จุดบอด เช้านี้จิตแพทย์เข้าไปตรวจเยี่ยมผู้ป่วยโรคจิตเช่นเคย ขณะที่เดินเข้าไปในตึกผู้ป่วย ก็เห็นผู้ป่วยหมายเลขหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนพื้น ทำท่าเลื่อยไม้ แต่สักครู่ก็สังเกตว่ามีอะไรสักอย่างขยับเขยื้อนอยู่ข้างบน พอเงยหน้าก็เห็นผู้ป่วยหมายเลขสองห้อยหัวอยู่บนเพดาน เมื่อหมอถามผู้ป่วยหมายเลขหนึ่งว่ากำลังทำอะไรอยู่ก็ได้คำตอบว่า "หมอไม่เห็นเหรอว่าผมกำลังเลื่อยไม้อยู่" แล้วหมอก็ถามผู้ป่วยหมายเลขหนึ่งว่า ผู้ป่วยหมายเลขสองกำลังทำอะไร ผู้ป่วยหมายเลขหนึ่งตอบว่า "เจ้านี่เป็นเพื่อนผมเอง แต่ไม่ค่อยเต็มเต็งเท่าไหร่ มันคิดว่าตัวเองเป็นหลอดไฟ" เมื่อหมอเงยหน้าไปมองอีกที ก็พบว่าผู้ป่วยหมายเลขสองกำลังหน้าแดงก่ำ หมอจึงบอกกับผู้ป่วยหมายเลขหนึ่งว่า "คุณช่วยเอาเขาลงมาได้ไหม ท่าทางเขาจะแย่แล้ว" "อะไรกันคุณหมอ ถ้าเอาเขาลงมา แล้วผมจะทำงานในที่มืดได้อย่างไร" นิทานเรื่องนี้สอนอะไร บางคนอาจตอบว่า คนบ้าแม้จะสังเกตได้ว่าใครที่บ้าแต่กลับไม่รู้ว่าตัวเองบ้า เช่นเดียวกับคนเมาที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองเมา แต่อันที่จริงนิทานเรื่องนี้สะท้อนความจริงที่กว้างกว่านั้น นั่นคือชี้ให้เห็นว่าคนเรามักจะมองเห็นความบกพร่องของคนอื่น แต่กลับมองไม่เห็นความบกพร่องของตนเอง อาจเป็นธรรมดาของมนุษย์ก็ได้ เพราะการมองเห็นคนอื่นนั้นง่ายกว่ามองเห็นตัวเองมาก เมื่อเรารู้จุดอ่อนของมนุษย์ (และตัวเราเอง) เช่นนี้แล้ว ก่อนที่เราจะตำหนิหรือว่ากล่าวใคร ก็ควรจะมองกลับมาที่ตัวเราเองเสียก่อน ว่าเราเป็นเหมือนอย่างคนนั้นหรือไม่ การเหลียวมองตัวเองอยู่บ่อย ๆ ด้วยความซื่อตรง จะช่วยให้เราไม่กล่าวโทษหรือประณามใครง่าย ๆ กลับจะมีความเห็นใจเขาด้วยซ้ำ เพราะแท้จริงแล้วเราเองก็มีข้อบกพร่องเช่นเดียวกับเขา การย้อนมองตนอยู่บ่อย ๆ ไม่เพียงแต่จะทำให้เราเห็นคนอื่นเป็นตัวปัญหาน้อยลงเท่านั้น หากยังช่วยให้เราเกิดความระมัดระวัง ไม่สร้างปัญหาแก่คนอื่นด้วย ในทางตรงกันข้าม คนที่ไม่ค่อยมองดูตัวเอง มักกลายเป็นคนที่ชอบสร้างปัญหาแก่ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะ เขาเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เวลาเกิดอะไรขึ้น ก็คิดแต่เพียงว่าตัวเอง (จะ) เป็นฝ่ายถูกกระทบหรือไม่ แต่ไม่เคยมองว่าตนเอง (จะ) ไปกระทบใครหรือเปล่า ดังตัวอย่างข้างล่าง
วาทยากรทนไม่ไหวจึงสั่งหยุดซ้อม และหันไปมองคนงานผู้นั้นด้วยสายตาวิงวอน "เชิญซ้อมต่อไปเถอะครับ" คนงานตอบอย่างสบายอารมณ์ "เสียงเพลงไม่รบกวนผมหรอก"
|