Error message

Deprecated function: The each() function is deprecated. This message will be suppressed on further calls in menu_set_active_trail() (line 2385 of /home/budnetorg/domains/budnet.org/public_html/sunset/includes/menu.inc).

ขอบคุณความเจ็บป่วย ขอบคุณความตาย

-A +A

         คุณอรทัย ชะฟู กระบวนกรอบรมเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพ และยังเป็นจิตอาสาดูแลผู้ป่วย เคยป่วยเป็นมะเร็งหนักถึงขั้นที่คุณหมอบอกว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ความเจ็บป่วยเฉียดตายนอกจากจะไม่ได้พรากลมหายใจไปจากชีวิตแล้ว ยังพลิกชีวิตคืนความสุขที่แท้ให้กับเธออีกด้วย 

         “ตอนแรกที่คุณหมอบอกว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ก็เหมือนปกติทั่วไปคือมีความกลัว รู้สึกล้มเหลว เป็นอารมณ์ลบๆ ทั้งหมด แต่คิดอย่างนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะอย่างไรก็ตายอยู่แล้ว ถึงไม่ตายด้วยมะเร็งก็ตายเพราะอย่างอื่น แต่ด้วยความที่เป็นบุคลิกของเรา ไหนๆ จะตายขอให้ตายอย่างมีศักดิ์ศรี ตายไม่เหมือนชาวบ้านเขา ตายอย่างมีความสุข คือเป็นคนแรง อัตตาเยอะ ความจริงเราป่วยเพราะอัตตานั่นแหละ สมัยก่อนพอพูดเรื่องความตายคนยังไม่ยอมรับ เวลาพูดกับใครก็ไม่มีใครฟังเรา เขาจะคิดว่าเป็นลาง จะปฏิเสธ จะมีสัญญาณบางอย่างไม่ให้พูดๆ แล้วก็กลบเกลื่อน เลี่ยงไปเรื่องอื่น ก็เลยต้องเก็บไว้กับตัวเอง เราก็คิดแบบสนุก คือไหนๆ จะตายแล้วก็ขอให้สนุกๆ นิดหนึ่ง งานแต่งงานเขามีของชำร่วย งานศพเราก็จะมีของที่ระลึกที่เราทำเอง พอทำเรื่องพวกนี้ทำให้เราลืมความกังวลเรื่องของอนาคตที่ว่าเราต้องตาย ความเศร้ากลายเป็นความสุข ความสนุกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ก็นั่งทำนั่นทำนี่ไป คือตอนแรกออกจากตัวเองก่อน ถ้ามองแต่ตัวเองเราจะทุกข์ นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ 

         “แล้วอาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู ก็ให้หนังสือมาเล่มหนึ่ง เป็นหนังสืองานศพคุณแม่พระไพศาล วิสาโล เราอ่านแล้วรู้สึกว่าได้คุยกับหนังสือ หนังสือเหมือนเป็นเพื่อนเรา เราคุยกับใครไม่ได้เรื่องตาย แต่เราเชื่อมโยงกับความตายจากหนังสือเล่มนั้น เลยคิดว่าไหนๆ ก็จะตายแล้ว ก่อนตายขอให้มีคนจำเราได้หน่อย ปกติจะเป็นคนแรง ไม่เอาเรื่องความสัมพันธ์เลย เพราะเราเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นสูง ไม่แคร์ใคร แต่พอป่วยเราได้เห็นความเปราะบางลึกๆ ของตัวเอง จริงๆ เราต้องการความเอาใจใส่ แต่ก็กลบเอาไว้ ก็เริ่มต้นว่าเราอยากได้อะไรเราก็ให้สิ่งนั้นก่อน เราเลยเข้าไปทำงานกับกลุ่มผู้ป่วย ไปดูแลจิตใจเขา และเริ่มมองเห็นความโชคดีของเรา ตอนแรกยังไม่เห็นนะ แต่พอทำแล้วเราเห็นว่านี่คือต้นทุนของเรา เป็นวัตถุดิบของเรา เราผ่านความทุกข์มาแล้วเราเข้าใจเขา เราคุยกับเขาได้ง่ายกว่าหมอพูดหรือพยาบาลพูด ก็เรียนรู้จากเรื่องพวกนี้ เริ่มรู้ว่าตัวเองโชคดี เป็นพรที่พระเจ้าให้เรามา เริ่มมองด้านบวกของมะเร็ง ตอนแรกยังไม่เห็นหรอกถ้าเราไม่ลงมือทำงานกับผู้ป่วย

