img
img กลับหน้าหลัก
imgimg

สวนผักแห่งความเพียรของ ลุงเบี้ยว ชายชราผู้พิการ

สวนผักแห่งความเพียรของ ลุงเบี้ยว ชายชราผู้พิการ
ถึงแม้ว่าคนเราไม่อาจจะเปลี่ยนโชคชะตาฟ้าดินลิขิตได้ แต่เมื่อยังมีลมหายใจ และความอดทน ต่อให้มีอุปสรรคมากแค่ไหน เชื่อเลยค่ะว่า ทุกคนจะสามารถผ่านพ้นวิกฤติชีวิตและใช้ชีวิตอยู่ต่อได้อย่างมีความสุข.. เฉกเช่นเรื่องราวของ "ลุงเบี้ยว" ชายพิการวัย 59 ปี ที่รายการคนค้นฅนที่ได้นำมาเสนอให้ทุกคนได้ทราบกันในคืนวันที่ 21 กุมภาพันธ์

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ลุงเบี้ยว หรือ สมจิตร ดวงตาคำ คือหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการหาเงินมาประทังชีวิตให้กับทุกคนในครอบครัว แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อขาทั้งสองข้างที่ใช้ย่างก้าวเพื่อหาเลี้ยงชีพ กับต้องถูกตัดไป เนื่องจากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ หนำซ้ำภรรยาคู่ชีวิตที่อยู่กินกันมากว่า 20 ปี ก็ทิ้งไปโดยไม่ใยดี ทำให้ชีวิตของลุงเบี้ยว เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ และเคว้งคว้างกับชีวิตที่ต้องไร้ขา และนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงผู้ป่วยซึ่งถูกดัดแปลงเป็นรถเข็นเช่นนี้

แต่กระนั้นลุงเบี้ยวก็ไม่ย่อท้อ หรือหวั่นไหว ตรงกับข้าม ลุงเบี้ยวกลับทำในสิ่งที่คนที่มีอวัยวะครบ 32 ยังทำได้ยาก เพราะลุงเบี้ยวเชื่อว่า "ตราบใดที่เรายังมีมืออยู่ทั้งสองข้างเราไม่อดตายแน่นอน เพราะเราก็ใช้มือที่เหลืออยู่นี่แหละทำงาน" ...เมื่อลุงเบี้ยวถูกภรรยาทิ้ง กลายเป็นชายพิการที่ต้องอาศัยอยู่คนเดียว ลุงเบี้ยวซึ่งไม่มีคนดูแล ก็ถูกส่งเข้าไปอาศัยอยู่ร่วมกับคนพิการในมูลนิธิสิริวัฒนา เชสเชียร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยต้องช่วยเหลือตัวเองทุกอย่าง เพราะเขาคิดเสมอว่า "เราต้องช่วยตนเองไม่เช่นนั้นใครจะมาช่วยเรา"

"คิดว่ามันเป็นเวรเป็นกรรมที่ต้องมาประสบอุบัติเหตุ ไม่รู้ว่าชาติไหน ลุงคิดเสมอว่า ถ้าเราทุกข์อกทุกข์ใจ เราต้องนับหนึ่งถึงสิบ คิดเสมอว่าทำยังไงให้ชีวิตเราอยู่รอดปลอดภัย พึ่งตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองก่อนว่า ยังไงเราก็ต้องดิ้นรน ลุงคิดอย่างนี้ทุกวัน" ลุงเบี้ยว บอก

ณ ที่แห่งนี้เอง ลุงเบี้ยวได้ศึกษาวิถีแห่งความพอเพียง เพื่อประกอบอาชีพหาเลี้ยงชีพ ซึ่งสิ่งที่ลุงเบี้ยวทำก็คือ ขอพื้นที่ว่างในมูลนิธิมาปลูกแปลงผัก ซึ่งสำหรับคนที่มีอวัยวะครบ 32 คนไม่ใช่เรื่องยากนัก แต่สำหรับชายพิการที่ต้องใช้ชีวิตคว่ำหน้าอยู่บนรถเข็นชั่วชีวิต การปลูกผักสักต้นที่ต้องขุดหลุม พรวนดิน หมั่นรดน้ำ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะผู้ที่จะทำได้ต้องมีความเพียรพยายามมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า

สวนผักแห่งความเพียรของ ลุงเบี้ยว ชายชราผู้พิการ
เช้าตรู่ของทุก ๆ วัน ลุงเบี้ยว จะตื่นขึ้นมาทำภารกิจส่วนตัว ล้างหน้า แปรงฟัน ก่อนจะเข็นรถพร้อมอุปกรณ์ทำการเกษตรครบมือเข้ามายังสวนผัก เพื่อถางหญ้า ขนดิน พรวนดิน รดน้ำอย่างทะนุถนอม และใส่ใจทุกอย่าง โดยหวังให้แปลงผักงอกงามสมความตั้งใจ

ลุงเบี้ยวบอกว่า ตัวเองเคยมีความรู้เรื่องการเกษตรมาก่อนที่จะประสบอุบัติเหตุแล้ว แต่พอต้องสูญเสียขา และได้เข้ามาอยู่ในมูลนิธิแห่งนี้ เขาจึงรื้อฟื้นความรู้ด้านการเกษตรกลับมาอีกครั้งหนึ่ง แม้จะยอมรับว่า สภาพร่างกายเช่นนี้ทำให้ทำงานได้ลำบากขึ้น เพราะถือจอบขนาดใหญ่ไม่ไหว แต่ลุงเบี้ยวก็คิดว่า ค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ ใช้เวลามากขึ้น แต่ก็เพลิดเพลิน เพราะอยู่ในสวนได้ทั้งวันเลยทีเดียว และมีความสุขกว่าอยู่เปล่า ๆ


นอกจากปลูกผักในแปลงแล้ว ลุงเบี้ยว ยังเป็นเกษตรกรครบวงจร เพราะยังปลูกผักปลอดสารพิษชนิดต่าง ๆ เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด หมักปุ๋ยชีวภาพ ฯลฯ ตามที่เคยมีความรู้มา และที่สำคัญคือ ลุงเบี้ยว ได้น้อมนำคำสอนจากพ่อหลวง ในเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" มาใช้ประกอบอาชีพ ทำให้สวนแห่งนี้กลายเป็นสวนเกษตรพอเพียงอย่างแท้จริง

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านบอกว่า อย่าทำให้ที่ดินว่างเปล่า ต้องใช้ที่ดินให้เป็นประโยชน์ทุกตารางนิ้ว ผมก็จำทุกคำของพ่อหลวงใส่ในใจไว้ และนำเรื่องเศรษฐกิจแบบพอเพียงมาปรับใช้ อยู่อย่างไรให้ไม่จน ไม่มีหนี้ ไม่มีสิน ผมก็พอใจแล้ว"


ผัก ปลอดสารพิษของลุงเบี้ยวเป็นที่ต้องการของพ่อค้า แม่ค้า ที่เข้ามารับซื้อถึงในมูลนิธิ ทำให้ลุงเบี้ยวมีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ จากการปลูกผักที่เขารัก และนำเงินส่วนนี้ ไปใช้ซื้อหยูกยา จ่ายค่าจิปาถะต่าง ๆ ในแต่ละเดือน

ความพากเพียร และมุมานะของลุงเบี้ยว ทำให้สวนแห่งนี้ กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับคนทั่วไป นอก จากนี้ลุงเบี้ยวยังได้เป็นวิทยากรรับเชิญที่สถานีวิทยุแม่โจ้ ในการให้ความรู้เรื่องการเกษตร โดยอาศัยประสบการณ์ที่สั่งสมมานานกว่า 10 ปี อีกทั้งยังเป็นวิทยากรเวลามีแขกมาดูงานที่สวนของลุงเบี้ยวอีกด้วย

บรรดานักเรียน นักศึกษา รวมไปถึงคนทั่วไป เมื่อได้เดินทางมาเยี่ยมชม และศึกษาดูงานในสวนของลุงเบี้ยวแล้ว ต่างรู้สึกทึ่งในความเพียร ความอดทน และความพยายาม ที่ลุงเบี้ยวมีเกินร้อย จนเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนต่อสู้ชีวิต และใช้ชีวิตอย่างพอเพียงต่อไป

เมื่อถามถึงความรู้สึกของลุงเบี้ยว ที่สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ลุงเบี้ยวบอกว่า "รู้สึกภูมิใจที่เรายังมีความสำคัญกับสังคมอยู่ แม้ว่าคนพิการอย่างเราจะดูต้อยต่ำ แต่เราก็สามารถนำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปสอนคนอื่นให้ใช้ความพอเพียงได้ คนเรามันต้องดิ้นรนต่อไป ถ้าเราอยู่แบบไม่ดิ้นรนก็คงไม่มีอะไรกิน ไม่มีอะไรใช้"

ดู รายการคนค้นฅนจบแล้ว อดคิดไม่ได้ว่า หลายต่อหลายครั้งแล้วที่รายการคนค้นฅนหยิบเรื่องราวของผู้พิการในสังคมมานำ เสนอ และน่าประหลาดใจจริง ๆ ที่ผู้พิการทั้งหลายเหล่านั้น กลับเป็นผู้ที่สามารถเติมเต็มชีวิต และความสุขให้กับผู้ที่มีร่างกายครบ 32 ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งชายพิการอย่าง "ลุงเบี้ยว" ก็คือหนึ่งในบุคคลที่มีคุณค่าที่สามารถแปรเปลี่ยนอุปสรรคในชีวิตมาเป็นพลัง จนเรื่องราวของเขาสามารถเป็นครูสอนชีวิตให้กับหลาย ๆ คนได้เป็นอย่างดี

ที่มา : รายการคนค้นฅน