุขคืออะไร?” หนุ่มคนนี้ทวนคำถามราวเปรยกับตัวเอง เขานิ่งคิดไม่นานก่อนจะแสดงทัศนะออกมาอย่างฉับไว และตรงไปตรงมา... “ในทัศนะของผมค่อนข้างหายาก เพราะชีวิตคนเราเป็นเส้นตรงที่มีทุกข์เข้ามาเสียเป็นส่วนใหญ่ ผมรู้สึกว่าช่วงเวลาที่เราทุกข์เรารู้สึกได้เต็มๆ แต่ช่วงเวลาที่เราสุขมันไม่เยอะเท่ากับตอนทุกข์ สำหรับผมการไม่ทุกข์ได้ในบางช่วงขณะก็ถือว่าสุขแล้ว ความสุขเป็นเรื่องที่สามารถพอใจได้ กับตรงนั้น โดยไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกบ้าง...”

       “และปัญญาก็ไม่จำเป็นต้องนำมาซึ่งความสุข มันอาจจะนำมาซึ่งความทุกข์ก็ได้ ผมมองว่าปัญญาหลายๆ ครั้งก็ไม่นำไปสู่ความพอใจ เช่นหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างในสังคม เรารู้ว่ามันน่าจะดีได้กว่านี้หรืออย่างปัญหาในสังคม ถ้ามองว่าเราไม่มีปัญญาในตอนแรกเห็นแล้วก็ปล่อย มันไป แต่พอมีปัญญาเราสามารถมองเห็นทางแก้ได้และพยายามลงทุนไปแก้มัน พยายามตั้งใจทำเต็มที่ จุดนี้ผมว่าเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ อย่างหนึ่ง เพราะกว่าจะเห็นผลมันก็นาน... “แต่ปัญญาอาจจะนำไปสู่ความสุขในบางแง่ ถ้าปัญญาหมายถึงการรู้ว่าจริงๆ แล้วคนเราตัวเล็ก นิดเดียว ตระหนักรู้ได้ว่าเราอย่าไปคิดไปติดยึดอะไรกับมันมากเลย”

       “ถ้าถามว่าตอนนี้มีความสุขกับอะไร? เรียกว่ามีเป้าหมายดีกว่า คือสิ่งที่ทำตอนนี้แล้วรู้สึกว่าอยากทำต่อไปเรื่อยๆ คือการทำดนตรีเพราะ ทำแล้วรู้สึกดี สามารถเดินไปได้เรื่อยๆ อย่างมีเป้าหมายและไม่เบื่อกับมัน เหนื่อยแต่ไม่ทุกข์ อย่างอื่นก็มีเขียนหนังสือ ทำงานพัฒนาสังคม โดยรวมไม่ใช่สิ่งที่ทำเพื่อความสุขเสียทีเดียว แต่คือสิ่งที่ทำเพื่อจุดหมายที่จะเดินไปข้างหน้าได้ แต่ถ้าสุขจริงๆ น่าจะเป็นเรื่องการทำเพลง มากกว่า”

       วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่เรียนมัธยมและต่อเนื่องมาจนถึงช่วงเป็นนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ไม่ว่าจะในฐานะนายแบบ พิธีกร วีเจ นักเขียน นักศึกษาเกรดเอ นักกิจกรรม มุมมองความคิดของเขาในวันนั้นถือว่าคมชัดน่าสนใจ และในวันที่เขาโตขึ้นพ้นจากรั้วสถาบันการศึกษาแล้ว ชีวิตและความคิดของเขาพัฒนาไปอย่างไรบ้าง “ช่วงที่เป็นนักศึกษาได้เรียนรู้วิธีการ ทำให้สังคมเคลื่อนไปข้างหน้าจากความคิดของคนอื่นที่เป็นฝรั่งเสียส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในกระดาษเสียส่วนใหญ่ แต่พอจบก็มาลองว่ามันจริง หรือเปล่า สิ่งที่เรียกว่าเป็นตัวกระตุ้นทางสังคมอยู่ตรงไหนบ้าง เข้าตรงไหนได้บ้าง อะไรบ้างที่เกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ แล้วจะมีผลกระจายออกไป ในระดับใหญ่อย่างไรบ้าง เศรษฐศาสตร์สอนให้ได้แนวคิดมาว่ามันน่าจะเป็นประมาณนี้ ถ้าไม่ใช่แล้วมีอะไรเพิ่มขึ้น นี้คือส่วนต่างอย่างชัดเจนใน งานด้านพัฒนาสังคม แต่งานส่วนอื่นๆ ก็ไม่ได้ต่างกันมาก

       “โดยภาพรวมช่วงนี้จะยากกว่าเพราะไม่มีคนมาบอกว่าจะต้องทำอะไร ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เราก็อยากเป็นอิสระเมื่อไหร่จะจบ แต่เมื่อจบมาแล้วถึงได้ตระหนักรู้ว่าการที่มีคนมาบอกว่าให้ทำอะไรตลอดมันง่ายเหลือเกิน เหมือนกับเรากินข้าว และเราถามอีกคนว่าอยากกิน อะไร อีกคนก็บอกว่าแล้วแต่เธออะไรก็ได้ ผมคิดว่าพอบอกว่าแล้วแต่เธอมันเป็นการดันภาระให้กับคนที่ถามตอนแรก คนเราพอมีทางเลือก แล้วจะเหนื่อย แต่พอไม่มีทางเลือกก็สบายดี แต่ถ้าให้เลือกผมก็อยากจะมีทางเลือกอยู่ดี เพียงแค่ต้องใช้พลังงานมากหน่อยในการเลือก ทางเลือกที่เหมาะกับตนเอง”
           
       ทัศนะด้านสังคม...จริงๆ แล้วผมอยากจะทำงานด้านพัฒนาสังคม อยากหาวิธีที่มีประสิทธิภาพและทำได้จริง สามารถทำในสเกลใหญ่ๆ ได้พร้อมกัน คือผมเรียนเศรษฐศาสตร์มาจะมองในแง่การเปลี่ยนแปลงตัวแปรเล็กๆ ที่ส่งผลใหญ่ๆ ได้ในระยะสั้นหรือระยะยาว พยายามดูเรื่องนี้ ตลอด “อยากไปเรียนต่อในเรื่องนี้ แต่ว่าถ้าไปเรียนตอนนี้ก็ยังไม่มีประโยชน์อะไร เพราะยังไม่ได้ลองทำจริงๆ อยากลองทำจริงๆให้ได้เยอะ ที่สุดก่อนแล้วค่อยไปต่อในมหาวิทยาลัย (จะจบปริญญาเอกหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องเพราะไม่ใช่ความฝันสูงสุด) เพื่อจะกลับมาเริ่มองค์กรของ ตนเองที่จะผลักดันในเรื่องพวกนี้ได้ “ผมเชื่อว่ารัฐบาลมีข้อจำกัด แต่ถ้าเอกชนจำนวนมากมายมหาศาลนี้เกิดขึ้นในลักษณะเล็กๆ อย่างนี้พร้อม กัน จะช่วยผลักดันสังคมได้มากกว่ารัฐบาลหน่วยเดียว เพราะบทเรียนที่ผ่านมาในช่วงหลังๆนี้ น่าจะสอนทุกคนแบบนี้เหมือนกัน

