หลงตามความคิด   
            
       นักธุรกิจผู้หนึ่งกำลังนั่งกินอาหารในภัตตาคาร ใกล้จะอิ่มอยู่แล้ว ก็มีชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินมาทัก

"ว่าไง กิตติชัย" ชายแปลกหน้าตะโกนลั่น "เฮ้ย เกิดอะไรขึ้นหรือ เมื่อก่อนตัวยังเตี้ยอยู่เลย เดี๋ยวนี้สูงปรี๊ด ผิวก็ขาว ไม่เหมือนเมื่อก่อนดำเป็นถ่านเลย แถมยังหูกางกว่าเดิมอีก นั่งเรือไม่ต้องกางใบเลยก็ยังได้"

นักธุรกิจผู้นั้นตอบอย่างหนักแน่น "ขอโทษครับผมไม่ได้ชื่อกิตติชัย"

"ฮั่นแน่" ชายแปลกหน้าอุทาน "แม้แต่ชื่อก็เปลี่ยนด้วย"

 

คนเราพอปักใจเชื่ออะไรเสียแล้ว ก็จะกอดความเชื่อนั่นเอาไว้ แม้หลักฐานหรือข้อมูลที่ได้รับจะไม่ตรงกับความเชื่อหรือภาพที่วาดไว้ในใจ ก็จะไม่ยอมละทิ้งความคิดความเชื่อนั้นง่าย ๆ แต่จะสรรหาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดความเชื่อของตน

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเชื่อฝังหัวแล้ว บางทีตา หู ลิ้นและอายตนะอื่น ๆ ก็พลอยคล้อยตามความคิดไปด้วย เศรษฐินีที่เชื่อว่าเด็กรับจ้างในบ้านแอบขโมยแหวนเพชรของตนไป มองทีไร ก็เห็นเด็กคนนั้นมีพิรุธตลอดเวลา ไม่ว่าเขาจะเดิน จะย่าง หรือพูดอะไรก็ส่ออาการของขโมย แต่พอพบว่าแหวนเพชรของตนไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ตกอยู่ในซอกโต๊ะ ทีนี้พอเห็นเด็กคนนั้นอีก กลับรู้สึกว่าเขาไม่ได้มีพิรุธหรืออาการผิดปกติแต่อย่างใด ที่จริงเด็กก็เด็กคนเดิม แต่ภาพของเด็กในสายตาของเศรษฐีนีนั้นเปลี่ยนไป ภาพเปลี่ยนไปเพราะความคิดเปลี่ยนไปนั่นเอง

เป็นเพราะความคิดส่งผลต่อการรับรู้ของเรา และสามารถสรรหาเหตุผลมารองรับได้ร้อยแปด จึงอย่าได้แปลกใจหากคนบางคนจะหลงเชื่อนักต้มตุ๋นอย่างหัวปักหัวปำ ไม่ว่าใครจะมาชี้แจงอย่างไร เขาก็ไม่เปลี่ยนใจ และทั้ง ๆ ที่หลักฐานปรากฏทนโท่ เขาก็ไม่สนใจ ยังศรัทธานักต้มตุ๋นเหมือนเดิม

ความคิดความเชื่อของคนเรามีกลไกลนานัปการ ที่จะปกป้องตัวเองไม่ให้ถูกเล่นงานง่าย ๆ แถมใช้กลไกนี้สร้างตัวมันให้เข้มแข็ง ดูน่าเชื่อถือ เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เราจึงควรจะระแวดระวังความคิดของเราให้ดี อย่าเชื่อมันง่าย ๆ เพราะมันสามารถหลอกเราจนเสียคนได้หากเราไม่รู้ทันมัน

ความคิดนั้นเป็น 'คนใช้' ที่ดีของเรา แต่เป็นนาย 'นาย' ที่แย่ ดังนั้นจึงควรมีสติ อย่าปล่อยให้มันเป็นนายเรา หรือครอบงำเรากระทั่งว่า เวลามันฟุ้ง เราก็บ้าจี้ฟุ้งตามมัน มันจะปรุงแต่งอย่างไร ก็ไปเชื่อมั่นว่าเป็นความจริง

เรื่องต่อไปนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า อย่าไปหลงเชื่อความคิดปรุงแต่งของเรามากเกินไป

ภาคภูมิเพิ่งมาถึงภูเก็ตเป็นครั้งแรก ขณะที่คอยเพื่อนอยู่ที่สถานีขนส่ง ก็เห็นชายแต่งกายภูมิฐานยืนอยู่ใกล้ ๆ จึงถามว่า

"ลุง ตอนนี้กี่โมงแล้ว"

ชายสูงอายุผู้นั้นมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วก็ตอบว่า "ไปไกล ๆ เลย"

ภาคภูมิตะลึง พูดขึ้นว่า "ผมถามลุงดี ๆ ทำไมต้องพูดแบบนี้"

ตอนแรก ๆ ชายชราก็แสร้งทำเป็นหูทวนลม แต่เมื่อถูกรบเร้าเซ้าซี้ไม่เลิก ก็หลุดออกมาว่า "แกอยากรู้หรือฉันจะบอกให้" แล้วก็พรรณนายืดยาวว่า

"ฉันรู้นะ ตอนแรกนายก็ถามเวลา ถ้าฉันตอบนายก็จะถามตอบเรื่องดินฟ้าอากาศ เรื่องทะเล เรื่องท่องเที่ยว เรื่องธุรกิจ จิปาถะ พอคุ้นเคยกันเข้า ฉันก็ต้องแสดงความเอื้อเฟื้อตามมรรยาทเจ้าบ้าน เชิญนายไปเที่ยวที่บ้าน"

"อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนั้น นายก็จะพบกับเมทินี ลูกสาวที่น่ารักของฉัน ทีนี้นายกับลูกสาวของฉันก็อาจจะชอบพอกันขึ้นมา ในที่สุดนายก็จะขอแต่งงานกับลูกสาวของฉัน จะให้ลูกสาวของฉันแต่งงานกับนาย เหรอ ไม่มีทาง ลูกสาวของฉันจะอยู่อย่างไร กับคนที่ไม่มีแม้แต่นาฬิกาสักเรือนเดียว"

"เพราะฉะนั้นเพื่อตัดเรื่องยุ่งยากทั้งหมด ฉันยอมเสียมารยาทไล่นายไปดีกว่าที่จะบอกว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว"