img
img กลับหน้าหลัก
imgimg
นักศึกษา-จิตอาสา

นักศึกษา-จิตอาสา

เมื่อสอง-สามปีที่ผ่านมา สังคมบ้านเราเริ่มจะพูดถึงคำว่า จิตอาสา กันมากขึ้น  หลังจากที่เคยเป็นกระแสสังคมมาแล้ว ช่วงหลังเหตุการณ์สึนามิปลายปี 2547 หลังจากนั้นก็มีการขับเคลื่อนเรื่องนี้เรื่อยๆมาโดยการริเริ่มของคนกลุ่มเล็กๆ ที่รวมตัวกันเป็นเครือข่าย เรียกกว่า เครือข่ายจิตอาสา เพื่อทำหน้าที่รณรงค์และส่งเสริมกระบวนการอาสาสมัครในสังคม  ด้านหน่วยงาทางสาธารณสุขก็ขยับเรื่องนี้เหมือนกัน ในรูปแบบจิตอาสากับระบบสุขภาพส่วนทางบริษัทห้างร้าน ก็กำลังหยิบยกเอาเรื่องจิตอาสานี้ มาพูดถึงในเชิงความรับผิดชอบต่อสังคมในรูปแบบ CSR (Corporate Social Responsibility) และเมื่อเร็วๆนี่เอง ที่ผู้นำประเทศก็ได้พูดถึงคำว่า จิตสาธารณะ ในคำขวัญวันเด็ก ปี 2554  แก่เยาวชน ซึ่งก็อาจจะมีความหมายใกล้เคียงกันกับคำว่าจิตอาสาที่ผมกำลังจะพูดถึงต่อไปนี้

สถาบันทางการศึกษา ก็เป็นอีกสถาบันหนึ่งที่กำลังนำเอาคำว่า จิตอาสาไปใช้ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน โดยเฉพาะระดับมหาวิทยาลัย ที่ตอนนี้เริ่มนำแนวคิดจิตอาสาไปประยุกต์ใช้กับการสอนวิชาพื้นฐานแนวใหม่ คือ การเน้นให้นักศึกษาได้ลองคิดและทำออกมา ในรูปโครงงาน ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เป็นคนมองย้อนกลับไปถึงปัญหาที่เกิดขึ้นรอบๆตัว โดยไม่ได้มาจากการชี้นำของอาจารย์ แต่เน้นให้นักศึกษาได้ทำหน้าที่เป็นผู้วิเคราะห์ปัญหาเองอย่างเต็มที่  ตั้งแต่ต้นตอของปัญหา องค์ประกอบของปัญหา และการเชื่อมโยงเพื่อหาทางออก โดยอาจารย์เป็นผู้ทำหน้าที่ให้คำแนะนำ และให้คะแนนด้านความคิดสร้างสรรค์เท่านั้น

ช่วงสอง-สามเดือนที่ผ่านมา ผมเองได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนวิชาพื้นฐาน ลักษณะที่กล่าวมาในข้างต้น ด้วยการถูกชักชวนให้เข้าไปเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิชามนุษย์กับหลักจริยศาสตร์เพื่อการดำเนินชีวิต ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งเนื้อหาหลักในวิชานี้ ว่าด้วยการให้นักศึกษาได้เรียนรู้ถึงการให้ การเสียสละ แบ่งปันซึ่งกันและกัน ตั้งแต่สิ่งเล็กๆไปจนถึงการร่วมช่วยกันแก้ไขปัญหาสังคม  โดยผมมีเวลาอยู่เพียงสัปดาห์ละหนึ่งวันเท่านั้น ที่จะทำหน้าที่แนะนำให้คำปรึกษาแก่น้องๆนักศึกษา ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา คือ ทุกวันอังคาร วันละแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น

หลายวันก่อนมีมิตรสหายบางคนร้องอุทานขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น เมื่อรู้ว่าผมไปเป็นอาจารย์ ตามด้วยคำถามว่า “เธอสอนหนังสือได้ด้วยเหรอ?” ผมเข้าใจว่าคนถามคงจะถามด้วยความห่วงใย เพราะปกติผมเป็นคนพูดไม่เก่ง และเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย

