index_27.jpg อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ index_29.jpg
 

สุขแท้ด้วยปัญญา
ในทัศนะของ ส. ศิวรักษ์

อาณัติ แสนโท สัมภาษณ์และเรียบเรียง

        ในทางทฤษฎีของชาวพุทธ สุขแท้ คือ “นิรามิสสุข” สุขเทียม คือ “อามิสสุข” การแยกสองอย่างนี้ในทางทฤษฎี ใครๆ ก็อธิบายได้ เพราะมีตำราเขียนไว้เป็นอันมาก โดยทางพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทนั้นถือว่านิรามิสสุขจะมีได้จำเพาะผู้ที่เป็นอนาคาริกหรือผู้ไม่ครองเรือน เพราะว่าผู้ครองเรือนต้องเกี่ยวข้องอยู่ในกาม มีครอบครัว มีทรัพย์สิน ซึ่งเป็นอามิสสุข เพราะให้ทั้งความทุกข์ด้วยความสุขด้วย ไม่ใช่ความสุข ที่แท้ โดยผู้ที่ไม่บริโภคกามหมายถึงผู้ที่เจริญเนกขัมมะบารมีหรือออกบวช การเกี่ยวข้องในกามโดยปกตินั้น คือ การแสวงหาจุดสูงสุด (climax) ดังนั้นผู้ที่ไม่เสพกามจึงต้องแสวงหาจุดสูงสุดที่สูงกว่านั้น คือต้องเจริญจิตสิกขา และการเจริญจิตสิกขาที่วิเศษสุดต้องเริ่มที่ความสงบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นปกติที่เรียกว่า ศีล และความสงบจะสามารถเกิดขึ้นอย่างจริงจังได้ เราต้องล้วงลึกเข้าไปจนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ การติดยึดในตัวตนของเรา ลดคลายความคิดในตัวตน จนกระทั่งเห็นว่าตัวตนนั้นเป็นของปลอม นั่นแหละคือปัญญา และเมื่อเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ โยงใยถึงกันเป็นอิทัปปัจจยตา ปัญญาก็จะนำไปสู่ความกรุณา คือ ความรัก กล่าวคือเราจะรักคนอื่น รักสัตว์อื่น รักธรรมชาติทั้งหมด ความสุขด้วยปัญญานี้จะทำให้รักผู้อื่นยิ่งกว่าตัวเราเอง รักสัตว์อื่นยิ่งกว่าตัวเราเอง และรักธรรมชาติยิ่งกว่าตัวเราเอง

        ยกตัวอย่างง่ายๆ จากชีวิตจริงในปัจจุบัน ท่านทาไลลามะปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา ท่านตื่นนอนขึ้นมาภาวนาตอนตีสามเพื่ออะไร ก็เพื่อให้ตัวท่านไม่เห็นแก่ตัว เพื่อเจริญเมตตาไปยังสรรพสัตว์ซึ่งเป็นความสุขของท่านและเป็นความสุขที่แท้เพราะมีปัญญากำกับ ทั้งๆ ที่ท่าน ถูกรังแกในฐานะที่เป็นประมุขของธิเบต คนของท่านต้องถูกฆ่า ถูกทรมาน วัดวาอารามถูกเผา และบางทีคนของฝ่ายท่านก็กระเหี้ยนกระหือรือ จะโจมตีโดยไม่เชื่อฟังท่าน แต่ท่านก็มีความรักให้กับคนทั้งหมด เรื่องนี้มีความสำคัญมากและไม่ใช่ของง่าย เพราะความรักอย่างนี้จะต้องเกิด จากปัญญาและเกี่ยวข้องกับชีวิตของท่านโดยตรง

        หนังสือเรื่องปัญญาญาณแห่งการให้อภัยนั้น แม้ผู้เขียนจะเป็นชาวจีนแต่ท่านเปิดโอกาสให้เขามาหาท่านได้ตลอดเวลา ในบทสุดท้าย ของหนังสือ เขียนถึงคราวหนึ่งที่ท่านประชวรหนักจนต้องไปโรงพยาบาล สำหรับคนที่เจ็บหนักจนใกล้ตายแล้วนั้น ส่วนใหญ่มักจะคิดถึงแต่เรื่อง ของตัวเอง แต่ในระหว่างที่ไปโรงพยาบาล ท่านอุทิศการเจริญสมาธิทั้งหมดเพื่อส่งจิตไปช่วยคนอื่นตลอด นี่คือความสุขของปัญญาที่ต้องการ จะรับใช้ผู้อื่นที่มีทุกข์ และต่อมาปรากฏว่าท่านหายประชวรเลยครับ

        เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะทางฝ่ายพุทธถือว่าความสุขที่เกิดจากปัญญา เป็นความสุขที่เราอุดหนุนเกื้อกูลให้ผู้อื่นมีความสุขด้วย สำหรับ หนทางให้เกิดสุขแท้ด้วยปัญญานั้น หนึ่ง เราต้องเริ่มทำความรู้จักตัวของเราเอง เพราะการศึกษาแบบตะวันตกทั้งหมดสอนไม่ให้เรารู้จักตัวเอง เขาสอนให้เรารู้จักโลก สอนให้รู้จักดาวอังคาร ดาวศุกร์  รู้จักทั้งหมด แต่ไม่สอนให้เรารู้จักตัวเอง สอง การศึกษาแบบตะวันตกสอนว่า ตัวเรานั้น คืออัตตา อย่างเช่น ความคิดที่ว่าต้องสู้คนอื่น เอาชนะคนอื่น แล้วตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา เราเดินตามตะวันตกโดยตลอด ดังนั้นโอกาส ที่เราจะหาความสุขในระบบกระแสหลักได้จึงมีน้อยมาก

        ไม่น่าแปลกประหลาดอะไรที่นิสิตนักศึกษาจะฆ่าตัวตายกันเป็นจำนวนมาก แม้พระสงฆ์ของเราในเวลานี้ก็ล้วนแต่เดินตามตะวันตกกันหมด
โดยมุ่งแสวงหาทรัพย์สินและสมณศักดิ์อันเกิดมาจากมิจฉาทิฏฐิ ศาสนาพุทธเน้นให้เราเริ่มจากสัมมาทิฏฐิ คือ ต้องเริ่มจากการแสวงหา ความสุข ซึ่งโบราณจะเริ่มจากให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตัว เห็นทุกอย่างมี บุญคุณกับเรา เห็นผลหมากรากไม้มีบุญคุณ เห็นพ่อแม่ปู่ย่าตายาย มีบุญคุณ ซึ่งจะทำให้ตัวตนของเราเล็กลงไป จากนั้นจึงสอนเรื่องทานเรื่องการให้ คือ การชำระความเห็นแก่ตัว แล้วจึงมาสอนเรื่องศีล คือ ทำอย่างไรถึงจะเป็นปกติ การลดความโลภโกรธหลง จากศีลจึงมาเป็นการ ภาวนาเพื่อให้รู้จักตัวเอง แต่คนสมัยใหม่จะไม่รับแบบโบราณ เพราะเชื่อตามตะวันตกที่สอนว่าจะต้องยิ่งใหญ่ เก่งกาจ คำว่าถ่อมตัวเลยหายไป จึงไม่เข้าใจเรื่องศีลทำไม่ไหว อันนั้นก็ไม่ได้ อันนี้ก็ไม่ได้ ทั้งที่ศีลไม่ใช่ข้อห้ามทั้งหมด แต่คือการทำให้เข้าใจว่าความปกติอยู่ตรงไหน

        อย่างเช่นเมืองไทยเวลานี้ ประชากรร้อยละ 80 คือคนยากจนผู้ถูกเอาเปรียบ ในกรุงเทพฯ คนประมาณร้อยละ 20 อยู่ในสลัม คนเหล่านี้ ไม่มีสิทธิ์เป็นคนไทยด้วยซ้ำไป เพราะไม่มีแม้แต่บัตรประจำตัวหรือทะเบียนบ้าน ถ้าคุณเริ่มเห็นปัญหานี้ คุณจะเริ่มเข้าใจว่าทำอย่างไร จึงจะอุทิศตัวเพื่อความสุขของคนเหล่านั้น เพื่อให้เขามีความเท่าเทียมกับเรา อย่างนี้คือศีล แล้วเมื่อคุณอยากจะช่วยคนเหล่านั้น ปัญญาก็จะ ตามมา ไม่ใช่การโผงผางด่าทอคนที่กดขี่ เพราะความสุขและปัญญาจะเกิดขึ้นไม่ได้หากใช้ความรุนแรง แต่เราต้องเริ่มไปเรียนรู้จากเขา

        อย่าคิดว่าคุณเป็นเทวดาที่จะไปแก้ปัญหาให้กับพวกเขา แต่ให้ใช้หลักพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา เริ่มจากรักตัวเราอย่างไม่หลงตัวเรา ไปอยู่กับคนที่เดือดร้อนกว่าเรา กรุณา พร้อมที่จะตกทุกข์ได้ยากกับเขา มุทิตา ไม่เกลียดคนที่กดขี่เรา แล้วจึงจะใช้ อุเบกขา รู้จักการตัดสินใจโดยไม่ใช้อคติ ความเกลียดหรือความกลัว ความหลงหรือความรัก นี่คือการเจริญปัญญา สิ่งเหล่านี้อยู่ในภูมิธรรมเดิมของเรา แต่ตอนนี้เราถูกตัดขาดหมด พอพูดถึงพรหมวิหาร 4 ก็ว่าเชย พูดถึงศีล 5 ก็ว่าเชย เราต้องกลับมาแสวงหาสิ่งที่เรานึกว่าเชย เพราะมันมีอะไร หลายอย่างซึ่งมีคุณค่าอยู่

