โครงการขับเคลื่อนมิติสุขภาวะทางปัญญาผ่านการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย

-A +A

งานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองเป็นการดำเนินงานในมิติสุขภาวะด้านกายเป็นส่วนใหญ่และมีการให้ความสำคัญกับมิติด้านจิตใจและสังคมเพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้เป็นการจำกัดวงทำงานอยู่เฉพาะบุคลากรสุขภาพ และจิตอาสา ส่วนสุขภาวะทางปัญญา (Spiritual health) ยังไม่มีการเริ่มดำเนินการ

เครือข่ายพุทธิกาจึงริเริ่มโครงการส่งเสริมบทบาทพระสงฆ์ฯ เมื่อปี พ.ศ.2554 และพบว่า พระสงฆ์เป็นกลไกสำคัญที่สุดในด้านสุขภาวะทางปัญญา เป็นผู้น้อมนำหลักธรรมคำสอนมาใช้เยียวยาและดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้เป็นอย่างดี ส่วนกลไกบุคลากรในโรงพยาบาลและจิตอาสาเป็นสองกลไกที่สำคัญ ที่จะเชื่อมประสานการทำงานร่วมกัน เป็นทีม มีพื้นที่ทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และเป็นระบบ

เป้าหมายหลักของโครงการฯ ซึ่งเป็นการทำงานต่อเนื่องระยะที่สอง คือ การขับเคลื่อนมิติสุขภาวะทางปัญญาโดยสนับสนุนงานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง โดยดำเนินการ 3 ด้านหลักคือ

1.เครื่องมือ: สนับสนุนองค์ความรู้ด้วยการพัฒนาคู่มือและจัดอบรมหลักสูตรความรู้ให้กับทีมสุขภาพ

2.คน: พัฒนาทีมกระบวนกร/วิทยากรเพื่อถ่ายทอดความรู้ต่อเนื่อง

3.พื้นที่: พัฒนาและเสริมศักยภาพพื้นที่ต้นแบบเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และเอื้ออำนวยให้เกิดพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันของทีมสุขภาพในการดูแลผู้ป่วย

กลุ่มเป้าหมายในการดำเนินงาน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

 •  กลุ่มภาคีร่วมงาน คือ พยาบาล พระสงฆ์ จิตอาสา และชุมชน ซึ่งมาเข้าร่วมอบรม และร่วมพัฒนางานกับโครงการฯ

 • กลุ่มเป้าหมายในการทำงาน คือผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งครอบคลุมผู้ป่วยเรื้อรังที่ได้รับการวินิจฉัยว่าจะไม่หายจากโรค และได้รับการประเมินว่ามีค่าระดับ PPS (Palliative performance scale) น้อยกว่า 40 รวมถึงผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต

โครงการฯ ดำเนินงานโดยเครือข่ายพุทธิกา มีระยะเวลาทำงาน 24 เดือน (ก.ย. 2557 – ส.ค. 2559) และได้รับการสนับสนุนจาก สสส.

กิจกรรมหลักของโครงการฯ คือ

1.จัดระบบ/พัฒนาองค์ความรู้ ทบทวนข้อมูลจากโครงการระยะที่ 1และเก็บข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อพัฒนา “คู่มือการพัฒนาระบบและกลไกการดูแลสุขภาวะทางปัญญาของผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยโรงพยาบาล พระสงฆ์ และชุมชน”

2.พัฒนาและเสริมพลังโรงพยาบาลต้นแบบ

   • จัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ประสบการณ์การทำงานและตัวอย่างการดูแลสุขภาวะทางปัญญาของผู้ป่วยระยะท้ายของโรงพยาบาลต้นแบบ

   • ส่งเสริมให้โรงพยาบาลต้นแบบได้มีโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์ในเวทีต่างๆ

   • รวบรวมกรณีศึกษาเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ

3. ขยายผลการทำงานสู่โรงพยาบาลใหม่

   • พัฒนาหลักสูตรและจัดอบรมพัฒนาศักยภาพให้ผู้สนใจที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง

        หลักสูตร 1 ทักษะพื้นฐานการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้ายอย่างเป็นองค์รวม

        หลักสูตร 2 แนวทางและทักษะการดูแลด้านจิตวิญญาณ/ปัญญา (Spiritual Care)

        หลักสูตร 3 กระบวนการดูแลเยียวยาทีมทำงาน (Healing the Healer)

  • พัฒนาศักยภาพพื้นที่ทำงานเดิมเพื่อขยายผลการทำงานลักษณะเครือข่ายในระดับพื้นที่ให้กว้างขึ้น (จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดสุรินทร์)

4.พัฒนาทีมวิทยากร/ กระบวนกร

   จัดอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถในการเป็นกระบวนกรด้านการดูแลสุขภาวะทางปัญญาของผู้ป่วยระยะสุดท้าย

5. ทำความเข้าใจ/เชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง

   • ประสานงานพระสังฆาธิการและคณะสงฆ์ชี้แจงถวายความรู้ ประโยชน์ที่จะเกิด และขอความร่วมมือในส่วนที่คณะสงฆ์จะช่วยเหลือได้

   • ประสานความร่วมมือกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มหาเถรสมาคม เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคม เพื่อผลักดันให้มีระบบสนับสนุนพระภิกษุเข้ามามีส่วนร่วมทำงานมากขึ้น

               • ประสานความร่วมมือกับสถาบันแพทย์ศาสตร์ศึกษา เครือข่ายพยาบาลองค์กร และบุคลากรสุขภาพให้เข้ามามีส่วนร่วมทำงานดูแลสุขภาวะทางปัญญาของผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้มากขึ้น

   • ประสาน/ขอการสนับสนุนจากองค์กรปกครองท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมทำงานดูแลสุขภาวะทางปัญญาของผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้มากขึ้น

6. ประชาสัมพันธ์สร้างการยอมรับในสังคมและวงการสุขภาพ

   • จัดทำจดหมายข่าว

   • เผยแพร่ความรู้และกิจกรรมของโครงการผ่านเว็บไซต์

   • นำเสนอผลงานในเวทีวิชาการ

 7. ติดตามประเมินผลการทำงานในทุกกิจกรรมของโครงการ (ประเมินผลภายใน)

 

นทางสายเปลี่ยว

บทความโดย อุบล หาญฤทธิ์

หลักสูตรพื้นฐานการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้ายอย่างเป็นองค์รวม
สังฆะกับการดูแลผู้ป่วย
บทความโดย เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
การสร้างสังฆะแห่งการเยียวยาจิตใจผู้ป่วย
บทความโดย กองสาราณียกร จดหมายข่าวอาทิตย์อัสดง
โครงการ ส่งเสริมบทบาทพระสงฆ์ โรงพยาบาล และชุมชน
ในการเยียวยาจิตใจผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้าย