การเดินทางไปสู่ความหมายในชีวิตของคนหนุ่ม
วินย์ เมฆไตรภพ (ป๊อบ จิตอาสา)
วิทยากร โสวัตร : เรียบเรียง
เราเริ่มต้นคุยกันเรื่องการเดินทาง... “ก่อนจบผมได้เดินทางไปเนปาลกับเพื่อนหนึ่งอาทิตย์ เพื่อนชวนไปปีนเขา ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นยังไง โดยส่วนตัวผมเองก็ชอบท่องเที่ยวอยู่แล้ว อย่างตอนเรียนมหาวิทยาลัยมีโอกาสไปท่องเที่ยวที่สวิสเซอร์แลนด์ด้วยเงินทุนโครงการ แลกเปลี่ยนศาสนาและวัฒนธรรม ได้รู้ว่าที่เรียกศูนย์กลางการเงินทางยุโรปเป็นอย่างไรบ้าง
“การที่คนเราต้องไปทำอะไรต่างๆ นานา และทำต่อไปเรื่อยๆ นั้น ผมคิดว่าเพราะเราต้องการค้นหาตัวตนของตัวเอง ความหมายของชีวิต ที่คนรุ่นใหม่หรือหลายคนแสวงหา “อย่างผมไปเดินเขาที่อานากัวนา เนปาล ใช้เวลาเดินเขาประมาณ 15 วัน เวลาเดินเขา เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ จะขึ้นไปถึงยอดเขา ระหว่างนั้นเราต้องฝ่าลม ฝ่าพายุ เป็นช่วงเวลาที่ใกล้ชิดความเป็นความตาย ผมประทับใจมาก เพราะว่าจริงๆ แล้วมันเป็น ช่วงเวลาแค่นี้เองทั้งชีวิต “สุดท้ายแล้วผมมองกลับมาว่าการเดินเขาเป็นเหมือนการภาวนาแบบหนึ่ง แล้วทำอย่างไรให้เราละทิ้งความยึดมั่น ถือมั่นในอดีต และอย่าไปกังวลกับเรื่องอนาคตมากเกินไป นี่เป็น 2 สิ่งที่คนส่วนใหญ่กังวลกัน เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันน้อยลง
“ตรงนี้ถามว่าค้นพบตัวเองไหมก็ยังบอกไม่ได้ เพราะการเรียนรู้ตัวเองไม่มีที่สิ้นสุด แต่จากการที่ได้ไปเดินเขา มันทำให้ชีวิตเราค่อนข้าง ตกตะกอนมากขึ้น ก็คงพูดได้ไม่ง่ายนักถ้าเกิดเทียบกับคนอื่น เพราะว่าเพื่อนแต่ละคนที่จบมา การงานก็เติบโต แต่ผมเลือกเดินทางสายนี้ เลือกทำงานที่คิดว่าตัวเองอยากแสวงหา ก็พบความสุขที่ทำให้คนได้มาเจอกัน ได้มาทำงานร่วมกัน ได้เรียนรู้กันเป็นเรื่องที่ดี เรามีความสุข และเมื่อเห็นคนอื่นมีความสุขเราก็มีความสุขไปด้วย ซึ่งมันเป็นความสุขแบบหนึ่ง ของเป้าหมายของชีวิตก็ทำให้ได้เข้าใจว่าระหว่างการเกิด และดับไป และเรามีการเรียนรู้มาหลายครั้งหลายหน แล้วมันมีอะไรบ้างที่ทำให้เรา ไม่ต้องหยุดเดิน ไม่ต้องค้นหาอีกต่อไป เราก็พอรู้เบื้องต้น แต่ว่าวิถีแห่งการทำหลายๆ อย่างก็ไม่ง่ายนักที่จะทำ”
อดีตเด็กนักเรียนเซนต์คาเบรียล นักศึกษาธรรมศาสตร์ (คณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ) และเป็นมหาบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เล่าให้ฟังถึงเรื่องราวการเดินทางของตัวเอง ซึ่งตลอดเวลาของการเรียน ก็ทำกิจกรรมมาตลอดทั้งในและนอกรั้วสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะกิจกรรมในชนบทอย่างค่ายอาสาพัฒนาชนบทมีส่วนอย่างมากในการนำ เขามาสู่งานในปัจจุบัน แต่จุดหัวเลี้ยวของการมาทำงานด้านจิตอาสาน่าจะมาจากช่วงมัธยมปลายที่ได้ไปทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยที่โรงพยาบาล ศิริราช (ตึกอายุรศาสตร์) ทำงานกับผู้สูงอายุ
เขาได้พบและฟังองค์ทะไลลามะเทศน์! “หลังจากเรียนจบผมได้มีโอกาสบวชเพื่อพักสงบนิ่ง 1 เดือนที่วัดระฆังฯ ได้ศึกษาทางธรรม มากขึ้น ทั้งจากครูบาอาจารย์และจากการอ่านหนังสือของท่านพุทธทาส ของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ได้เรียนรู้ได้ประสบการณ์ต่างๆ มากมาย “แล้วก็มาทำงาน จากนั้นก็มีโอกาสไปอยู่อินเดียประมาณครึ่งปี อินเดียนี่เป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด เดือนแรกผมก็ไป ทำงานในองค์กรชื่อว่า Volunteer เป็นองค์กรของคนรุ่นใหม่ทำเรื่องการส่งเสริมให้อาสาสมัครนักศึกษาหรือเยาวชนอินเดียไปทำงานในองค์กร เอ็นจีโอ ระหว่างนั้นผมก็ได้ศึกษาระบบการทำงาน Volunteer Matching มากขึ้น ทำอย่างไรให้ได้ส่งเสริมอาสาสมัครควรจะไปทำงานใน รูปแบบไหนบ้าง และในประเทศที่กำลังเติบโตแบบอินเดีย
ลองคิดภาพดูแล้วกันตอนนั้นประมาณ 5-6 ปี คนยังเข้าใจว่าอินเดียเป็นประเทศที่ยากจน ซึ่งตอนนี้ก็ยังยากจนอยู่ ผมมองจาก คนส่วนใหญ่ แต่ที่จริงแล้วเป็นประเทศที่มี GDP เป็นอันดับสองของโลกรองจากจีนเลย ความเติบโตต่างๆ ก็อยู่ในขั้นที่ไม่แพ้จีน และเอ็นจีโอที่โน่นค่อนข้างมีมาตรฐาน ทำงานเป็นระบบ รวมถึงการทำ Matching ธุรกิจเพื่อสังคม เพราะเป็นที่แรกที่อโชก้าเกิดขึ้น “และเป็นครั้งแรกด้วยที่ผมรู้ว่าองค์ทะไลลามะอยู่ที่อินเดีย ช่วงมาฆบูชาพวกเราก็ไปนั่งฟังท่านเทศน์ แต่ไม่ได้สนทนากับท่านหรอกเพราะ คนเยอะ “ผมคิดว่าเมื่อเราได้เจอพระหลายๆ รูปที่มีชื่อเสียง หรืออาจจะไม่ใช่ชื่อเสียงอย่างเดียวแต่มีแนวคิดต่างๆ ในเรื่องของสันติภาพด้วย แล้วทำงานเผยแพร่เรื่องดีๆ ให้คนทั่วโลกเข้าใจได้ ถือว่ามีความสุขที่ได้สัมผัสรับรู้ว่าคนแบบนี้ยังมีอยู่ และพบว่าสิ่งที่ท่านได้เจอในทิเบต ไม่ว่าเบื้องหลังจะเลวร้ายรุนแรงแค่ไหนก็ยังไม่ไปทำความรุนแรงตอบ ก็เลยเชื่อว่าสันติภาพ สันติวิธีมันเกิดขึ้นได้ที่ใจเราเอง ถ้าใจเราไม่ หวั่นไหวกับสิ่งต่างๆ รอบข้าง ผมว่าความสงบก็เกิดขึ้นได้ซึ่งก็ตรงกับแนวทางของท่าน”
ทำไมคนบางคนมีความสามารถและโอกาสที่จะรวยแต่กลับไม่...“ผมไม่ได้ปฏิเสธความรวย ไม่ได้คิดว่าเราต้องต่อสู้กับความร่ำรวย การมีเงินมีทองมันดีกว่าไม่มี เพื่อนผมที่จบมารุ่นเดียวกัน บางคนเป็นเจ้าของกิจการ บางคนมีเงินเดือนระดับสอง-สามแสน แต่ต้องยอมรับว่า ผมไม่ได้เห็นภาคสังคมอย่างเดียว ผมได้เห็นภาคธุรกิจเห็นบริษัทต่างๆ ด้วยและยังเคยไปทำงานบริษัทเพื่อน และเราก็เข้าใจแนวคิดอะไรต่างๆ ในการทำงานธุรกิจ และยิ่งชัดเจนว่าจริงๆ แล้วธุรกิจเพื่อสังคมมันก็มี เพราะความเป็นจริงความจนมันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน ความจนมันอยู่ที่ใจเรา มากกว่า ถ้าปัจจัยพื้นฐานพร้อมก็สามารถช่วยพัฒนาอย่างอื่นได้มากขึ้น เพราะว่าเรื่องเงินทองมันไม่ใช่ดูที่ว่าดีไม่ดี มันดูว่าคุณใช้ไปเพื่ออะไร เอาไปใช้ทำอะไรมากกว่า “ผมก็มีรถคันหนึ่ง แต่เพิ่งเปลี่ยนรถไปเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว แต่เรื่องรถถูกรถแพงก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมเลือกที่จะใช้ อะไรมากกว่า เพราะเราสามารถที่จะใช้ขนของได้ ช่วยเอาไปทำงานกิจกรรมต่างๆ ได้”
ความสุขของชีวิต...“ ยอมรับว่าอย่างวันนี้ยังไม่มีความสุข ตื่นมาก็เครียด สิ่งที่เราเครียดเกิดจากความที่เราตั้งใจของตนเองมากกว่า อย่างตั้งใจว่าเราจะเดินไป 5 ก้าว แต่เดินได้ 2 ก้าว หรือเดินถอยหลังไป 1 ก้าว “ความสุขจริงๆ แล้วเราต้องไม่ยึดติดกับอะไร นั่นเป็นคำพูดที่ดี สำหรับผมบางทีสภาวะอย่างนั้นก็เกิดขึ้นและมันก็ผ่านไป จนบางครั้งเราก็ปลงไม่ตกกับสภาวะที่มันเปลี่ยนไป ไม่เที่ยง จนบางครั้งมันทำให้ เราไปยึดมั่นกับความสุขเกินไป
ความสุขแบบนี้ผมยอมรับว่ามันก็ต่างจากความสุขแบบอื่น คือ เกิดจากไม่เครียดและไม่กังวลมากเกินไป หลายครั้งที่ความสุขเกิดจาก ความรักแบบหนุ่มสาว หรือสุขจากการได้ของมาก็คือความสุขอีกแบบหนึ่ง ขึ้นอยู่กับแต่ละคนมากกว่าว่ามีนิยามความสุขแบบไหน แต่ถ้าถามผมสุขแท้ที่เกิดจากปัญญานั้นคือความเข้าใจที่ว่าสุดท้ายอะไรที่ได้มาก็ต้องคืนกลับไป คือได้มาก็ต้องให้ ต้องแบ่งปันกันไป แต่ถ้าเราไม่รู้จักให้ ไม่รู้จักแบ่งปันมันก็จะมีกลไกบางอย่างที่จะมาเอามันคืนไปเองโดยที่เราไม่เหลืออะไร แต่ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วก็ไม่ต้องทำอะไรเลย ที่นี้อยู่ที่ว่าเราจะใช้สิ่งที่ได้มาคุ้มค่าที่สุดอย่างไร “และเมื่อชีวิตเป็นแบบนี้เราก็ไม่อยากเอาอะไร มามาก พอหวนกลับมาคิดอีกทีเราก็มีเพียงพอที่ใช้ได้ ความพอเพียงก็มีหลายระดับและเราไม่จำเป็นต้องทำให้ดูว่ายากจนหรือไม่มี”
ความทุกข์ของชีวิต...“ทุกข์เรื่องอนาคต ทุกข์ต่อคำพูดที่ยังทำไม่ได้ ทุกข์ต่อปัญหาความขัดแย้ง แล้วสุดท้ายคนต้องทะเลาะกัน ต้องสู้กันทั้งที่เป็นคนไทยด้วยกันเอง ผมไม่ค่อยมีความสุขเมื่อเราเห็นว่าคือความทุกข์แล้วทำไมเราถึงทำอะไรชักช้าอยู่ และประเด็นต่อไป คือเราจะทำให้ความทุกข์นั้นลดน้อยลงอย่างไร แค่ไหน “นั่นเป็นความทุกข์ทางโครงสร้างที่ผมรู้สึก แต่ในทางส่วนตัวนั้น ความทุกข์มี 2 แบบ ทุกข์ในไตรลักษณ์กับทุกข์ในอริยสัจ ทุกข์ในไตรลักษณ์ก็เป็นไป แต่ทุกข์ในอริยสัจคือมันจบได้ “ผมไม่กลัวความลำบากแต่กลัวที่จะเกิดทุกข์”
บนทางที่เดิน... “การภาวนาของผมคือการปฏิบัติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราจะยืนสงบนิ่งอยู่บนยอดเขาได้อย่างเดียว แต่การภาวนาที่ใช้ ชีวิตอย่างสงบสันติได้ท่ามกลางมหาชนที่กำลังขัดแย้งกัน นั่นคือบทของการภาวนา ไม่ว่าคุณจะอยู่ในที่ที่โหดร้ายแค่ไหน อยู่ในสงครามกลาง เมืองหรือสิ่งที่ขัดแย้งกัน ผมว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่เราต้องตอบตัวเอง ถ้าเราสามารถสงบสันติได้ ใจก็จะสามารถเชื่อมโยงจิตอาสาได้ โลกที่แท้จริงคือ ณ ปัจจุบันนี้ไม่ว่าเราอยู่ที่ไหน เราจะต้องไม่ไขว้เขวใจเราจะต้องไม่ไปไหน เพราะฉะนั้นคนเราจะต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น ธรรมะมันไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ที่หย่อมหญ้า ผู้มีปัญญาถึงจะมองเห็น “ที่ผมเลือกงานจิตอาสา เพราะผมเชื่อว่าสิ่งนั้นจะนำทุกคนไปสู่สภาพที่แท้จริงได้”
ก่อนจากกันเย็นวันนั้น เขาพาเดินไปหากลุ่มเพื่อนที่สวนลุมพินี เพื่อร่วมกันภาวนาสันติภาพให้ยุติการชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิและ ไม่ให้ใช้ความรุนแรงในการชุมนุม และเรียกร้องรัฐบาลให้แสดงสปิริตเพื่อยุติความขัดแย้ง และผมเพียงรู้สึกในระหว่างที่เดินไปด้วยกันว่า บางทีทุกก้าวของคนบางคนก็คือก้าวย่างแห่งสันติ เพื่อทุกดินแดนที่ย่างเหยียบไปจะกลายเป็นผืนแผ่นดินแห่งความรัก |