         “จริงๆ ถ้ามองย้อนกลับไปในชีวิต เรามีโจทย์พวกนี้เข้ามาอยู่แล้วแต่เราไม่เห็น เพราะเราเจอโจทย์เรื่องการสูญเสียตั้งแต่เด็ก เหมือนเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เราเป็นเด็กกำพร้า ตอนนั้นก็รับไม่ได้หรอก ให้เราเกิดมาทำไมเกิดมาเจอแต่โจทย์ยากๆ เจอการสูญเสียตั้งแต่เด็ก เราเป็นเด็กกำพร้า แล้วทุกคนก็จากเราไปทีละคนๆ จนเราอยู่คนเดียวเราก็โดดเดี่ยว รู้สึกว่าชีวิตเรามันหนักมาก เราป่วยแล้วใครจะดูแล ก็คิดวนแต่เรื่องพวกนี้ ตอนนั้นกำลังเรายังไม่พอที่จะคิดบวก เรามีอาการซึมเศร้าและต้องกินยาทางจิตเวช แต่ตอนหลังรู้สึกว่าไม่ใช่แล้ว เราสูญเสียพลัง กินแล้วก็จะนอนซึมไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่เราอยากดูแลชีวิตเราด้วยตัวของเราเอง ก็เริ่มทำงานจิตอาสาแล้วก็เริ่มรู้สึกว่าจริงๆ เราไม่อยากให้ใครสงสาร เราอยากมีคุณค่ามากกว่า ถ้าตายให้มีคุณค่าให้คนจำเรามากกว่า 

         “พอมาทำงานจิตอาสารู้สึกว่าให้ประโยชน์กับชีวิตมาก คือเราได้ความสุขกลับคืนมา เมื่อก่อนเป็นคนที่ติดวัตถุ สมัยที่ยังไม่ป่วยชีวิตเราจะเป็นอีกด้านหนึ่ง เมื่อก่อนมีความเชื่อว่ามีเงินเท่านั้นถึงจะมีความสุข เงินคือพระเจ้า เรามีความสุขกับตัวเลขเงินที่เพิ่มขึ้น เราเก็บเงินได้และมีข้าวของที่ครอบครอง แต่วินาทีนั้นเราได้เรียนรู้ว่าความสุขที่แท้จริงมันไม่ใช่แบบนั้น มีความสุขอีกตั้งมากมาย และสิ่งสำคัญคือเราได้เรียนรู้เรื่องความรักและการให้อภัย เมื่อก่อนไม่เชื่อว่าความรักที่แท้มีอยู่ ไม่เชื่อว่ารักแท้มีอยู่จริง คือเราถูกหล่อหลอมมาแบบนั้น เรามีประสบการณ์บางอย่างที่ทำให้ไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ และการป่วยครั้งนี้ยังให้ประโยชน์คือทำให้ได้เรียนรู้เรื่องการให้อภัย เมื่อก่อนเราจะมีความโกรธ ความเกลียด ความแค้นในใจมาก และใช้ชีวิตแบบประชดตัวเอง พิสูจน์ตัวเอง 

         “ส่วนเวลานึกถึงความตายทำให้ความคิดเราเปลี่ยน ได้เรียนรู้ว่าอะไรก็ไม่แน่นอน อะไรก็ไม่คงที่ อย่างหลักๆ ของเราคือเรื่องอารมณ์ลบๆ ทั้งหลายที่ติดตัวเรามา เวลาเกิดอะไรขึ้นไม่ใช่ไม่โกรธ ไม่โมโห หรือไม่หงุดหงิดนะ แต่มันเร็วขึ้น ก็ไม่ใช่ขนาดมองโลกสวยงามทั้งหมด แต่เวลาเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตรู้สึกว่าจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น มองโลกตามความเป็นจริงมากกว่า นี่คือแง่มุมของความตายที่ทำให้เรายอมรับสิ่งที่ไม่แน่นอนได้ง่ายกว่าเดิม พื้นฐานเดิมเราก็ไม่ได้ไปวัดปฏิบัติธรรมหรอก แต่เราได้เรียนรู้จากการทำงานกับคนป่วย ได้เรียนรู้กับตัวเองว่านี่คือการปฏิบัติธรรมของเรา เวลาเราทำเรื่องพวกนี้จะเห็นอัตตาเรา เช่น เรารู้สึกดีว่าคนไข้เขาดีขึ้นเพราะฉัน เราจะเห็นความรู้สึกอย่างนี้ ถ้าเขารู้สึกไม่ดี เราไม่ได้รับการต้อนรับ จิตเราก็เซียวลง ก็รู้สึกทุกข์อีก กังวลอีก รู้สึกว่าเราไม่มีตัวตน แต่พอเรียนรู้เรื่องพวกนี้ก็จะทำให้เราวางตัวตนของเราลงไปเรื่อยๆ