       ผมว่าเราไปนั่งหวังให้มันมีอะไรดีเกิดขึ้น (จากรัฐบาล) คงยาก สู้เราหาแรงผลักดันให้คนทุกคนมาทำอะไรเอง ในพื้นที่ของตนเองให้อยู่ได้ ดีกว่า “โดยที่ผม กำลังมองอยู่ว่าตัวแปรที่ผลักดันให้คนลุกขึ้นมาทำอะไรเองมีอะไรบ้างในเชิงเศรษฐศาสตร์ ตอนนี้กำลังออกแบบโครงสร้าง เหล่านี้อยู่ และสิ่งที่กำลังศึกษาอยู่เป็นเรื่องของผู้ประกอบการทางสังคม เป็นองค์กรที่อยู่ตรงกลางระหว่างเอ็นจีโอและธุรกิจเอกชน คือเป็นธุรกิจเอกชนที่มีรายได้พอที่จะเพิ่มทุนมีกำไรประมาณหนึ่ง แต่มีผลกระทบด้านสังคมมีจุดมุ่งหมายด้านสังคม ผมมองว่าน่าจะเป็นคำตอบ ในอนาคตได้ เพราะว่าเป็นองค์กรที่อยู่ได้ด้วยตนเองประกอบการโดยสมจริงไม่ต้องขอ comment คนกลาง เพราะว่าต้องหากำไรสมทบ ลดต้นทุนให้ได้ แต่ขณะเดียวกันก็แก้ปัญหาทางสังคมได้ในหลายๆ เรื่อง

       “พูดง่ายๆ คือเอ็นจีโอทำ Project หนึ่ง Project จบ ก็ต้องของบใหม่ ต้องส่ง Report ถ้าเป็นธุรกิจเงินมัน Flow เข้ามาเรื่อยๆ มันเป็นการหมุน สิ่งสำคัญจริงๆ ต้องออกแบบ Operation ให้หารายได้ได้ แต่ขณะเดียวกันต้องมีจุดมุ่งหมายทางสังคมชัดเจน ซึ่งก็มีตัวอย่าง อยู่ในเมืองไทยหลายๆ ที่เหมือนกัน ซึ่งผมกำลังมองอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้องค์กรพวกนี้ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด “และถ้าตอนโตถามว่าเป้าหมาย คืออะไร ก็ทำ Economic ให้สำเร็จ  และคนไทยพึ่งรัฐบาลน้อยลง แคร์น้อยลงว่ารัฐบาลเป็นใคร”

       “ผมทำในสิ่งที่ชอบได้อยู่แล้ว เงินไม่จำเป็นเอาเท่าที่พอจะซื้อข้าวกินได้” ที่เลือกทำงานด้านพัฒนาสังคมจะเรียกว่าเลือดพ่อเลือดแม่แรง ก็น่าจะถูก โดนบอกเรื่องนี้มาตลอด พ่อผมสอนว่าคนเรามีความสัมพันธ์ 3 ระดับ อันดับแรกกับตัวเอง  อันดับที่สองกับผู้อื่นรอบตัว อันดับที่สาม กับโลก “เพื่อนๆ ผมส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางพ่อแม่มีเงินเคยไปอยู่เมืองนอกคนละปี-สองปีเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในสังคมส่วนอื่นๆ ที่โอกาส น้อยกว่าเรา คิดว่าพวกเราได้เปรียบกว่าเขาเยอะแต่พวกเราส่วนใหญ่ไม่คิดกันด้วยซ้ำ คือไม่ได้คิดว่าต้องเอามาเปรียบเทียบกัน ดังนั้นความ สัมพันธ์กับโลกเราไม่มี เรามีแค่ตัวเองกับคนรอบตัวที่เห็นหน้ากันได้ ก็เข้าใจว่าความสัมพันธ์กับโลกต้องพยายามถึงจะรู้ว่าตัวเองสามารถทำ อะไรให้กับโลกได้ “แต่เมื่อได้เปรียบแล้วให้ไปทำงานตลาดหุ้น ผมก็ไม่เอาด้วย ผมสามารถทำงานพิธีกรได้เงินตั้งหลายหมื่นก็พอแล้ว ไม่ต้อง ไปขออะไรมากกว่านี้ก็ได้