ผมตอบเพื่อนคนนั้น ด้วยความไม่มั่นใจนักว่า จริงๆแล้วผมก็ไม่รู้จักธรรมชาติของนักศึกษายุคนี้เท่าไหร่นัก แต่สันนิษฐานเอาเองว่านักศึกษาอาจจะต้องการ การแลกเปลี่ยนหรือไม่ก็ต้องการคนรับฟังอย่างเข้าใจ การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาคงไม่ได้สอนหรือบรรยายอะไรยืดยาว อาศัยทักษะการฟังและการตั้งคำถามกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนเท่านั้นก็คงจะได้  ซึ่งอันนี้เป็นความคิดแรกก่อนที่จะได้เจอกับนักศึกษาเข้าจริงๆ

บรรยากาศในห้องเรียนวันแรก เป็นการระดมสมองหาสถานการณ์หรือสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม เน้นสังคมใกล้ๆตัวของนักศึกษาเอง และให้นักศึกษาลองมองหาเป้าหมายที่พวกเขาอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากปัญหาที่เขามองเห็น เพื่อที่จะออกแบบหรือคิดค้นกิจกรรมที่นักศึกษาจะต้องลงไปทำงานร่วมกันด้วยการเป็นอาสาสมัคร

ในห้องเรียนวันนั้นดูแห้งแล้งและเงียบเหงาราวอยู่ในป่าช้า ทั้งที่ในห้องนั้นมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่านักศึกษา อยู่ร่วม 30 คน  หลังจากที่ผมโยนโจทย์เหล่านั้นเข้าไป ดูเหมือนจะไม่มีสัญญาณตอบรับจากพวกเขาเหล่านั้นแม้แต่คนเดียว  มองดูแววตาของแต่ละคนก็ไม่ปรากฏประกายฉายแววของนักอยากรู้อยากเห็นเล็ดลอดออกมาเลย มิหนำซ้ำยังมีนักศึกษากลุ่มหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการเล่นบีบี (Blackberry) โดยไม่ได้สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ข้าง...

ปรากฏการณ์ของนักศึกษาในวันนั้น  ทำเอาผมต้องกลับไปครุ่นคิดอยู่หลายวันว่า อะไรที่ทำให้พวกเขาไม่กระตือรือร้นที่จะเรียนวิชานี้ ระหว่างนั้นผมได้แต่คาดเดาเอาเองว่า ผู้สอนอาจจะไม่น่าสนใจหรือวิธีการสื่อสารของผมอาจจะไม่เหมาะกับบุคลิกของนักศึกษารุ่นใหม่ จนเพื่อนบางคนถึงกับแนะนำว่า (แกมหยิกหยอก) ให้ผมลองสื่อสารกับพวกเขาผ่านทางโทรศัพท์ Blackberry ดูบ้าง อาจจะทำให้สัญญาณเชื่อมต่อตรงกันก็เป็นได้นะ
         
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ที่ผมจะต้องกลับมาเจอกับนักศึกษาอีกครั้ง คราวนี้ผมกลับมาด้วยวิธีของนักจัดกระบวนการเรียนรู้(กระบวนกร)ในห้องเรียน โดยเริ่มต้นจากให้นักศึกษาจัดรูปแบบการนั่งเสียใหม่ จากแถวตอนเรียงปกติ  มานั่งเป็นวงกลม เพราะจะทำให้มองเห็นหน้าเห็นตากันได้ทุกคนและสร้างบรรยากาศผ่อนคลายด้วยการแนะนำชื่อเล่น พร้อมกับบอกความรู้สึกโดยเปรียบเทียบกับเฉดสี เพื่อประเมินความพร้อมของผู้เรียน ก่อนจะโยนคำถาม ที่ผมอยากรู้จริงๆว่า  นักศึกษาคิดอย่างไรกับการเรียนวิชานี้

ผมเริ่มจากตัวเองเป็นคนแรก ที่ขอเปิดใจก่อนคนอื่น...

“ ...ผมไม่ได้มาที่นี่ในฐานะอาจารย์หรือฐานะผู้รู้  เพียงแต่เป็นคนที่ทำกิจกรรมอาสาสมัครและตอนนี้กำลังอาสามาเป็นที่ปรึกษาให้กับน้องๆนักศึกษาเท่านั้น...”

