เด็กโกหก คุณแม่โกรธจนเหลืออด สอนแล้วสอนเล่า แต่ลูกสาววัยสี่ขวบ ก็ยังชอบพูดปดอยู่ จึงพูดขู่ว่า "ถ้าลูกขืนพูดโกหกอีก แม่มดจะมาจับลูกไป" "ลูกไม่กลัว" ลูกสาวย้อน "ทำไมไม่กลัว" คุณแม่ซัก "เพราะถ้ามีแม่มดจริง ก็จับแม่ไปก่อนแล้ว" เป็นเพราะเรามักเข้าใจว่าความดีนั้น 'สอน' กันได้เราจึงชอบ 'สอน' แต่ไม่ค่อยที่จะ 'ทำ' หรือ 'เป็น' ให้เขาเห็น จริง ๆ แล้วน่าจะคิดว่าความดีนั้นสอนกันได้จริงหรือจะว่าไป เด็กจะเป็นคนดีได้ มิใช่เพราะ 'ถูกสอน' ดอก หากเป็นเพราะเขา 'เรียนรู้' จากชีวิตจริง หรือจากแบบอย่างต่างหาก การศึกษาสมัยนี้ โดยเฉพาะในโรงเรียน ในบ้านเน้นเรื่อง 'การสอน' ของผู้ใหญ่มากว่าที่จะให้ความสำคัญกับ 'การเรียนรู้' ของเด็ก เราไปเน้นกันมากว่าพ่อแม่หรือครูควรจะพูดอย่างไรกับเด็ก หรือจะเอา 'ข้อมูล' ใส่หัวเด็กอย่างไรบ้าง แต่กลับไม่ค่อยสนใจว่าเด็กเรียนรู้อะไรบ้างจากผู้ใหญ่ เคยสงสัยไหมว่า ทั้ง ๆ ที่สังคมสมัยนี้ไม่ค่อยได้ 'สอน' อะไรให้เด็ก แต่ทำไมเด็กกลับ 'เรียนรู้' อะไรต่ออะไรจากสังคมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความเห็นแก่ตัว ความมักง่าย ใฝ่เสพ ฯลฯ นั้นเป็นเพราะเด็ก ๆ เห็นสิ่งเหล่านั้นจากชีวิตจริงในสังคมรอบตัว ความดี (และความชั่ว) ซึมซับเข้าไปในตัวเด็ก (และผู้ใหญ่) ได้ ส่วนใหญ่มิใช่เพราะมีใครมาสอน แต่เป็นผลแห่งการเรียนรู้ของตัวเองจากสิ่งรอบตัวต่างหาก ดังนั้น ถ้าแม่อยากให้ลูกพูดคำสัตย์ แม่ควรทำตัวเป็นแบบอย่างให้ลูกได้เรียนรู้ วิธีนี้ได้ผลกว่าการสั่งสอน เทศนาเป็นไหน ๆ ที่จริงหลักการที่ว่านอกจากจะจำเป็นสำหรับพ่อแม่และครูแล้ว ยังใช้ได้กับพระด้วย ถ้าไม่เชื่อก็ดูเรื่องข้างล่างนี้ ขณะที่บาทหลวงกำลังจะกลับวัด ก็เห็นเด็กสี่ห้าคนกำลังนั่งโต้เถียงกันกลางวงเป็นเหรียญและแบงก์อยู่จำนวนหนึ่ง บาทหลวงจึงเข้าไปถามว่าทำอะไรกัน "พวกผมกำลังแข่งขันกันครับว่า ใครจะโกหกเก่งกว่ากัน" เด็กตอบแล้วพูดต่อไปว่า "คนที่โกหกเก่งที่สุดจะได้เงินกองนี้ไป" "อะไรกัน พวกเธอริอ่านโกหกกันตั้งแต่เล็กเลยหรือนี่ ตอนพ่อเป็นเด็ก พ่อไม่เคยโกหกเลย" "เฮ้ย พวกเรา ยกเงินกองนี้ให้หลวงพ่อก็แล้วกัน" เด็กคนหนึ่งพูดสวนขึ้นมา เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ไม่จำเพาะฝรั่งเท่านั้น หลวงพ่อหลวงพี่ก็น่าจะเก็บไปคิดด้วย
|