       “ถ้าเทียบกับชีวิตส่วนตัวผมเองก็ต้องดูแลหลายอย่างเหมือนกัน ทั้งพ่อแม่ ครอบครัว แฟน ดูแลเรื่องที่บ้านซึ่งเพื่อนๆ ก็ต้องทำเหมือนกัน แค่นั้นมันก็เยอะมากแล้วสำหรับชีวิตคนๆ หนึ่ง ก็เข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงไม่มานั่งทำอะไรพวกนี้ ก็ไม่ใช่ความผิดอะไรของเขา ผมคิดว่าเป็น ธรรมชาติแต่สิ่งที่ผมอยากจะทำคือทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนธรรมชาติพวกนี้ได้ โดยที่เขาเลือกทำพวกนี้ด้วยตัวของเขาเอง ถ้าทำอย่างนั้นได้ ก็ถือว่ามันเป็นตัวแปรที่ทำให้คนที่มีศักยภาพมากๆ ในประเทศหันมาดูเรื่องพวกนี้กันโดยที่ไม่ต้องไปบังคับเขา โดยที่ไม่ต้องบอกว่าจงทำดี หรือหันมาทำงานพัฒนาสังคม Project เล็กๆ น้อยๆ ผมมองว่าถ้าเราสามารถดันตรงนี้ต่อได้จะดึงศักยภาพของภาคเอกชนมาให้ดูแลสังคมได้ โดยที่ไม่ต้องไปบังคับเขาเลย ทำยังไงให้เขาทำเพื่อสังคมและเขาได้เงินพร้อมกันด้วย

       “ผมอยากเห็นสังคมไทยที่ดีขึ้นในหลายๆ ด้าน ผมทำมาตั้งแต่ ม.ปลายแล้ว ลองผิดลองถูกกันมาตั้งแต่ค่ายอาสาจนถึงตอนนี้ยิ่งลองทำ มากขึ้นเรื่อยๆ พยายามดิ้นรนหาวิธีใหม่ตลอดเวลา แม้จะเห็นว่ามันยากขึ้นเรื่อยๆ ก็ไม่อยากยอมแพ้ ดูสิว่าก่อนตายจะทำอะไรได้บ้าง “นี่ผมพูดถึงความคาดหวัง ผมคาดหวังว่าก่อนตายผมจะเปลี่ยนโลกให้ได้ มันก็คงต้องทนกับความผิดหวังอยู่ดี สมมติว่าผมเปลี่ยนโลกได้จริงๆ ผมก็ยังรู้สึกว่าผมยังไม่ได้เปลี่ยนอะไรอยู่ดี นั่นคือธรรมชาติของคน และถึงตอนนั้นก็ยังเป็นทุกข์อยู่ดี เพราะฉะนั้นอย่าไปหวังอะไรมาก ทำไป เรื่อยๆ ผมอยากมองว่าอะไรที่สังคมต้องการ เราไปอยู่ตรงนั้นดีกว่า”

       ถึงตรงนี้ไม่ว่าผู้คนจะพูดถึงวรรณสิงห์ ประเสริฐกุลในฐานะอะไร ไม่ว่าจะเป็นนายแบบ พิธีกร  วีเจชื่อดัง นักดนตรี นักเขียนหนุ่มผู้มี ความคิดแหลมคมที่ฝีมือการเขียนดีวันดีคืน นักเรียนเศรษฐศาสตร์ (มธ.) เกรดเอ นักกิจกรรม อาจารย์พิเศษ หรือกระทั่งลูกชายคนเล็กของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และ จิระนันท์ พิตรปรีชา นั่นไม่สำคัญเท่ากับการที่เขาพูดถึงตัวเอง อย่างน้อยในนิตยสารสารคดี (นิตยสารชั้น นำที่ได้รับความเชื่อถือในข้อมูลและคุณภาพมากที่สุด) ในฉบับเดือนพฤษภาคม 2548 ก็ยืนยันได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญบรรณาธิการ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เป็นผู้สัมภาษณ์เอง และในการพูดคุยกันครั้งนี้ก็ทำให้เราเห็นได้ถึงพัฒนาการทางความคิดและตัวตนของเขาจากเมื่อสาม ปีที่แล้วได้อย่างชัดเจน แต่ถ้าจะให้พูดถึงเขาสั้นๆ ก่อนจากกันนี้...วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เป็นคนซื่อสัตย์กับตัวเอง ตรงไปตรงมา และที่สำคัญ มาก เขาเป็นคนมีน้ำใจอย่างยิ่งเหมือนแม่และพ่อของเขา

 
index_15.jpg index_17.jpg