         “ทุกวันนี้ก่อนนอนจะพูดกับตัวเอง วันนี้โชคดีจัง เหมือนระลึกว่าวันนี้เราได้ทำอะไรไปบ้าง วันนี้มีอะไรที่เรารู้สึกดีกับตัวเอง และขอบคุณในประสบการณ์ดีๆ ที่เราได้เจอ แล้วก็นอน จบแล้วก็วางมันลง พรุ่งนี้ถ้าตื่นขึ้นมาเราก็ขอบคุณ ขอบคุณที่เรายังมีโอกาสได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น ได้ทำในสิ่งนี้ต่อ ตอนหมอบอกว่าเราจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน และเราเลือกที่จะหยุดการรักษาแผนปัจจุบันแล้วมาทำงานจิตอาสา เราอธิษฐานกับตัวเองก่อนนอนทุกคืนว่า ถ้าเรายังเป็นประโยชน์ต่อโลกใบนี้ขอให้เราได้ทำและมีลมหายใจที่จะอยู่ต่อ ก็แสดงว่าเรายังมีประโยชน์อยู่ จะทำอะไรก็ทำเลย คืออยู่กับวินาทีนี้เท่านั้น

         “ตอนนั้นที่หยุดการรักษาเพราะรู้สึกว่าทุกครั้งที่ไปหาหมอมันทรมาน ตอนเราไม่ไปเราก็โอเคนะ แต่พอไปหาแล้วรู้สึกว่าเครียด ทุกข์ แล้วก็รู้สึกว่า ถ้าจะตายอย่างน้อยขอให้เราตายแบบยังสดชื่น ไม่อยากซึมเพราะยา มันชัดแล้วไงว่าเราเลือกแบบนี้ คือพอเราตั้งอธิษฐานว่าชีวิตเราคุ้มแล้ว ที่เหลือคือกำไรแล้ว เราก็หยุด แล้วก็จะทำทุกวันให้มีความสุข ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีชีวิตที่ยืนยาว แต่วันนี้จะให้ความสำคัญกับทุกช่วงเวลาสั้นๆ คิดเป็นวินาทีต่อวินาทีจริงๆ เพราะเรื่องปอดบางทีก็เหนื่อยหายใจไม่ออก ทุกคนก็ตกใจ เมื่อก่อนต้องนอนโรงพยาบาลบ่อยมาก พอเรามาทำเรื่องพวกนี้รู้สึกว่าเราลืมโรงพยาบาลไปเลย เริ่มห่างไกลโรงพยาบาล และรู้สึกถึงคุณค่าด้วยว่าตัวเรามีประโยชน์ อย่างน้อยก็ไม่เสียชาติเกิด เคยรู้สึกขอบคุณความตายมาก มีคนเคยถามว่าถ้าเลือกได้จะอยากเป็นมะเร็งไหม เรารู้สึกว่ามันทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนเลย เวลาไปเจอเพื่อนรุ่นเก่าๆ ที่เขารู้จักเรา เขาไม่เชื่อเลยว่าเราจะเป็นเหมือนทุกวันนี้ แม้แต่เรื่องการใช้ชีวิต เขาบอกเขานึกภาพไม่ออกเวลาเจอกัน เขาก็ทึ่งนะ ต้องขอบคุณความเจ็บป่วย ความตาย เพราะไม่อย่างนั้นชีวิตเราก็ไม่เปลี่ยน แล้วเราก็จะไม่ได้มาเจอคนที่ทำให้เราได้รู้จักความรัก นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ความเจ็บป่วย ความตายเหมือนหยิบยื่นความรักที่แท้มาให้ ให้เรารู้จักความรักที่แท้ เพราะเราไม่มีญาติพี่น้องเหลือ แล้วใครจะมาดูแลเรา อย่างคนอื่นมีคนมาดูแลก็เพราะเป็นสายเลือด แต่นี่เขามาดูแลเราไม่ได้มีเงื่อนไขอะไรเลย เขาดูแลด้วยใจ เลยเห็นความรักที่บริสุทธิ์ตรงนี้ ทำให้เราเริ่มซาบซึ้ง เริ่มไม่สงสัยแล้วว่าเขาได้ประโยชน์อะไรจากเรา แล้วเราก็เป็นคนที่นิสัยไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ชอบวีน อาละวาด เขาก็ยังดีกับเรา