“...การพูดคุยครั้งนี้ไม่มีผลต่อการให้คะแนนหรือการผ่าน-ไม่ผ่านในรายวิชาแต่อย่างใด เราจะแลกเปลี่ยนกันในฐานะเพื่อนและพี่น้องด้วยความอยากรู้จริงๆว่า นักศึกษาคิดอย่างไรและคาดหวังอะไรกับวิชาที่กำลังเรียนอยู่ ...”

วงสนทนาอย่างไม่เป็นทางการ ดูจะมีชีวิตชีวามากขึ้น นักศึกษาหลายคนพูดอย่างเปิดใจว่า เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับวิชาพื้นฐาน เพราะชีวิตนักศึกษาวันๆหนึ่งเขาต้องเรียน ต้องทำรายงาน ทำการบ้านหลายต่อหลายวิชา เขาควรจะให้ความสำคัญกับวิชาหลักมากกว่า นักศึกษาชายคนหนึ่งบอกว่า เขาเรียนวิชาวิศวกรรม เพื่อที่จะเป็นวิศวกร ก็ไม่เห็นเกี่ยวกับวิชาจริยธรรมหรือจิตอาสาตรงไหนเลย เป้าหมายชีวิตของเขาก็แค่เรียนให้จบ มีงานทำ มีเงินใช้ก็เท่านั้น ที่มาเรียนวิชานี้ก็แค่ให้ผ่านๆ ไป

การพูดคุยกับนักศึกษาในสัปดาห์ที่สอง ยิ่งทำให้ผมมีคำถามกับตัวเองมากมาย ถึงธรรมชาติของของคนรุ่นใหม่ในฐานะนักศึกษายุคปัจจุบัน จนทำให้ผมต้องกลับมารื้อค้นบทความ ของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ มาอ่าน เพื่อเสริมความเข้าใจในเรื่องนี้

“โลกทรรศน์ (ถ้ายังใช้คำนี้ได้) ของคนสมัยปัจจุบัน มองโลกเป็นชุมนุมปรากฏการณ์อันหลากหลายที่เกิดขึ้นมากมายเหลือคณานับ แต่ต่างคนต่างเกิดไม่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน เราเป็นแต่เพียงผู้ไปรับประสบการณ์นั้นๆ โดยทางตรงหรือทางอ้อมเท่านั้น

จะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับปรากฏการณ์นั้นก็มีไปเลยโดยไม่มีข้อผูกมัดว่าปฏิกิริยาต่อปรากฏการณ์นี้ พึ่งสอดคล้องกับปฏิกิริยาต่อปรากฏการณ์อีกอย่างหนึ่ง(บทความนักศึกษาโพสต์โมเดิร์น จากหนังสือบริโภค/โพสต์โมเดิร์น อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ศิลปวัฒธรรม(ฉบับพิเศษ) สำนักพิมพ์มติชน)

หรือเป็นวิธีคิดที่มองปรากฏการณ์ต่างๆเป็นอิสระต่อกัน ไม่เชื่อมโยงกับตนเองและความเป็นไปในสังคมโดยรวม อย่างที่อาจารย์เขียนไว้

หลายสัปดาห์ผ่านไป จนถึงช่วงของการนำเสนอผลงานของการทำกิจกรรมโครงงานจิตอาสาที่นักศึกษากลุ่มต่างๆ ได้แยกย้ายกันไปเมื่อสัปดาห์ก่อน  ผมสังเกตเห็นว่า นักศึกษาทุกกลุ่มต่างมีทักษะในการนำเสนอดีเยี่ยม  ดีกว่าตอนให้คิดออกแบบกิจกรรม วิธีการนำเสนอผ่านสื่อมัลติมีเดียรูปแบบต่างๆถูกนำมาใช้ในการนำเสนอผลงานของตัวเอง แต่เนื้อหาที่พวกเขานำเสนอนั้น กลับไม่มีประเด็นที่น่าสนใจ  รู้เพียงว่าได้ไปทำอะไรมาบ้าง ทำแล้วได้อะไร การสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะดูจะเป็นการสะท้อนออกไปข้างนอกตัวเอง และกล่าวโทษปัจจัยภายนอกว่าเป็นปัญหา เช่น อากาศร้อนทำให้ทำงานไม่สะดวก ป้ายบอกทางไปไม่ชัด  กล้องถ่ายรูปแบตเตอรี่หมด มีเพียงนักศึกษาคนเดียวที่พูดถึงความรู้สึก ภายหลังจากที่นำเสนอตามรูปแบบจบแล้ว  เขาทำท่าลังเลก่อนจะเดินลงจากเวที แต่ก็เดินย้อนกลับไปพูดอีกครั้ง...

“ผมขอพูดความในใจ ที่เมื่อสักครู่ไม่ได้พูด...นะครับ โดยปกติแล้วชีวิตผมเป็นคนทำอะไรแค่ให้ผ่านๆไป ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก (อาจจะเป็นความรู้สึกของผมคนเดียวก็ได้นะครับ) กับการเรียนวิชานี้ก็เหมือนกัน ก็แค่เรียนให้ผ่านๆ.....

ตอนที่ผมกับเพื่อนๆไปช่วยทำความสะอาดวัดในวันนั้น กับกิจกรรมที่พวกเราเรียกกันว่า จิตอาสา  เพื่อไปทำประโยชน์ให้กับคนอื่นและช่วยทำนุบำรุงพระศาสนา ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันจะช่วยได้ยังไงและผมเองก็ไม่ได้คำนึงถึงเป้าหมายนั้น ผมก็แค่ทำไปให้ผ่านๆ.....

วันนั้นมีลุงคนหนึ่งเขาเห็นพวกเรามาทำงาน เขาก็คงคิดว่าเรามาทำด้วยความตั้งใจจริงๆ  ลุงคนนั้นจึงซื้อน้ำหวานมาเลี้ยงพวกเราหลายถุง ตอนนั้นผมเกิดความรู้สึกละอายใจมาก จนไม่กล้าที่จะรับน้ำใจจากแก และวันนั้นเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นพูดคุยกันในหมู่พวกเรา มันก็ทำให้ผมและเพื่อนๆทำงานด้วยความตั้งใจ ไม่ได้เพื่อคะแนนที่จะได้นะครับ... แต่ทำเพราะความรู้สึกละอายมากกว่า

สำหรับความรู้สึกนี้ก็ไม่มีอะไรมาก     ผมแค่อยากเล่าให้ทุกคนฟังเท่านั้น”

นักศึกษา-จิตอาสา

นักศึกษาคนนั้นพูดจบเป็นคนสุดท้ายของเวทีนำเสนอ โดยไม่มีเสียงสะท้อนอะไรจากนักศึกษาคนอื่นๆและบรรดาอาจารย์ที่นั่งฟังอยู่แต่อย่างใด รวมทั้งตัวผมเองด้วย มีเพียงเสียงปรบไม้ปรบมือให้ตามมารยาท

ผมอยากจะบอกนักศึกษาคนนั้นและทุกๆ คนว่า สิ่งที่เขานำเสนอตอนท้ายนั้น มันน่าฟังกว่าการพูดแค่รายงานปริมาณความสะอาดของวัด นักศึกษาคนนั้นกำลังเริ่มต้นที่จะเชื่อมโยงปรากฏการณ์เข้ามาสู่ภายในตัวเอง จากความเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆเมื่อรู้สึกละอาย สู่ความไม่นิ่งดูดายเมื่อพบเห็นปัญหาหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับผู้คนในวันข้างหน้า  ผมรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้สะท้อนเรื่องนี้ต่อที่ประชุมในวันนั้น จึงอยากเขียนเรื่องนี้เพื่อชดใช้ความรู้สึกที่เสียไป

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่รู้ว่านักศึกษาจะได้เรียนรู้อะไรจากวิชานี้ และการที่มหาวิทยาลัยบางแห่งนำเอาเรื่องจิตอาสามาเป็นเนื้อหา ในวิชาพื้นฐานอย่างนี้  เป็นแค่การตามกระแสวาทกรรมเท่านั้น หรือว่าสอนไปแค่ผ่านๆ ผมก็ไม่รู้

ที่มา ::คะทาวุธ  แวงชัยภูมิี