คนช่างรอ  

กำนันบุญไปเยี่ยมลูกสาวซึ่งแต่งงานอยู่กินกับชาวอเมริกัน เมื่อไปถึงอเมริกาลูกเขยก็ต้อนรับเต็มที่เรียกได้ว่าเลี้ยงดูปูเสื่อสามวันสามคืน วันที่สาม กำนันบุญจึงถามลูกเขยว่า

"ถามจริง ๆ เถอะ เลี้ยงดูขนาดนี้ ยูเอาเงินมาจากไหน"

"อ๋อ ดูโน่นซีครับพ่อตา" ลูกเขยตอบพลางชี้ไปทางแม่น้ำแล้วถามว่า

"เห็นอะไรไหม"

"เห็น ก็แม่น้ำไง"

"แล้วเห็นสะพานไหม"

"เห็น"

"นั้นแหละครับ สะพานที่ผมสร้างขึ้น เวลารถผ่านแต่ละคัน ก็ต้องเสียสตางค์ให้ผม เงินก็มาจากนั้นแหละครับ"

ปีต่อมา ลูกเขยมาเที่ยวเมืองไทยพร้อมภรรยา กำนันบุญเลี้ยงตอบแทนอย่างเอิกเกริกสามวันสามคืนเหมือนกัน ลูกเขยจึงตั้งคำถามเดียวกันว่า พ่อตาเอาเงินมาจากไหน

"เห็นแม่น้ำนั้นไหม" กำนันบุญถาม

"เห็น"

"เห็นสะพานไหม"

"ไม่เห็นสะพานเลย" ลูกเขยตอบ

"ก็นั้นแหละ เงินที่เราเลี้ยงกันอยู่นี่ก็เป็นเงินสำหรับสร้างสะพานของตำบลนี้แหละ"


นิทานข้างต้น เป็นเรื่องของคนสองประเภท ประเภทแรกร่ำรวยเพราะน้ำพักน้ำแรงของตน อีกประเภทมีชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย เพราะคดโกงมา ถ้ามองมากกว่านั้นก็จะเห็นว่า คนประเภทแรกจัดอยู่ในพวก 'ใฝ่ทำ' ประเภทหลังนั้นเป็นพวก 'ใฝ่เสพ'

คนใฝ่ทำนั้น เวลาอยากได้อะไรก็พยายามทำด้วยตัวเอง หรือหามาด้วยความเพียรของตน ส่วนใฝ่เสพนั้น สนใจที่จะเสพอย่างเดียว ไม่อยากทำ ถ้าจะทำก็ทำด้วยวิธีลัดสั้นที่สุด เช่น ขโมย คดโกง หรือทุจริต หาไม่ก็ทำอย่างขอไปที รอว่าเมื่อไรจะได้เวลาเลิกงาน

เนื่องจากคนใฝ่เสพนิยมวิธีลัดสั้นที่สุด เพื่อจะได้สิ่งเสพโดยเสียแรงน้อยที่สุด จึงมักกลายเป็นพวกพึ่งพาอิทธิปาฏิหาริย์ อยากได้อะไรก็บนบานศาลกล่าว วิธีเซ่นสรวงแบบหนึ่งซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นก็คือ ซื้อบุญ ถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยหวังผลตอบแทนร้อยเท่าพันทวีจากเงินที่ลงทุนไป นับว่าเป็นผลรุนแรงยิ่งกว่าหวยใต้ดินเสียอีก

ผลที่ตามมาก็คือ คนเหล่านี้กลายเป็นคนช่างรอ รอผลดลบันดาล รอโชค หรือรอฟลุก ถ้าหนักเข้าก็อาจกลายเป็นคนน่าหัวอย่างชายข้างล่างนี้

ขณะที่ชายคนหนึ่งเดินผ่านต้นมะม่วง ลูกมะม่วงก็สุกตกลงมาสองลูก จึงเดินไปเก็บ แต่แทนที่จะปอกเปลือกกินหรือเดินต่อไป กลับยืนแหงนคออยู่ใต้ต้นมะม่วง

ผู้เฒ่าเห็นชายผู้นั้นยืนอยู่นานสองนาน จึงถามว่า

"พ่อหนุ่ม กำลังทำอะไรเหรอ"

"กำลังรอว่าเมื่อไหร่ข้าวเหนียวจะตกลงมาสักที" ชายหนุ่มตอบ