        อุปสรรคที่ทำให้ความสุขแท้ด้วยปัญญาไม่เกิดขึ้น เพราะสังคมปัจจุบันเป็นสังคมซึ่งไม่เอื้อในทางนิรามิสสุข แต่เอื้อในทางอามิสสุข ที่มากับทุนนิยม บริโภคนิยม การศึกษากระแสหลักสื่อมวลชน กระแสหลักและจากสังคมกระแสหลักที่คนเราถูกสะกดให้สยบยอม เพราะการสยบยอมเป็นการสร้างคุณค่าในทางสังคม ถ้าเราไม่แต่งตัวอย่างนี้เขาไม่ยอมรับ เราไม่กินอย่างนี้เขาไม่ยอมรับ บางทีเราไม่อยากกิน เราก็ต้องกิน เพื่อจะได้เป็นที่ยอมรับ ปัญญาจึงหายไป แล้วเราก็ถูกจูงให้เข้ารกเข้าพง มีรายการทีวีไหนบ้างที่สร้างปัญญา ไม่มีเลย ล้วนแต่มอมเมาทั้งสิ้น

        คนที่ต้องการแสวงหาความสุขที่แท้จึงต้องฝึกความกล้าหาญ ต้องกล้าที่จะปฏิเสธสิ่งมอมเมาต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ของง่าย ในการปฏิเสธ สิ่งมอมเมาเหล่านี้ ประการที่หนึ่ง เราต้องมีเวลาให้กับตัวเอง ต้องรู้จักตั้งคำถาม พอตั้งคำถามแล้วคำตอบอาจจะหามาไม่ได้ง่ายๆ ก็จะต้องมี กัลยาณมิตรคอยช่วยตักเตือนกัน ในสมัยโบราณ ทุกวันพระ เขาจะหยุด เขาจะรับศีล 5 ศีล 8 เพื่อให้เห็นว่าการอดการงดเป็นของดี ซึ่งช่วยใน การพิจารณา เช่น เราเลิกกินเนื้อ เพราะเนื้อวัวที่เรากิน ส่วนใหญ่มาจากบังคลาเทศ ต้องเดินทางมาจะร้อนขนาดไหน จะลดกินหมูเพราะ หมูถูกมัดมาอย่างไร ทรมานอย่างไร คือ เอาใจเขามาใส่ใจเรามากเท่าไหร่ ความสุขที่แท้จากปัญญาจะมีมากขึ้นเท่านั้น

        แต่สังคมปัจจุบันจะไม่มีการเอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดแต่เพียงว่าทำอย่างไรถึงจะชนะ ถึงจะรวย ถึงจะเสพ ถึงจะบริโภค อีกนัยยะคือ สังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่สอนว่า การมี (To Have) สำคัญ แต่ความสุขทางปัญญานั้น คือ การเป็น (To Be) เราอยู่ได้เพราะลมหายใจ เพราะต้นไม้มีบุญคุณ เราอยู่ได้เพราะทั้งหมดช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่ การมี (To Have) คือ เราจะเอาทั้งหมด เราจึงจำเป็นต้อง เปลี่ยนความคิดพื้นฐาน แต่ความคิดพื้นฐานจะเปลี่ยนไม่ได้หากเราไม่ตั้งคำถาม และสังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่ไม่สอนให้ถาม เมื่อถามแล้ว เราต้องเริ่มเถียง ไม่ยอมรับคุณค่าที่สังคมปัจจุบันมอบให้ ถาม เถียง และแสวงหา โดยการแสวงหาจะต้องมีเวลาให้กับตัวเอง มีเวลาให้กับ ธรรมชาติ มีเวลาแสวงหากัลยาณมิตร อย่างนี้ถึงจะหาความสุขที่แท้ได้

        การแสวงหาความสุขที่แท้ไม่จำเป็นจะต้องออกบวชตามรูปแบบ เพราะการบวชนั้นแปลว่าการทำให้สงบ ทางฝ่ายธิเบตมีท่าทีอย่าง ชัดเจนว่าไม่จำเป็นต้องบวช แม้ว่าเมื่อบวชแล้วควรจะช่วยได้มากขึ้น แต่บางครั้งการบวชกลับกลายเป็นพันธนาการ เพราะถูกนำมาเป็นเครื่องมือ ให้คนอื่นทำบุญได้ดีกว่าคนอื่น ซึ่งเป็นเรื่องเหลวไหลมอมเมา ต้องเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นเรื่องเหลวไหลได้ทั้งหมด รวมกระทั่งตัวเราเองด้วย หากแสวงหาผิดทาง เราจึงต้องกล้าที่จะแก้ไขในสิ่งที่เห็นว่าผิด ทางฝ่ายเถรวาทบอกว่าความสุขเริ่มจากโสดาบันจนมาถึงอรหันต์เป็นขั้น ๆ ไป โดยความสุขที่แท้ คือ พระอรหันต์ แต่ถ้าเราพูดอย่างนี้คนสมัยใหม่เขาไม่รับแล้ว ซึ่งน่าเสียดายเพราะความสุขด้วยปัญญา คือ การมีความสุข ที่แท้และเป็นความสุขที่มีความรักที่ไปพ้นตัวตน

 
index_15.jpg index_17.jpg