         “ช่วงที่เราป่วยอาใหญ่ (วิศิษฐ์ วังวิญญู) กับภรรยามาช่วยดูแล ทุกเช้าที่ออกกำลังกาย อาใหญ่จะใช้การกอด ซึ่งเราไม่ชอบมาก เกลียดมาก จะวิ่งหนี เมื่อก่อนทำเวิร์คชอปจะรังเกียจกิจกรรมพวกนี้ กอดแล้วร้องไห้อะไรกัน เราจะไม่ชอบ แต่เขาใช้ความอ่อนโยนมาดูแลเรา ตอนเช้าจะไปรับอากาศบริสุทธิ์ ไปเดินออกกำลังกาย เขาก็จะกอดก่อน แค่ไหนแค่นั้น เขาไม่ได้ดูแลเราแบบคนป่วยซึ่งตรงจริตเราด้วย เราอยากเป็นคนที่เท่าเทียม เขาก็กอดทุกเช้า ตอนแรกเราก็วิ่งหนีนะ รู้สึกสงสัย สงสัยในสิ่งที่เขาทำว่าแล้วเขาจะได้อะไร แต่จริงๆ เขาเอ็นดูเราเหมือนลูกสาว 

         “สำหรับเราความตายเป็นเหมือนของขวัญ เราโชคดีที่ความตายยังให้โอกาส ทำให้เรากลับมามองชีวิตเราว่าที่คุณใช้มานั้นไม่ใช่แล้วนะ ถึงได้มีความเจ็บป่วยมาเตือน คุณอยู่อย่างไรคุณก็จะตายอย่างนั้น เราก็เริ่ม ฉันไม่อยากตายแบบนี้ ไม่อยากตายแบบโดดเดี่ยว มันน่าเศร้า เวลาเราตื่นขึ้นมาเจอแต่ห้องสี่เหลี่ยมแล้วไม่มีใครมาเยี่ยมเราเลย ฉันไม่อยากตายแบบถูกทิ้งแบบนี้ แต่ฉันอยากตายแบบมีคนมาล้อมรอบ แล้วบอกฉันหน่อยยืนยันกับฉันหน่อยว่าคุณรักฉันแค่ไหน แล้วฉันมีประโยชน์มีคุณค่าแค่ไหน อยากได้ยินตอนมีสติ แล้วเวลาตายไม่ต้องมาเขียนหนังสือให้ ฉันไม่รู้ ฉันได้อ่านหรือไม่ได้อ่าน เราไม่อยากเป็นอย่างนี้ เพราะว่าเราไปงานสังคมเยอะและเราเห็นหนังสือที่ระลึกงานศพ บางทีบางครอบครัวเรารู้จักดี เรารู้อยู่ว่าตอนมีชีวิตอยู่เขาไม่ได้คุยกันเลยนะ ไม่ใช่แบบนี้เลย แล้วทำไมเขียนซะซึ้งเลย มันจะดีมากแค่ไหนถ้าเขาได้อ่านตอนเขายังมีชีวิตอยู่ เราไม่อยากเป็นแบบนั้น เราไม่รู้ว่าชาติหน้ามีจริงไหม ยังพิสูจน์ไม่ได้ใช่ไหม แต่เราอยากรับรู้ตอนที่ยังอยู่ เพราะฉะนั้นก็เลยฝึกตัวเอง จากคนที่ไม่เอาใครเลย มาเป็นแบบทุกวันนี้ แล้วเรามีความสุขกว่าเดิมเยอะ ความสุขจากที่เมื่อก่อนเราครอบครอง ใจเราอยากได้เราต้องได้ แต่นี่คือสุขแค่เรายิ้ม คนรับรู้ว่าเรายิ้ม โดยเฉพาะเรื่องมิตรภาพ เป็นอะไรที่วิเศษมาก ตรงนี้แหละที่เยียวยาเรา แล้วเรารู้สึกว่าเราอยากส่งมอบสิ่งที่เราได้ให้กับคนอื่นเหมือนที่เราได้ เวลาเราทำกลุ่มก็จะบอกว่าถ้าคุณรู้สึกดีคุณก็เอาสิ่งนี้ไปทำกับคนอื่น เพราะว่าสิ่งเล็กๆ ที่เราทำให้คนอื่น บางทีช่วงที่เขาเปราะบางหรือช่วงที่เขาต้องการมันมีคุณค่ามากกับเขา แม้บางทีเราจะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่คิดอะไร แต่มันช่วยเขาได้มาก อย่างสมมุติเขากำลังจะคิดฆ่าตัวตายเพราะรู้สึกว่าไม่มีใครรักเขาเลย แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาเกิดมาทำไม พอเขารู้สึกว่ามีใครสักคนมองเห็นเขา มันช่วยชีวิตเขาได้เลยนะ”

คอลัมน์:

ผู้เขียน: